ตำนานแม่นาคแห่งบ้านพระโขนง

  เรื่องราวความรักความผูกพันระหว่างหญิงสาวคนหนึ่งกับชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งมีความรักกันแต่ถูกพรากจากความตายกลายมาเป็นตำนานเล่าขานต่อๆกันมาจนถึงปัจจุบันสำหรับเรื่องเล่าของตำนานแม่นาคพระโขนงเป็นเรื่องเล่าที่มีมานานมากมายหลายปีก่อนที่หญิงสาวคนหนึ่งและชายหนุ่มคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านพระโขนง

เกิดความรักความผูกพันแต่งงานกันแต่ด้วยหน้าที่ที่ฝ่ายชายต้องเข้ารับราชการทหารจึงทำให้ฝ่ายชายต้องเดินทางไปเป็นทหารเกณฑ์และต้องออกรบในขณะที่ฝ่ายหญิงก็คือแม่นาคตั้งอยู่ที่หมู่บ้านพระโขนงเฝ้ารอคอยสามีให้กลับมาซึ่งระหว่างที่สามีก็คือพ่อมากเดินทางไป – อยู่นั้นแม่นาคก็อยู่ระหว่างของการตั้งท้องพอดีเรื่องราวความรักนี้มีการเล่าต่อๆกันมาถึงการเฝ้ารอคอยสามีของแม่นาคโดยในทุกๆเย็นเธอมักจะไปยืนตรงท่าน้ำ

ซึ่งจะเป็นสะพานไม้คอยเฝ้ารอมองหาเรือที่ผ่านไปผ่านมาว่าอาจจะมีเรือลำไหนสักลำที่ได้ป่าท้อมากกลับมาสู่บ้านแต่จนแล้วจนเล่าจากวันเป็นเดือนจากเดือนเป็นหลายเดือนหน้าก็ยังไม่กลับมาสักทีจะมาถึงในช่วงที่แม่นากเจ็บท้องที่จะคลอดลูกซึ่งในสมัยโบราณนั้นการคลอดลูกจะกระทำกันที่บ้านเนื่องจากในสมัยโบราณยังไม่มีหมอและยังไม่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยเหมือนเช่นทุกวันนี้

ดังนั้นการคลอดลูกจึงค่อนข้างลำบากแล้วก็เกิดเหตุการณ์ที่เศร้าสลดเกิดขึ้นเมื่อลูกในท้องของแม่นาคยังไม่กลับหัวส่งผลให้การคลอดยากลำบากและในที่สุดด้วยความเจ็บจนไม่สามารถทนได้แม่นาคจึงเสียชีวิตในระหว่างทำคลอดลูกดังจากมีเลือดออกในปริมาณมากจึงทำให้แม่นาคเสียเลือดมากจนช็อคและเสียชีวิตไปซึ่งถ้าหากเป็นในสมัยปัจจุบันนั้นการคลอดลูก

สำหรับเด็กที่ไม่ยอมกลับหัวทางโรงพยาบาลก็จะทำการผ่าคลอดซึ่งจะทำให้ทั้งแม่และเด็กปลอดภัยแต่เนื่องจากสมัยก่อนยังไม่มีเทคโนโลยีอย่างนี้จึงเป็นผลให้แม่นาคต้องเสียชีวิตจากการคลอดลูกชาวบ้านจึงพากันนำศพของแม่นาคไปทำการฝังไว้และเมื่อสงครามสงบ 

พ่อมากจึงได้กลับมาตั้งใจจะมาอยู่กับลูกเมียก็พบว่าแม่น่าเสียชีวิตลงเสร็จแล้ว และเรื่องราวความรักยังไม่จบเพียงเท่านั้นเมื่อแม่นาคยังคงรักในตัวสามีเธอจึงได้เป็นวิญญาณมาใช้ชีวิตอยู่กับสามีจนชาวบ้านรู้ข่าวต่างก็พากันบอกเล่าเรื่องว่าแม่นาคเสียชีวิตให้สามีของเธอฟัง

จึงทำให้เธอโมโหก็เธอเข้าใจว่าชาวบ้านมาพรากสามีของเธอไปจึงมีเหตุการณ์แม่นาคอาละวาดหลอกหลอนชาวบ้านจนต้องให้หลวงพ่อมาช่วยกักขังวิญญาณแม่นาคนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาที่หมู่บ้านพระโขนงจึงได้สงบสุขลงดังเดิม และพ่อมากก็ได้บวชอุทิศบุญกุศลให้แม่นาก

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  sagame

ตำนานของคำชะโนด

 ที่จังหวัดอุดรธานีมีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งที่ชาวบ้านมักจะเดินทางไปเคารพกราบไหว้บูชาองค์พญานาคกันทุกวันซึ่งสถานที่แห่งนั้นคือป่าคำชะโนด

โดยที่ป่าคำชะโนดนี้จะอยู่ในบริเวณพื้นที่วัดนาคินทร์คำชะโนดลักษณะของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้จะมีลักษณะเป็นเกาะซึ่งมีความกว้างประมาณ 20 ไร่และเหตุผลที่มีการเรียกว่าป่าคำชะโนดได้ก็เพราะว่าที่เกาะแห่งนี้จะเต็มไปด้วยต้นคำชะโนดทั้งต้นเล็กต้นใหญ่ขึ้นปกคลุมไปทั่วบริเวณเกาะทั้งหมดและบริเวณรอบเกาะจะเต็มไปด้วยน้ำ 

