ตำนานของเจตภูต

ซึ่งตรงนี้คนไทยโบราณเขาก็ได้มีความเชื่ออีกอย่างหนึ่งนั่นก็คือในขณะที่เรานอนหลับ ดวงจิตของเราจะออกจากร่างและได้ไปอยู่อีกพบภูหนึ่งก่อนที่เราจะตื่นขึ้นมาอีกทีดวงจิตของเรามันก็จะกลับเข้ามาสู่ร่างแต่ถ้าดงจิตของเรากลับเข้ามาสู่ร่างไม่ทันหรือหาร่างของเราไม่ทันเรา

ก็จะเสียชีวิตไปทันที ซึ่งตรงนี้มันได้เป็นอีกหนึ่งความเชื่อหนึ่งที่คนไทยโบราณเขาได้มีความเชื่อกันและตรงนี้มันอาจจะมีคนตั้งคำถามขึ้นมาอยู่ในใจอยู่หนึ่งคำถามว่า ถ้าดวงจิตของเราออกจากร่างแล้วอยู่ดีๆดวงจิตของเราจะกลับเข้าร่างดวงจิตของเราก็สามารถที่จะกระโดนเข้าร่างกายคนนู้นไปคนนี้ไปโดยที่ไม่มีข้อจำกัดได้เลย ถ้าอย่างั้นแล้วเราก็สามารถที่จะสลับเรื่องกายกับคนนู้นคนนี้โดยที่ไม่มีข้อจำกัดเลยใช่หรือไม่

ซึ่งตรงนี้ข้อมูลเองงเราก็ยังสงสัยอยู่เช่นกันเราเลยโทรไปหาอาจารย์ท่านหนึ่งที่เป็นนักวิทยาศาสตร์แล้วอาจารย์ก็ยังได้บอกกับเรามาอีกว่าเรื่องนี้ทางวิทยาศาสตร์ฟิสิกส์เขาสามารถที่จะหาคำตอบเบื้องต้นได้แล้วและเขากำลังหาคำตอบกันอยู่

ซึ่งตรงจุดนี้เราคงต้องของอธิบายเป็นหลักการนิดนึงแต่เราจะอธิบายให้ได้เข้าใจง่ายที่สุดแล้วกัน คือ ในทางวิทยาศาสตร์สมัยก่อนเขาไม่มีความเชื่อในเรื่องภูผีวิญญาณเขาไม่เชื่อเรื่องอะไรก็แล้วแต่ที่พิสูจน์ไม่ได้แต่ใน ณ ปัจจุบันนี้ทางฟิสิกส์เขามีความต้องการที่จะหาความจริงเกี่ยวกับความเชื่อของคนในด้านความเชื่อของผี

และเรื่องวิญญาณให้ได้ เนื่องจากว่าได้มีคนหลายๆคนอ้างว่าเวลาที่เขาได้นั่งสมาธินานๆเขาจะรู้สึกว่าวิญญาณของเขาหรือยานของเขาเริ่มลอยสูงขึ้นๆเรื่อยๆและเจอกับตัวเองเจอกับสิ่งๆนู้นเจอกับสิ่งๆนี้หรือบางคนมีอาการกึ่งหลับกึ่งตื่นและเห็นตัวเองกำลังนอนอยู่

ก็มีอยูเช่นกัน เขาเลยคิดว่าเรื่องราวเหล่านี้อาจจะเกี่ยวข้องกับเรื่องวิญญาณภูผีวิญญาณมันก็เป็นได้ เขาเลยมีการศึกษาและวิจัยกันอย่างจริงจังกับเรื่องนี้ ซึ่งการศึกษาและวิจัยทางฟิสิกส์เขาก็จะต้องมีการพิงและจะต้องมีการยึดหลักฟิสิกส์เขาก่อน

โดยหลักของฟิสิกส์จะมีอยู่ประมาณ4-5หลักด้วยกันนั่นก็คือ หลักกลศาสตร์ พลังงานแม่เหล็กไฟฟ้า พลังงานความร้อน พลังงานคลื่น และ พลังงานมิตควอนตัม