ซึ่งที่วัดนาคินทร์คำชะโนดแห่งนี้ยังมีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านต่างก็พากันเดินทางมากราบไหว้ขอพรขอโชคลาภซึ่งก็คือศาลเจ้าปู่ศรีสุทโธในปัจจุบันผู้ที่เดินทางมากราบไหว้ศาลเจ้าปู่ศรีสุทโธนั้นส่วนใหญ่จะมากราบไหว้เพื่อขอโชคลาภขอเลขเด็ดไปซื้อหวยซื้อลอตเตอรี่และเจ้าปู่ศรีสุทโธก็ไม่เคยทำให้เราคอหวยผิดหวังเพราะหลายคนที่เดินทางมาขอหวยที่นี่ก็จะได้รับเลขเด็ดกับไปและถูกรางวัลทุกครั้งไปจะมีผู้คนหลั่งไหลมาทำการขอหวยรัฐบาลแก้บนกันทุกวันไม่ขาดสาย

ส่วนตำนานของคำชะโนดนั้นมีการเชื่อกันว่าที่นี่เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นสถานที่ของการเชื่อมต่อไปยังเมืองบาดาลซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของเหล่าพญานาคโดยมีการเชื่อกันว่าหลวงปู่ศรีสุทโธคือหนึ่งในองค์พญานาคที่มีบุญบารมีมากซึ่งหลวงปู่ศรีสุทโธนั้น

จะมีพระมเหสีคือองค์แม่ศรีปทุมมานาคราชเทวี โดยในตำนานเล่าว่าพญานาคที่ชื่อพญานาคราชปู่ศรีสุทโธ  ได้เกิดความเข้าใจผิดกับเจ้าพ่อสุวรรณนาคจึงทำให้เกิดการทะเลาะต่อสู้กันซึ่งมีผลกระทบพื้นโลกสะเทือนเรื่องนี้จึงรู้ไปถึงพระอินทร์ที่อยู่บนสวรรค์ดังนั้นพระอินทร์จึงได้เสด็จลงมาและให้โอวาทจนนาคทั้งสองหยุดต่อสู้กันและให้นาคทั้งสองนั้นต่าง

ก็สร้างแม่น้ำคนละสายชื่อว่าแม่น้ำโขงและแม่น้ำน่านในปัจจุบันนั่นเองซึ่งเงื่อนไขที่พระอินทร์ให้กับหน้าทั้งสองคนในการสร้างแม่น้ำแข่งกันนั่นก็คือหากพญานาคต้นไหนสร้างแม่น้ำเสร็จก่อนแม่น้ำสายนั้นก็จะมีปลาบึกลงไปอยู่ด้วยซึ่งผลปรากฏว่าพญานาคราชปู่ศรีสุทโธสร้างแม่น้ำโขงเสร็จก่อนดังนั้นในปัจจุบันจึงพบว่าในแม่น้ำโขงจะมีปลาบึกอาศัยอยู่

และเมื่อพญานาคล่าศรีสุทโธเป็นฝ่ายชนะพระองค์จึงได้ทรงทูลขอกับพระอินทร์ว่าอยากจะให้มีทางเชื่อมต่อระหว่างมนุษย์กับเมืองบาดาลเอาไว้ 3 จุดโดยทั้ง 3 จุดนั้นได้แก่ธาตุหลวงนครซึ่งอยู่ที่เวียงจันทน์ และสถานที่ที่สองก็คือที่หนองคันแท  ส่วนอีกที่ก็คือพี่คําชะโนดนี่เองนั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมชาวบ้านจึงเชื่อกันว่าที่คำชะโนดคือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่พญานาคราชปู่ศรีสุทโธมักจะเดินทางมาอยู่ที่นี่เป็นประจำ ที่ป่าคำชะโนดนี้

จะมีรูปปั้นพญานาคอยู่มากมายและในวันสำคัญสำคัญก็จะมีนางรำมารำถวายหลวงปู่ศรีสุทโธเมื่อไหร่ที่มีการจัดงานก็จะมีผู้คนเป็นจำนวนมากต่างหลายเดินทางเข้ามากราบไหว้เคารพบูชาหลวงปู่ศรีสุทโธกันอย่างไม่ขาดสายซึ่งหลวงปู่ศรีสุทโธจัดว่าเป็นพยานาคชั้นดีเป็นพญานาคชั้นเทพที่คุ้มครองเหล่ามนุษย์ 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  BK8

14 ตุลาคมวันมหาวิปโยค

    หากจะพูดถึงเหตุการณ์ที่นักศึกษาพากันร่วมออกมาเดินชุมนุมตามท้องถนน เมื่อนานมาแล้ว เชื่อว่าหลายคนคงยังจำเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่ และเป็นเหตุการณ์ของประวัติศาสต์ชาติไทยในครั้งนั้นได้ นั้นก็คือ 

เหตุการณ์ 14 ตุลาคมหรือเหตุการณ์ที่เราเรียกว่าเป็นวันมหาวิปโยคเป็นเหตุการณ์ที่นักศึกษาต่างพากันรวมตัวร่วมกับประชาชนในประเทศไทยโดยมีจำนวนทั้งสิ้นมากกว่า ห้าแสน คน เอ็งทุกคนมารวมตัวกันเพื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญจากรัฐบาลจอมเผด็จการ ซึ่งในช่วงนั้นเป็นช่วงของรัฐบาลจอมพลถนอมกิตติขจรที่นำไปสู่การใช้กำลังของรัฐบาล เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม  ปี พ.ศ 2516

โดยมีกลุ่มผู้เสียชีวิต ทั้งหมด 77 รายและบาดเจ็บรวมทั้งสิ้น 857 ราย และยังมีสูญหายอีกเป็นจำนวนมาก การเริ่มมาจากที่จอมพลถนอมกิตติขจร การรัฐประหารตัวเองเมื่อวันที่ 17 เดือนพฤศจิกายน ปีพ.ศ. 2514

ซึ่งบรรดานักศึกษาและประชาชนได้มองว่าเป็นการสืบทอดอำนาจของตนเอง จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ แต่ยังมีการยืดอายุราชการทหารของตนเองให้ดำรงตำแหน่ง การทหารสูงสุดออกไป ประกอบกับข่าวทุจริตในวงการราชการ จึงสร้างความไม่พอใจให้จับกลุ่มประชาชนและนักศึกษาเป็นอย่างมาก หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 6 เดือนตุลาคม 