ซึ่งหลังจากที่เขาได้วิจัยไปได้ ปรากฎว่าสิ่งที่อยู่ในร่างกายเราที่คลาดว่ามันเป็นไปได้ว่ามันอาจจะเป็นวิญญาณมันน่าจะเป็นพลังงานในรูปแบบของแม่เหล็กไฟฟ้าซึ่งเราก็น่าจะรู้กันดีอยู่แล้วว่าในร่างกายของคนเรามันมีส่วนที่เป็นพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าอยู่นั่นก็คือสมองของเรานั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  bk8

ตำนานเรื่องราวความรักของ ผาชู้ 

             ผาชู้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งในจังหวัดน่านซึ่งมีพื้นที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติศรีน่าน  อำเภอ นาน้อย  ในปัจจุบันหากใครได้ยินคำว่าผาชู้คงจะคิดว่าเป็นผาที่พูดถึงเรื่องของชายหนุ่มหญิงสาวซึ่งแอบมีชู้กันแต่อันที่จริงแล้วคำว่าผาสุกในที่นี้นั้นไม่ได้พูดถึงของการมีชู้แต่อย่างใดแต่เป็นการพูดถึงเรื่องราวความรักซึ่งเป็นรักสามเศร้าระหว่างเจ้าเมืองกับหญิงสาว 2 คน

ซึ่งเรื่องราวความรักของทั้งสามคนนี้ถูกถ่ายทอดและเล่าต่อกันมากลายเป็นตำนานความรักให้คนจังหวัดน่านได้พูดถึงและระลึกถึงกันอยู่เสมอและหากใครก็ตามที่มาเที่ยวที่ผาชู้แห่งนี้ก็มักจะได้รับคำบอกเล่าเกี่ยวกับตำนานความเชื่อของหน้าผาแห่งนี้

ซึ่งตำนานความรักของทั้ง 3 คนนั้นมีเรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อมีเจ้าเมืองคนหนึ่งซึ่งเป็นชายหนุ่มที่มีรูปสมบัติและทรัพย์สมบัติมีความหล่อเหลาเอาการเป็นที่เลื่องลือไปทั่ว ซึ่ง เจ้าเมืองคนนี้ชื่อว่า เจ้าจ๋วง  และถึงแม้เจ้าจ๋วงนั้นจะเป็นชายหนุ่มรูปงามแต่พระองค์ก็มีภรรยาของพระองค์อยู่แล้วที่ว่าเจ้าจันผาอย่างไรก็ตามในครั้งหนึ่งนั้นในขณะที่เจ้าจ๋วงนั้นได้ออกไปประพาสป่า

เพื่อออกไปล่าสัตว์บังเอิญว่า  พระองค์ได้ไปเจอกับหญิงสาวคนหนึ่งที่เธอชื่อว่า  เอื้อง  ซึ่งเอื้อง นั้นเป็นลูกสาวของพรานป่านั่นเองซึ่งพรานป่าคนนี้เป็นคนที่เจ้าจ๋วง ได้มีการตั้งมาเพื่อให้พาไปล่าสัตว์ทำให้ทั้งสองคนทั้ง เอื้อง แป๊ะเจ้าจ๋วง สนิทสนมกันจนในที่สุดก็เกิดการรักใคร่กันจนเกิดการได้เสียกันส่วนทางด้านเจ้าจันผานั้นเมื่อเห็นว่าสามีของตนเองนั้น

ออกมาล่าสัตว์นานเกินไปจะได้ออกมาตามหาจนในที่สุดเราจันผาก็มาพบว่า   สามีของเธอก็คือเจ้าจ๋วง ได้อยู่กินกับสาวคนหนึ่งที่ชื่อว่า เอื้อง ซึ่ง  เมื่อเจ้าจันทราเห็นอย่างนั้นเธอจึงได้มีการบอกให้สามีของเธอเลือกระหว่างตัวเธอกับ เอื้อง ว่าเขานั้นจะเลือกใครแต่เนื่องจากว่าเจ้าจ๋วง รักทั้งสองคนไม่สามารถที่จะเลือกใครได้พระองค์จึงได้ตัดสินใจที่จะกระโดดหน้าผาเพื่อฆ่าตัวตายซึ่งก่อนที่จะกระโดดหน้าผาพระองค์ได้มีการอธิษฐานเกี่ยวกับเรื่องของความรักสามเศร้าของพระองค์ในครั้งนี้