มีผู้ร่วมลงชื่อประมาณ 100 คน เธอเรียกร้องขอให้มีรัฐธรรมนูญ ซึ่งผู้ร่วมลงนามนี้ประกอบด้วยบุคคลหลากหลายอาชีพ เช่นนักวิชาการ นักการเมือง นักคิด นักเขียน และกลุ่มนิสิตนักศึกษาเป็นต้น จากนั้นบุคคลเหล่านี้ราว 20 คนนำโดยนายธีรยุทธ บุญมี ได้พากันเดินออกแตกใบปลิวตามสถานที่ต่างๆในกรุงเทพฯ อาทิแถวประตูน้ำ สยามสแควร์

และอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ แต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาลเข้าทำการจับกุมโดยจับกุมได้ทั้งหมดประมาณ 13 คน จึงถูกเรียกขานว่าเป็น 13 ขบถรัฐธรรมนูญ ในครั้งนี้เองที่สร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนและนักศึกษาเป็นอย่างมาก จึงนำไปสู่การชุมนุมครั้งยิ่งใหญ่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และเป็นจุดเริ่มต้นของการชุมนุม และการเดินขบวนครั้งใหญ่ในวันที่ 13 เดือนตุลาคม

โดยมีแกนนำเป็นนักศึกษาและมีประชาชนเข้าร่วมด้วยเป็นจำนวนมาก ระหว่างนั้นแกนนำนักศึกษาได้เข้าพบเจรจากับรัฐบาล เพียงพอที่จะสลายตัว แต่ด้วยอุปสรรคทางการสื่อสาร จึงเกิดการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้ร่วมชุมนุม ตรงบริเวณถนนราชวิถีตัดกับถนนพระราม 5 ไปเช้าวันเสาร์ที่ 14 เดือนตุลาคมซึ่งเหตุการณ์ปะทะกันดังกล่าวนี้บานปลายจนเป็นเหตุการณ์จราจล

และลุกลามไปยังท้องสนามหลวง รวมถึงไปมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และถนนราชดำเนินตลอดสายรวมถึงพื้นที่ใกล้เคียง เอามาในเวลาหัวค่ำสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ได้ประกาศว่าจอมพลถนอมขอลาออกจากตำแหน่ง

และมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายสัญญา  ธรรมศักดิ์ อธิการบดีของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี จอมพลถนอม , จอมพลประภาส และพันเอกณรงค์ เดินทางออกประเทศซึ่งหลังจากนั้นเหตุการณ์จึงได้สงบลง

5 อับดับข้อมูบที่เกี่ยวข้องกับแก๊งยากูซ่าที่คุณไม่เคยรู้มาก่อน

จำนวนยากูซ่าที่ในประเทศญี่ปุ่น  

ในช่วงปี1960จำนวนยากูซ่าในประเทศญี่ปุ่นได้มีการเติบโตขึ้นเป็นอย่างมากและจากรายการกรมตำรวจได้บอกว่าก็ได้มีจำนวนยากูซ่าเพิ่มสูงถึง184,000คน ซึ่งจะคิดเป็นสครึ่งหนึ่งของจำนวนตำรวจของประเทศญี่ปุ่นและเมื่อในปี2015ที่พึ่งได้ผ่านมาจากผลสำรวจก็ได้พบว่าได้มีจำนวนยากูซ่าที่ยังคงหลงเหลืออยู่เพียง53,000คน เท่านั้น

แก๊งยากูซ่าในปัจจุบัน  ก็อย่างที่ได้กล่าวออกไปแล้วว่ายากูซ่าที่ได้มีในปัจจุบันได้มีจำนวน53,000คน ซึ่งเราจะสามารถที่จะแบ่งแก๊งยากูซ่าได้เป็น3แก๊งใหญ่ได้แก่ แก๊งยามากุชิ – กุมิ ได้มีจำนวนสมาชิกประมาณ23,400คน หรือ เกือบๆครึ่งหนึ่งของยากูซ่าทั้งหมด แก๊งซุมิโยชิ – กาอิ ได้เป็นแก๊งผู้ที่มีอิทธพลในแทบโอซากาและได้มีจำนวนสมาชิดประมาณ8,500คน และ แก๊งอินางงาวะ – กาอิ ที่ได้มีอิทธพลในแทบโตเกียวและโยโกฮาม่านอกจากนี้ก็ยังมีจำนวนสมาชิก6,600คน

รอยสักและยากูซ่า ก็ได้ถือว่าเป็นของคู่กันซึ่งรอยสักนั้นได้ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของความแข็งแกร่งของพวกเขาเพราะในการสักนั้นจะต้องเป็นการสักด้วยเหล็กหรือไม้ไผ่แบดั่งเดิมเท่านั้นและก็จะไม่ยินยิมดที่จะให้ใช้เครื่องสักสมัยใหม่โดยเด็ดขาดและซึ่งด้วยการสักด้วยวิธีดั่งเดิมนี้จะใช้เวลาสักนานกว่ามีขั้นตอนมากกว่าและได้มีความเจ็บปวดที่มากกว่านอกจากนี้คนที่อยู่ในประเทศญี่ปุ่นจะพยายามที่จะหลีกเลี่ยงในการสักเพราะอาจจะทำให้คนอื่นได้เข้าใจผิดว่าพวกเขานั้นเป็นสมาชิดของแก๊งยากูซ่า

การตัดนิ้วแทนการคำขอโทษ  ในการตัดนิ้วเพื่อที่แสดงการขอโทษก็ถือว่าได้เป็นอีกหนึ่งประเพณีของยากูซ่าที่ไดเปฏิบัติและสืบทอดกันมา ซึ่งพวกเขาก็ได้เรียกชื่อนี้ว่า ประเทณียูบิซึเนะ ซึ่งด้วยวิธีการก็คือเมื่อคุณได้กระทำในความผิดในครั้งแรกคุณก็จะต้องถูกตัดนิ้วก้อยยที่ข้างซ้าน 1 ข้อ และได้ห่อมันด้วยกระดษาจากนั้นจะต้องนำเอามันไปส่งให้กับหัวหน้าของคุณเพื่อที่จะได้เป็นการแสดงสำนึกผิดและยังเป็นการที่จะขอให้หัวหน้ายกโทษให้กับคุณ

หน้าที่ของยากูซ่า  ยากูซ่านั้นได้มีความเกี่ยวพันกับอาชญากรรมที่หลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของยาเสพติด การค้ามนุษย์ การฟอกเงิน การค้าอาวุธ หรือ การปล่อยเงินกู้ และ นอกจากนี้ ยากูซ่านั้นก็ยังมีทีมที่คอยจับตาคนดังจกแวดวงต่างๆและคอยเก็บข้อมูลของพวกเขาเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอและเมื่อไหร่ก็ตามที่แก๊งยากูซ่าต้องการที่จะรีบไถ่เงินพวกเขาก็จะได้นำเอาข้อมูลจากเหล่านนี้เอาออกมาข่มขู่และถ้าหากว่าเหยื่อนนั้นไม่ยอมทำตามข้อมูลดำมืดของพวกเขาก็จะถูกเผบแพร่ออกไปสู่สาธารณะชน

2เรื่องที่จะต้องรู้กับเกาหลีเหนือ

เรื่องลับที่เกี่ยวกับเกาหลีเหนือที่ผู้คนทั่วโลกไม่เคยรู้เมื่อได้พูดถึงประเทศเกาหลีหลายคนก็คงจะนึกคิดดาราหลายๆคนที่ขาวสูงหน้าตาดีหรือแม้กระทั่งอาหารที่ได้ขึ้นชื่นอย่างกินจิแต่ถ้าหากพูดถึงว่าคุณรู้อะไรบ้างที่เกี่ยวกับเกาหลีเหนือแล้วละก็หลายคนก็คงจะนึกอะไรไม่ออกเลยหรืออย่างมากก็คงจะนึกถึงคิมจองอึนประธานาธิบดีเกาหลีเหนือที่เป็นที่เคารพรักของชาวเกาหลีเหนือแต่เป็นผู้ที่น่าเกลียดสำหรับชาวโลก 

การขายอาวุธสงครามในตลาดมืดนอกจากที่ได้โกงประกันแล้วยูเอนยังได้กล่าวหาเกาหลีเหนือด้วยอีกว่าเกาหลีเหนือนั้นยังได้ค้าขายอาวุธเถื่อนและเคโนโลยีนิวเคลียร์ให้แก่ประเทศในกลุ่มแอฟริกาและตะวันออกกลางยกตัวอย่างในปี2012ยูเอนยังได้กล่าวหาว่าเกาหลีเหนือนั้นยังได้ส่งหน่วยรบเพื่อไปรบไปยังที่ประเทศซีเรียเพื่อที่จะเอาไว้ใช้ผลิตขีปนาวุธ

และยังรวมไปถึงปี2009เกาหลีเหนือนั้นก็ยังได้ส่งหน่วยรบและส่วนประกอบไปให้ยังที่ประเทศอหร่านคองโกรวมไปถึงรถถังที่อยู่ในยุคโซเวียตอีกด้วยและในต่อมายูเอนก็ได้ลงโทษฟังไม่ให้เกาหลีเหนือค้าขายหรือทำการค้านเทคโนโลยีมิสซายให้แก่ประเทศอื่น แต่เกาหลีเหนือกับได้อ้างขึ้นมาว่าในการที่ลงโทษของยูเอนนั้นมันผิดกฏหมายเกาหลีเหนือจะทำอะไรตามที่ตนเองนั้นต้องการก็ได้และนอกจากนี้เงินที่ได้มานั้นจากการค้าขายด้านอาวุธสงครามนั้นมันไหลเข้ามาจากคิมจองอิลมากกว่าที่จะนำเอาเงินไปซื้ออาหารให้ประชาชนเสียอีก

การใช้ไฟฟ้า

เมืองหลวงเปียงยางในประเทศเกาหลีเหนือเรียกได้ว่าเป็นเมืองกรุงของเกาหลีเหนืออย่างแท้จริงประชาชนนั้นได้ใช้ชีวิตในความเป็นอยู่ที่หรูหลา หรูหลาในที่นี้หมายถึงกินดีอยู่ดีไปกว่าเมืองอื่นๆเท่านั้นแต่พวกเขานั้นก็ยังอยู่แบบอดๆยากๆอยู่ดีมีผู้คนที่อยู่อาศัยประมาณ3ล้านคนเท่านั้นที่จะได้เข้าถึงไฟฟ้าและสามารถที่จะใช้มมันได้ไม่ถึง1ถึง2ชั่วโมงต่อวันโดยเฉพาะในหน้าหนาวโรงไฟฟ้านั้นจึงไม่สามารถที่จะให้พลังงานให้ได้อย่างเต็มที่จึงได้ทำให้ประชาชนจำนวนมากจะต้องประสบกับภัยหนาวที่ได้ติดลบไปกว่า18องศาเซลเซียส

และแน่นอนแล้วละว่าด้านประชาชนที่อยู่อาศัยข้างนอกกรุงเปียงยางซึ่งที่ไม่มีไฟฟ้าจะใช้และก็ต้องประเชิญกับภัยหนาวอย่างเพียงลำพังและดาวเทียมที่ได้บินผ่านที่ประเทศของเกาหลีเหนือนั้นก็ยังได้สะท้อนให้เห็นด้วยว่าแสงไฟที่จากประเทศจีนและด้านของเกาหลีใต้ในยามค่ำคืนมันชังได้แตกต่างไปจากประเทศเกาหลีเหนือซึ่งที่ไม่มีไฟฟ้าส่องสะว่างในช่วงกลางคืน