ว่าหากเป็นความรักที่เกิดจากความบริสุทธิ์ใจของทั้ง 3 คนแล้วก็ขอให้ตายไปแล้วเกิดมาเป็นต้นไม้อยู่คู่กับโขดหินหลังจากนั้น  เจ้าจ๋วงก็ได้กระโดดหน้าผาลงมาส่วนทางด้านเจ้าจันผาเมื่อเห็นว่าสามีกระโดดหน้าผาตายคือจึงได้กระโดดหน้าผาฆ่าตัวตายตาม

และทางด้านของสาวเอื้องนั้นไม่เห็นว่าทั้งคู่จะโดดหน้าผาเธอจึงกระโดดหน้าผาตามไปด้วยอีกคนนึงจนทำให้ต่อมานั้นกลายมาเป็นเรื่องของชื่อต้นไม้ที่อยู่กับหน้าผาดังกล่าวโดยมีการพูดถึงต้นไม้ว่าสำหรับต้นสนนั้นก็คือ เจ้าจ๋วง นั่นเองและเจ้าจันทรานั้นเมื่อตายไปแล้วเธอได้กลายเป็นต้นจันผาในขณะที่นางสาวเอื้องนั้นกลายมาเป็นดอกกล้วยไม้

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนัน ถูกกฎหมาย ใน ประเทศไทย

ตำนานความรักของเจ้าแม่เขาสามมุก 

      สำหรับตำนานความรักของเจ้าแม่เขาสามมุกนั้นเกิดขึ้นที่จังหวัดชลบุรีซึ่งเรื่องราวความรักในครั้งนั้นเกิดขึ้นในช่วงสมัยตอนปลายอยุธยาสำหรับศาลเจ้าแม่เขาสามมุกถ้าหากใครเคยไปเที่ยวที่จังหวัดชลบุรีหรือผ่านไปเส้นทางนั้นแล้วจะเห็นว่าตรงบริเวณเชิงเขาจะมีการตั้งศาลไว้ 1 ศาล

ซึ่งป้ายหน้าศาลนั้นจะเขียนไว้ว่าศาลเจ้าแม่สามมุขโดยมีเรื่องเล่าจากชาวบ้านที่มีการเล่าสืบต่อกันมาว่าในสมัยก่อนนั้นมีผู้ชายคนหนึ่งชื่อว่าแสนเขาเป็นลูกชายของกำนันของหมู่บ้านแห่งนั้น อยู่มาวันหนึ่งขณะที่แสนกำลังวิ่งเล่นว่าวอยู่กับเพื่อนๆ

อยู่นั้นเองปรากฏว่าว่าวของแสงนั้นไปตกลงอยู่ที่หน้าหญิงสาวคนหนึ่งเธอชื่อว่ามุกซึ่งมุกนั้นเป็นหญิงสาวที่มีรูปร่างหน้าตาสวยสดงดงามแต่ครอบครัวของสามมุกนั้นเป็นครอบครัวที่มีฐานะยากจนแตกต่างจากกับครอบครัวของแสนที่มีฐานะร่ำรวยและมีพ่อเป็นถึงกำนันของหมู่บ้าน  ส่วนเด็กสาวที่ชื่อสามมุกนั้นเป็นเด็กกำพร้าซึ่งปัจจุบันนั้นอาศัยอยู่กับยาย

หลังจากพี่นายแสนได้เห็นหน้าของนางสาวสามมุกทั้งคู่ก็รู้สึกรักแรกพบหลังจากนั้นทั้งคู่ก็สนิทสนมกันเรื่อยมามีอยู่มาวันหนึ่งทั้งคู่ได้ไปบริเวณที่หน้าผาและทำการอธิษฐานถึงความรักของทั้งคู่โดยมีการสาบานกันเอาไว้ว่าหากคนใดคนหนึ่งผิดคำสาบานคนที่ผิดคำสาบานนั้นจะต้องโดดหน้าผาตายอยู่ที่สุดแห่งนี้ซึ่งทั้งคู่นั้นสาบานว่าจะมีการครองรักกันตราบชั่วนิรันดร์