ประวัติวันตรุษจีน

เทศกาลตรุษจีนถือว่าเป็นเทศกาลที่มีมานานแต่โบราณอายุเกิน 100 กว่าปีมาแล้ว

ซึ่งเราไม่สามารถบอกได้ว่าการตรุษจีนจริงๆแล้วเริ่มมาตั้งแต่เมื่อไหร่แต่ที่แน่ๆตั้งแต่เกิดมาและจำความได้ก็มีการจัดงานเทศกาลตรุษจีนมาโดยตลอดซึ่งเทศกาลนี้เป็นเทศกาลที่เหมือนเป็นการขึ้นปีใหม่ของชาวจีนในเทศกาลตรุษจีนเป็นเทศกาลที่มีมาตั้งแต่โบราณจะมีการจัดงานและจะเตรียมงานอยู่ประมาณ 3 วันซึ่งวันแรกจะเป็นวันตายในวันนี้ประชาชนจะออกมาซื้อของเพื่อนนำไปไหว้ไม่ว่าจะเป็นเป็ดไก่รวมถึงผลไม้ต่างๆกระดาษ

สำหรับเตรียมในเรื่องของการไหว้เทพเจ้าส่วนวันที่ 2 นั้นจะเป็นช่วงของการไหว้ซึ่งวันที่ 2 นี้ผู้คนจะตื่นขึ้นมาแต่เช้าเพื่อทำการนำอาหารและผลไม้ที่ซื้อเตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อวานมาทำการไหว้เทพเจ้าที่อยู่ในบ้านโดยในวันนี้จะมีการจุดประทัดเพื่อให้เกิดเสียงดังซึ่งมีความเชื่อกันว่ายิ่งเสียงดังมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งทำให้ครอบครัวมีแต่ความเจริญรุ่งเรืองมากขึ้นเท่านั้น

และวันถัดมาจะเป็นวันเที่ยววันนี้ผู้คนจะพากันนิยมออกไปเที่ยวนอกบ้านด้วยวันนี้จะไม่มีการทำความสะอาดบ้านหรือกวาดบ้านแต่อย่างใดคนส่วนใหญ่จะนิยมใส่เสื้อสีแดงถือเป็นสีที่เป็นสิริมงคลอย่างมากสำหรับคนจีนและในวันนี้ผู้ใหญ่ก็จะให้อั่งเปาเด็กซึ่งวันนี้จะเป็นวันที่เด็กๆรอคอยกันเป็นประจำทุกปี

   มาของวันตรุษจีนนั้นจริงๆแล้วเป็นการจัดขึ้นมาเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการเริ่มต้นฤดูใหม่ของคนในประเทศจีนเนื่องจากว่าก่อนที่จะมีการเริ่มต้นฤดูกาลใหม่นี้ประเดิมช่วงประมาณเดือนธันวาคมจะเป็นช่วงของฤดูหนาวซึ่งประเทศจีนจะมีหิมะปกขึ้นเต็มทั่วประเทศดังนั้นเมื่อถึงเวลาเริ่มต้นฤดูกาลใหม่ซึ่งจะขึ้นเป็นฤดูใบไม้ผลิทำให้ประชาชนคนจีน

จึงทำการจัดงานเพื่อเฉลิมฉลอง รู้จักว่าช่วงเวลาฤดูใบไม้ผลินี้เป็นช่วงเวลาที่ชาวจีนสามารถที่จะปลูกพืชผักได้แล้วสาวจีนจึงได้มีการเลือกวันตามความเชื่อของบรรพบุรุษโดยกำหนดให้ในแต่ละปีจะมีวันสำคัญที่เรียกว่าวันตรุษจีนขึ้นมาซึ่งอาหารที่นำมาไหว้เทพเจ้าในวันตรุษจีนนั้นก็จะเป็นอาหารที่มีความหมายเน้นเรื่องของความเป็นสิริมงคลร่ำรวย

อันนี้ยังไม่รวมถึงเสื้อผ้าที่จะต้องใส่ในวันตรุษจีนซึ่งชาวจีนเชื่อกันว่าหากใส่สีแดงจะเป็นการนำโชคดีมาสู่ตนเองและเป็นการไล่ปีศาจร้ายออกไปและสีต้องห้ามสำหรับวันตรุษจีนก็คือสีดำสำหรับเทศกาลตรุษจีนนี้ยังคงมีการจัดกันมายาวนานอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันนี้

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  เว็บพนันออนไลน์2020

การเปิดศึกระหว่างกองทัพพม่า กับ กองทัพรัฐฉาน

วันนี้เราจะมีทำความรู้จักกับ  กองทัพรัฐฉาน ซึ่งได้มีการปะทะกับระหว่างกับทหารพม่า โดยเราจะย้อนไปในเหตุการณ์ที่มีการปะทะกับพม่าทที่สำคัญโดยย้อนไปเมื่อวันที่ 1ตุลาคม ปี2559 ทหารพม่าก็ได้บุกเข้ามาโจมตีที่ตั้งสถานพยาบาล

สำหรับกักขังผู้ที่ติดสิ่งเสพติดในการกำกับดูแลกองกำลังกองทัพรัฐฉานที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลโต่งลาวอำเภอเมืองกิ๋งทางภาคใต้ของรัฐฉานโดยในเหตุการณ์ครั้งนี้ได้เกิดขึ้นเมื่อช่วงเที่ยววันของวันที่1ตุลาคมปี2559โดยทหารพม่าในสังกัดข้างต้นก็ได้เคลื่อนกำลังเข้าไปยังสถานที่ซึ่งเป็นที่ตั้งสถานพยาบาลสำหรับกักขังบำบัติผู้ที่เสพสิ่งเสพติดภายใต้การกำกับการดูแลของ กก ลอง กองทัพรัฐฉาน