โดยในวันที่มีการสาบานกันนั้นนายแสงได้มอบแหวนวงหนึ่งให้กับสามมุกเพื่อเอาไว้เป็นแหวนแทนใจและเป็นการยืนยันคำมั่นในรักแท้แต่หลังจากที่พ่อของนายแสนรู้เรื่องนี้เข้าก็ไม่พอใจจัดการให้นายแสนไปแต่งงานกับผู้หญิงคนอื่นซึ่งเมื่อสามมุกรู้เรื่องจึงไปร่วมงานแต่งงานและเห็นนายแสนกำลังเข้าพิธีแต่งงานกับหญิงอื่น

สามมุขเสียใจมากถอดแหวนคืนแสนไปหลังจากนั้นก็วิ่งไปที่หน้าผาและกระโดดหน้าผาที่เคยสาบานรักกันไว้เป็นเหตุให้ สามมุขนั้นตายส่วนทางด้านนายแสนนั้นก็ได้วิ่งตามสามมุกออกมาและเมื่อมาถึงก็พบว่าสามมุกนั้นกระโดดหน้าผาตายเสียแล้วเสียใจมาก

จึงกระโดดหน้าผาตามสามมุกไปและก็ตายทั้งคู่ชาวบ้านต่างก็รู้เรื่องราวและพากันสาปแช่งพ่อของนายแสนที่ขัดขวางความรักของคนทั้งคู่จนเป็นสาเหตุให้คนทั้งคู่นั้นฆ่าตัวตายด้วยความเสียใจกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นพ่อของนายแสนจึงได้นำข้าวของเครื่องใช้ต่างๆมาไว้ภายในถ้ำตรงบริเวณหน้าผาซึ่งทางลูกชายของตนเองและสามมุกกระโดดลงมาฆ่าตัวตาย

หวังว่าสิ่งของเหล่านั้นจะเอาไว้ให้กับวิญญาณของคนทั้งคู่ได้ใช้และมีการตั้งหน้าผาบริเวณนี้ว่าเขาสามมุขซึ่งหน้าผาแห่งนี้จะอยู่ติดกับชายหาดบางแสนนั่นเองและนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาส่งหน้าผาสามมุขนี้ก็จะเป็นที่ที่คนที่มีความรักมาอธิษฐานเรื่องความรักและขอพรและก็สุขสมหวังกันนั้นเป็นต้นมารวมถึงถ้าหากชาวบ้านแถวนั้นจะออกทะเลไปหาปลาก็มักจะมาขอพรที่ศาลเจ้าแม่สามมุกกันทุกครั้งเพื่อป้องกันอันตรายทางทะเล

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนัน

แฟชั่นสีม่วงพาสเทลกำลังมา

ต้องบอกเลยว่าในทุกๆปีนั้นด้านวงการแฟชั่นมักจะมีการเปลี่ยนแปลงไปเสมอ ไม่ว่าจะการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านรูปแบบดีไซส์แฟชั่นหรือความเปลี่ยนแปลงความนิยมของสี ละวงการแฟชั่นมีอิทธิพลอย่างมากในเรื่องของสี เพราะเมื่อแฟชั่นมีการไปเปลี่ยนสีไปในทิศทางใด สีก็จะมีอิทธส่งผลไปยังด้านอื่นๆนอกจากแฟชั่นด้วย

และในปี2020ที่ผ่านมาสีที่ได้รับความนิยมและมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านวงการแฟชั่นไปก็คือสีม่วงนั่นเอง แต่จะเป็นสีม่วงที่มีโทนพาสเทล จริงๆแล้วโทนพาสเทลนั้นค่อนข้างจะได้รับความนิยมในวงการด้านแฟชั่นอย่างมากในช่วง5ปีที่ผ่านมา สีพาสเทลมีการนำมาประยุกต์ให้เข้ากับแฟชั่นต่างๆออกมาอย่างสวยงาม ทำให้สีพาสเทลนั้นได้รับความนิยมขึ้นมาอย่างมากนั่นเอง

สีม่วงนั้นถ้าหากเป็นสีม่วงเข้มแน่นอนว่าจะดูไม่น่ารักและสีม่วงเป็นสีที่ไม่ค่อยช่วยในเรื่องความขับผิวสักเท่าไหร่ไม่เหมือนสีโทนอื่นๆนั่นเอง แต่พอเมื่อแฟชั่นสีม่วงพาสเทลได้รับความนิยมนั้นก็ถือว่าสีม่วงพาสเทลนั้นเป็นสีที่สามารถใส่ได้ในคนทุกสีผิวถึงแม้สีม่วงจะไม่ได้เป็นสีที่ช่วยในเรื่องการขับสีผิวเมื่อใส่แล้วให้ขาวหรือสว่าง แต่ก็เป็นโทนสีที่คนทุกสีผิว

สามารถใส่ได้และไม่ดูน่าเกลียดด้วย โดยสีม่วงพาสเทลนั้นไม่ได้แค่ได้รับความนิยมในด้านวงการแฟชั่นเสื้อผ้าเท่านั้นแต่ยังรวมไปถึงแฟชั่นในด้านอื่นๆด้วย ไม่ว่าจะเป็นแฟชั่นรองเท้า กระเป๋า และอื่นอีกมากมายล้วนก็มีการผลิตเป็นสีม่วงพาสเทลทั้งสิ้น

เมื่อสีม่วงพสาเทลเป็นที่นิยมและกลับมาเป็นกระแสอีกครั้งทำให้แฟชั่นนิสต้าทั้งหลายนั้นหันมาใส่เสื้อผ้าสีม่วงพลาสเทลกันมากขึ้นนั่นเอง ทำให้ไม่ว่าจะมีการผลิตอะไรด้านแฟชั่นที่เป็นสีม่วงออกมานั้นก็จะสามารถขายได้จนหมดในเวลาอันรวดเร็ว

เพราะเป็นสีที่ได้รับความนิยมทั้งในผู้ชายและผู้หญืงในขณะนั้นนั่นเอง ต่าจะต้องทำใจหากอยากจะใส่เสื้อผ้าที่เป็นสีม่วงนั้นในเรื่องการมิกซ์แอนด์แมตซ์นั้นอาจจะยากกว่าสีอื้น เพราะด้วยความที่สีม่วงก็เป็นสีที่หาอะไรมาแมตซ์ได้ยากแล้วนั้น ยิ่งเป็นสีม่วงพาสเทลที่มีความอื่อนของสีถ้าหากแมซต์ผิดสีหรือไม่เข้าโทนนั้นก็จะทำให้แฟชั่นสีม่วงพาสเทลนั้น

ดูครอปไปเลยได้ ดังนั้นแล้วสีท่ะสามารถใส่ร่วมกับสีม่วงพาสเทลที่ดีก็คือสีขาวและสีดำ ซึ่งจริงๆเราสามารถเอาสีอื่นๆในโทนพาสเทลนั้นมาแมซต์ให้เข้ากันได้ แต่สีดำและสีขาวนั้นจะเป็นสีที่สามารถแมซต์ได้อย่างปลอดภัยที่สุด

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  bk8

ประวัติวังระแงะ เรือนไม้โบราณของเจ้าเมืองนราธิวาสในสมัยโบราณ 

         เคยมีการพูดถึงกันอย่างเดียวคราวในช่วงประมาณปีพ.ศ 2557 เนื่องจากในช่วงเวลานั้นเมื่อประมาณวันที่ 1 กันยายนเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นเมื่อมีบ้านทรงไทยหลังหนึ่งที่ชาวบ้านเรียกกันว่าเรือนเจ้าเมืองระแงะได้พังถล่มลงมาเนื่องจากว่าบ้านหลังดังกล่าวนั้นเป็นอาคารโบราณซึ่งมีการก่อสร้างมานานแล้วหลายร้อยปีซึ่งอาคารหลังดังกล่าวนั้นเป็นอาคารที่มีคุณค่าทางด้านจิตใจของชาวจังหวัดนราธิวาสเลยทีเดียว

สำหรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นนี้เนื่องมาจากว่าบ้านหลังเก่านั้นมีอายุนานมากแล้วและสภาพของตัวเรือนก็มีความซับซ้อนมากเนื่องจากตัวบ้านเองก็สร้างมาจากไม้เมื่อหลายปีเข้าด้วยความเก่าแก่และมีอายุยาวนานก็ทำให้บ้านนั้นพังถล่มลงมาได้รับความเสียหายเพราะมีการปล่อยทิ้งร้างไม่มีใครมาบูรณะซ่อมแซมนั่นเองสำหรับประวัติความเป็นมาของเรือนไม้โบราณหรือที่เราเรียกกันว่าวังระแงะนี้นั้นในอดีตนั้น

ว่ากันว่าเป็นบ้านของพระยาภูผาภักดี   ศรีสุวรรณประเทศวิเศษวงษาซึ่งท่านถือว่าเป็นเจ้าเมืองผู้ปกครองเมืองของจังหวัดนราธิวาสและท่านยังเป็นเจ้าองค์สุดท้ายที่ปกครองในสมัยมณฑลรัฐปัตตานีซึ่งในปัจจุบันนั้นเราเรียกมณฑลรัฐปัตตานีนี้ว่าจังหวัดปัตตานีนั่นเองโดยสมัยนั้นถือว่าตรงกับสมัยของรัชกาลที่ 5 ถ้าคำนวณอายุของบ้านหลัง

ดังกล่าวนั้นก็มีอายุยาวนานมากกว่า 100 กว่าปีมาแล้วสำหรับวังโบราณแห่งนี้มีการสร้างออกมาอย่างใหญ่โตและสวยงามมีการประดับตกแต่งตัวเรือนด้วยศิลปะลวดลาย เอาไว้อย่างสวยงามเป็นสถานที่ที่ชาวจังหวัดนราธิวาสนั้นให้ความเคารพนับถือและเป็นสถานที่ศึกษาของศิลปะสมัยโบราณแต่อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าจะมีความสวยงามแปลกตาอย่างไรก็แล้วแต่แต่เมื่อมีอายุนานเข้าก็ทำให้ความสวยงามนั้นถูกพังลงและทำให้บ้านนั้นถูกทำลายลงมา

เนื่องจากว่าบ้านหลังดังกล่าวนั้นไม่มีคนมาเดี๋ยวราหรือบูรณะซ่อมแซมเป็นเวลานานกว่าเกิน 30 ปีมาแล้วเนื่องจากลูกหลานของเจ้าเมืองระแงะนั้นต่างก็พากันแยกย้ายไปอยู่อาศัยที่อื่นที่สำคัญวังระแงะนั้นเป็นพื้นที่ที่มีพื้นที่กว้างขวางใหญ่โตหากจะบูรณะซ่อมแซมก็จะต้องใช้เงินและงบประมาณเป็นจำนวนมากซึ่งลูกหลานของเจ้าเมืองระแงะนั้นไม่สามารถที่จะหาเงินในปริมาณที่มากพอ

ที่จะมาบูรณะซ่อมแซมได้จึงปล่อยให้วังระแงะนั้นทิ้งล้างเอาไว้จนเป็นที่นาของการพังทลายของวังระแงะขึ้นเนื่องจากว่าจังหวัดนราธิวาสนั้นปรากฏในเรื่องของพายุลมพายุฝนอยู่บ่อยครั้งเมื่อนานวันเข้าก็ทำให้ไม้ที่นำมาสร้างวังระแงะนั้นผุกร่อนลง จนในที่สุด วังระแงะก็พังทลายลงมา