โดยไม่มีการประสานงานอย่างเป็นทางการใดๆจากนั้นก็ได้ทำการปล่อยตัวผ็ที่ได้รับการบำบัติทั้งหมดและต่อด้วยการเปิดฉากบุกโจมตีกองกำลังกองทัพรัฐฉานจึงได้เป็นเหตุทำให้กองกำลังทั้งสองฝ่ายได้เกิดการปะทะกันอย่างรุนแรงด้วยเหตุการต่อมาทางการทหารพม่าก็ได้ล่าถอยออกไปจากพื้นที่จากการปะทะโดยได้มีการถอยกองกำลังไปปักหลังอยู่ในพื้นที่บ้านปางปอยก่อนที่กองกำลังทั้งสองฝ่ายจะเกิดการปะทะกันอย่างรุนแรง

และต่อเนื่องเป็นเวลานานในช่วงค่ำในวันเดียวกันในสถานที่ดังกล่าวข้างต้นเบี้ยงต้นได้มีรายงานว่าผู้ที่ได้รับเข้าการบำบัติที่ทหารพม่าได้ปล่อยตัวออกไปนั้นล้วนแต่เป็นบุคคลที่มีประวัติเกี่ยวกับยาเสพติดแทบทั้งสิ้นต่อมาในช่วงเช้าของอีกวันทหารพม่าก็ได้มีการเสริมกำลังจากฐานปฏิบัติการในโต่งลาวเพิ่มกำลังเข้าในพื้นที่ปะทะที่บ้านปางปอยแต่ในระหว่างการเลื่อนกำลังทหารพม่านั้นก้ได้ถูกกองกำลังของกองทัพรัฐฉานๆได้วางกำลังดักซุ้มโจมตีจนทำให้กองกำลังทั้งสองฝ่ายได้เกิดการปะทะกันอย่างรุนแรงโดยผลการปะทะหรือเบี้ยงต้นได้ทราบว่าทางกองทัพรัฐฉานเอง

สามารถยึดเป้สนามของทางฝ่ายของทางพม่าได้จำนวนสองใบส่วนความศูนย์เสียของกองกำลังทหารพม่านั้นก็ยังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบแต่ทางด้านกองกำลังรัฐฉานนั้นได้ปลอดภัยทุกนายโดยเกี่ยวกับสถานะการณ์ที่เกิดขึ้นก็ได้มีการเรีกร้องให้ขณะกรรมการJMCUให้ช่วยตรวจสอบการเคลื่อนไหวของทหารพม่าที่เป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงตามหนังสือสัญญาหยุดยิงทั่วภาคพื้นสหภาพหรือที่เรียกกันว่าNCAโดยกรณีที่เป็นฝ่ายเคลื่อนไหวโดยไม่มีการประสานงานออกทำการหาเปิดศึกกับกองกำลังของกองทัพรัฐฉานโดยที่ผ่านมาทหารพม่าพยายามทำทุกวิถีทางในการออกลาดตระเวนเพื่อที่จะหาที่จะทำการเปิดศึกกับกองกำลังกองทัพรัฐฉาน

 

ขอบคุณ แทงบอลออนไลน์2020  ที่ให้การสนับสนุน

ประวัติหลวงปู่เอี่ยม

ประวัติหลวงปู่เอี่ยม แห่งวัดสะพานสูง

             หลวงปู่เอี่ยมเป็นพระที่มีชื่อเสียงอย่างมาก ชาวบ้านให้ความเคารพศรัทธาท่านและทุกคนต่างก็รู้จักชื่อเสียงของหลวงปู่เอี่ยมกันเป็นอย่างดี  ท่านเป็นพระดังประจำจังหวัดนนทบุรีเลยทีเดียว สำหรับหลวงปู่เอี่ยมท่านจะเป็นพระรุ่นเดียวกันกับ หลวงพ่อเงิน หลวงพ่อโต และหลวงพ่อปาน เป็นต้น

           สำหรับเรื่องราวความเป็นมาของหลวงปู่เอี่ยมนั้นท่านเกิดในสมัยพระบาทสมเด็จพระเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ซึ่งท่านเกิดในปี พ.ศ. 2359 โดยเกิดที่ตำบลบ้านแหลมใหญ่ จังหวัดนนทบุรี  หลวงปู่เอี่ยมท่านมีพี่น้องทั้งหมด 4 คน ซึ่งท่านเป็นลูกของ นายนาค ส่วนมารดาชื่อว่า นางจันทร์ หลวงปู่เอี่ยม อุปสมบท เมื่อตอนที่ท่านอายุได้ 22 ปี

โดยมีการบวชพระที่วัดบ่อ ในจังหวัดนนทบุรี ซึ่งหลังจากที่ท่านบวชได้แค่ประมาณหนึ่งเดือนเท่านั้น  หลวงปู่เอี่ยมท่านก็ได้ย้ายไปจำพรรษาอยู่ที่วัด กัลยาณมิตร โดยหลวงปู่เอี่ยมท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดกัลยาณมิตรนาน 7 พรรษาถึงได้ย้ายไปจำพรรษาที่วัดอื่น และตอนที่หลวงปู่เอี่ยมจำพรรษาอยู่ที่วัดกัลยาณมิตรนั้นมีพระพิมลธรรมพร เป็นเจ้าอาวาสอยู่ในขณะนั้นและหลังจากนั้นอีกเจ็ดปีต่อมา ท่านก็ได้ย้ายไปอยู่ที่วัดประยุรวงศาวาส

  หลังจากที่หลวงปู่เอี่ยมอยู่ที่วัดประยุรวงศาวาส มาจนถึงปี พ.ศ. 2396 ชาวบ้านของหมู่บ้านคลองแหลมใหญ่ก็มาอัญเชิญหลวงปู่เอี่ยมให้กลับไปจำพรรษาที่วัดสว่างอารมณ์ ดังนั้น หลวงปู่เอี่ยมจึงมาจำพรรษาที่วัดสว่างอารมณ์นี้เรื่อยมา และหลังจากท่านอยู่วัดสว่างอารมณ์ได้สักพักก็ได้มีการเปลี่ยนชื่อวัดมาเป็นวัดสะพานสูง โดยสาเหตุที่มีการเปลี่ยนชื่อวัดเพราะว่า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้เสด็จมาที่วัดสว่างอารมณ์เพื่อทำการตรวจสอบพระสงฆ์

  และในขณะที่เดินทางมานั้น กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้มองเห็นสะพานข้ามคลองพระอุดม มีความสูงชัน ท่านจึงเรียกว่าวัดสะพานสูงและนับแต่นั้นมา ชาวบ้านก็เรียกวัดแห่งนี้ว่าวัดสะพานสูงตั้งแต่นั้นจวบจนมาถึงปัจจุบัน

             ในตอนแรกที่หลวงปู่เอี่ยมมาจำพรรษาที่วัดแห่งนี้มีพระสงฆ์แค่เพียง 2 รูปเท่านั้น ต่อมาหลวงปู่เอี่ยมได้ริเริ่มการก่อสร้าง ทั้งศาลาการเปรียญ  สร้างเจดีย์ และยังมีการสร้างสถานที่สำคัญภายในวัดไว้อีกมากมาย ซึ่งท่านได้สร้างวัตถุมงคลขึ้นมาเพื่อเป็นการตอบแทนน้ำใจชาวบ้านที่ช่วยกันนำเงินมาถวายวัดเพื่อใช้ในการสร้างสถานที่ต่างต่างภายในวัด

  หลวงปู่เอี่ยมได้ชื่อว่าเป็นพระที่มีวิชาอาคมแข็งกล้า มีเรื่องเล่าว่ามีหมู่บ้านที่อยู่ใกล้วัดสะพานสูง มีต้นตะเคียนตกน้ำมันและวิญญาณออกมาหลอกชาวบ้านทำให้ท่านต้องเข้ามาช่วยเหลือ เพียงแค่ท่านรดน้ำมนต์และภาวนาคาถาแล้วเป่าไปที่ต้นตะเคียนไม่นานต้นตะเคียนก็เหี่ยวและชาวบ้านก็ไม่เคยเจอผีอีกเลย

 

ขอบคุณผู้ที่ให้การสนับสนุนโดย  next88

ประเพณีกวนข้าวทิพย์ 

สำหรับประเพณีกวนข้าวทิพย์

เชื่อว่าหลายคนคงจะไม่รู้จักกันไปแล้ว เพราะประเพณีนี้ในปัจจุบันไม่ค่อยมีใครจัดงานกันแล้ว อาจจะยังมีบางจังหวัดและบางตำบลเท่านั้นที่ชาวบ้านยังร่วมแรงร่วมใจกันจัดงานอยู่ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นกลุ่มคนชราในหมู่บ้านที่ยังช่วยกันสืบสานประเพณีนี้กันเอาไว้  โดยแต่เดิมนั้นประเพณีกวนข้าวทิพย์นี้ เป็นประเพณีเก่าแก่ที่มีการทำสืบทอดต่อเนื่องกันมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย

มาจนถึงกรุงศรีอยุธยา ซึ่งในสมัยนั้นนิยมกวนข้าวทิพย์กันในเดือน 10 แต่ต่อมาก็มีการหยุดประเพณีนี้กันไปในช่วงสมัยรัชกาลที่สองและรัชกาลที่สาม จนมารุ่งเรื่องมีคนนิยมกวนข้าวทิพย์กันอีกครั้งในรัชกาลที่สี่ และกำลังจะเลิกราประเพณีกวนข้าวทิพย์อีกครั้งในรัชกาลที่สิบนี้

เพราะเหลือน้อยมากแล้วที่จะมีชาวบ้านมารวมตัวกันเพื่อช่วยกันกวนข้าว ทิพย์ ซึ่ง กิจกรรมกวนข้าวทิพย์นี้แท้ที่จริงแล้ว ก็เป็นเพียงกุศลโลบายเพื่อที่จะให้ประชาชน ในหมู่บ้านเดียวกันเกิดความรักความสามัคคีร่วมแรงร่วมใจกัน เพราะเนื่องจากประเพณีกวนข้าวทิพย์นี้ ชาวบ้านจะช่วยกันนำสิ่งของที่ตัวเองมีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาล น้ำผึ้ง แป้ง  นม ถั่ว งา เผือก ข้าวตอก และอื่นอื่นอีกมากมาย ที่มีอยู่ในบ้านของตัวเอง

ออกมานำมารวมกันที่วัดและช่วยกันนำสิ่งของทั้งหมดที่ทุกคนนำมา มากวนผสมรวมกันและทุกคนก็จะช่วยกันกวน หลังจากนั้นก็จะตักแบ่งกันเพื่อให้นำมาใส่บาตรที่วัดในวันรุ่งขึ้น รวมถึงแบ่งเอาไว้กิน เพราะมีความเชื่อที่ว่า หากใครที่ได้กินข้าวทิพย์แล้วจะมีแต่ความสุขความเจริญ มีแต่สิ่งที่เป็นมงคลเข้ามาในชีวิต เนื่องจากข้าวทิพย์มีส่วนผสมของอาหารทีมีประโยชน์หลายอย่างนำมาผสมรวมกัน จึงเชื่อกันว่าการกินข้าวทิพย์จะช่วยให้สุขภาพแข็งแรง

       สำหรับที่มาของประเพณีนี้มีเรื่องเล่าต่อต่อกันมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล โดยมีการเล่ากันว่า พระนางสุชาดา ได้มีการกวนข้าวทิพย์มาใส่บาตรกับพระพุทธเจ้า ซึ่งวันนั้นตรงกับวันขึ้น 14 ค่ำและวันต่อมาพระพุทธเจ้าก็ตรัสรู้ ชาวบ้านจึงถือว่าข้าวทิพย์นี้เป็นอาหารที่ได้อนิสงห์สูงมาก ดังนั้น หลังจากนั้นเป็นต้นมาชาวบ้านต่างก็พร้อมใจกันกวนข้าวทิพย์มาถวายพระพุทธเจ้าทุกปีในวันก่อนขึ้น 15 ค่ำของเดือน 10 แต่ต่อมา

มีการเปลี่ยนช่วงเวลา จากการที่ชาวบ้านได้เลิกลาการทำข้าวทิพย์ไปและมาเริ่มนิยมประเพณีกวนข้าวทิพย์กันใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 4 ทำให้ปัจจุบันการกวนข้าวทิพย์จึงนิยมมาจัดงานกันในเดือน 12 หรือเดือน 1 นั้นเองโดยแต่ละที่จะยึดจากต้นกล้าที่ กำลังออกรวงข้าวในช่วที่ข้าวกำลังมีน้ำนม

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุน  9luck

พู่กันสำหรับใช้งานวาดศิลปะ

พื้นฐานในการเลือกซื้อของหรือพู่กันสำหรับใช้งานวาดศิลปะรวมไปถึงถังใส่พู่กันด้วย

ภาชนะใส่น้ำอันนี้ต้องบอกเลยว่ามันสำคัญมากซึ่งมันจะมีหลายชนิดเราจะพูดให้อ่านซึ่งมันจะมีอยู่อย่างหนึ่งเลยที่เป็นข้อห้ามมากที่สุดก็คือแก้วน้ำดื่มแก้วแบบนิ่มภาชนะใส่น้ำบางความรู้สึกของบางอย่างเราจะคิดว่ามันจะใช้อะไรก็ได้บางครั้งอะไรมันก็ไม่ได้เพราะฉะนั้นขวดน้ำนั้นมันมีวินัยสูงแต่ก็ไม่ใช่ระเบียบสูงเพราะฉะนั้นในการเก็บมันจะต้องมีวินัยจะต้องมีหลักเกณฑ์

หลักการอยู่พอสมควรสาเหตุที่แก้วน้ำดื่นนั้นหรือแก้วแบบนิ่มมมันใช้ไม่ได้ก็คือเพราะว่าตูนมันเล็กซึ่เวลาเราวางลงไปนั้นมันสามารถพร้อมที่จะล้มได้ทันทีซึ่งมันต่างกันและเมื่อเราใส่น้ำเข้าไปแล้วพู่กันนั้นมันหนักมันก็จะล้มจะทำให้ไม่สะดวกต่อการวางภาพทำให้เลอะเทอะไปหมดซึ่งความที่เรามักง่ายความที่เราว่ามันอะไรก็ได้แต่สิ่งที่เรานั้นแนะนำก็จะเป็น ถังล้างพู่กัน พลาสติก Project 

ซึ่งก้นมันจะใหญ่มันสามารถจะมีฐานและไม่สามารถที่มันจะล้มได้หากเราเคยเห็นหรือสังเกตสะนั้นมันจะไม่มีทางที่มันจะล้มได้อีกที่งมันจะงสะดวกกระทัดรัด เเละ พับเก็บได้สามารถที่จะพกไปที่ไหนๆก็เพรันสะดวกมีน้ำหนักเบาต่อไปในส่วนที่สำคัญก็คือฟองน้ํา ฟองน้ําจะต้องเป็นฟองน้ำที่มีผ้าหุ้มซึ่งเป็นฟองน้ำที่เอาไว้ใช้ถูตัวเด็กเราจะใช้ในส่วนที่มีความนุ่มเพื่อใช้พนึบกระดาษ

และสิ่งที่สำคัญมากที่สุดก็คือพู่กันพู่กันนั้นมีหลายชนิดทั้งที่เก็บพู่กันการรักษาพุ่กันอะไรต่างๆชนั้นพุ่งกันจะมีหลายอย่างเราจะแบ่งเป็นพุ่กันกลมพู่งกันแบนและอีกอันก็จะมีลักษณะคล้ายไม้กวาดชื่อจริงๆเลยคือพุ่กันไม้กวาดฟังชั่นของมันก็มีพื้นที่ในการใช้สอยที่แตกต่างกันออกไปชนั้นพุ่งกันก็จะแบ่งกันในเชิงลึกว่าพุ่งกันขนอ่อนพุ่งกันขนแข็ง

ซึ่งพุ่งกันขนอ่อนที่มีลวดมัดนั้นจะมีขนที่อ่อนลักษระต่างกันกับพุ่งกับที่มีขนแข็งพุ่กันขนแข็งนั้นจะเป็นใยสังเคราะห์ชะส่วนใหญ่หรือจะเป็นพุ่กันอีกอย่างหนึ่งที่ทำมาจากขนสัตว์มันจะมีลักษณะไม่อ่อนมากไม่แข็งมากซึ่งมันจะใช้ในการเขียนภาพสีน้ำได้ดีกว่าหรือจะเป็นพุ่กันปลายตัด

ซึ่งมันมีวิธีการใช้ประโยช์นก็ต่างกันเพราะฉะนั้นพุ่งกันเหล่านี้จะเป็นขนแข็งเป็นใยสังเคราะห์กันสะส่วนใหญ่ฉะนั้นเราก็จะต้องแยกให้ออกเพราะวิธีการใช้มันก็จะแตกต่างกันออกไปสำหรับในด้านการทำงานเขียนภาพสีน้ำของนักศิลปะนั้นเขาก็จะใช้พุ่กันไม่เหมือนกันก็ขึ้นอยู่กับลักษณะงานศิลป์ของแต่ละบุคคล

 

ขอบคุณเรื่องราวโดย  entaplay