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนันออนไลน์

ตำนานผีหอ 5  ของมหาวิทยาลัยสงขลาศรีนครินทร์จังหวัดปัตตานี 

           สำหรับตำนานของมหาวิทยาลัยสงขลาศรีนครินทร์ที่เรากำลังจะพูดถึงนี้เป็นหอพักหญิงที่แต่เดิมนั้นเคยเป็นโรงแรมมาก่อนหลังจากนั้นก็มีการดัดแปลงโรงแรมดังกล่าวมาเป็นหอพักเอาไว้ให้นักศึกษามหาวิทยาลัยได้เข้ามาพักขณะที่เดินทางมาเรียนที่จังหวัดปัตตานีแห่งนี้สำหรับลักษณะของหอพักแห่งนี้นั้นหากใครที่ได้เดินทางเข้ามาเห็นในภายในบริเวณหอพักแห่งนี้

ก็จะรู้ได้ทันทีเลยว่าหอพักแห่งนี้นั้นถูกออกแบบมาเป็นโรงแรมเพื่อให้คนเข้ามาพักอาศัยอย่างแท้จริง สำหรับหอพักหญิงในมหาวิทยาลัยสงขลาศรีนครินทร์มีหลายหอพักด้วยกันแต่มีเพียงหอพักนี้หอพักเดียวเท่านั้นที่มีลิฟท์และเรื่องเล่าตำนานที่กำลังจะพูดถึงเป็นอย่างนี้

ก็เกิดมาจากลิฟท์ตัวนี้นี่เอง ตำนานหอพักผีหอ 5 นี้มีเรื่องเล่ากันว่า ก่อนที่จะมีการปิดเทอมนั้นมีนักศึกษาสาวคนหนึ่งได้เดินเข้าไปในลิฟท์ซึ่งเธออยู่ด้วยตัวคนเดียวแต่ระหว่างที่เธออยู่ในลิฟท์นั้นปรากฏว่าลิฟท์ค้างเธอพยายามร้องเรียกให้คนช่วย

แต่ก็ไม่มีใครได้ยินเสียงของเธอเลย จนกระทั่งเปิดภาคเรียนภารโรงได้เข้ามาเปิดลิฟท์ จะได้พบกับศพของนักศึกษาสาวที่นอนแห้งตายอยู่ภายในลิฟท์ ซึ่งภายในบริเวณเล็กนั้นมีทั้งรอยเลือดอยู่ตรงบริเวณประตูลิฟท์รวมถึงมีรอยเล็บที่เป็นรอยขีดข่วนอยู่ที่บริเวณประตูฤทธิ์ซึ่งลักษณะคล้ายกับว่าหญิงสาวคนดังกล่าวพยายามที่จะช่วยเหลือตัวเองด้วยการพยายามเปิดประตูลิฟท์ให้ได้นั่นเอง

  ซึ่งสภาพร่างกายของเธอนั้นมีลักษณะร่างกายปิดงอ เหมือนกับว่าเธอทรมามานมาก มีเศษเล็บติดอยู่บริเวณประตูลิฟท์รวมถึงและของหญิงสาวนั้นก็ฉีกขาด สภาพศพของเธอนะหน้าตาบูดเบี้ยวดูแล้วน่าจะเสียวยิ่งนักเพราะว่าเธอขาดอากาศหายใจกว่าเธอจะเสียชีวิตนั้นคงทรมานน่าดู ซึ่งว่ากันว่าหากนักศึกษาคนไหนที่มีห้องอยู่ติดกับลิฟท์ตัวดังกล่าวนั้น

ในช่วงเวลากลางดึกมักจะได้ยินเสียงร้องโหยหวนออกมาจากภายในลิฟท์  หรือบางคนก็มักจะเห็นหญิงสาวคนหนึ่งมักจะเดินเข้าๆออกๆภายในลิฟท์โดยที่ตัวดังกล่าวนั้นไม่ได้เปิดเลย และหากใครที่มีอาการป่วยไม่สบายและต้องมานอนพักรักษาตัวอยู่ที่ห้องพยาบาลก็มักจะมีใครคนนึงเป็นเงารางๆมาคอยนั่งเฝ้าไข้

เป็นเพื่อนให้อีกด้วย ซึ่งเรื่องเล่านี้มีการเล่าต่อต่อกันมา ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องเล่าที่นานมาแล้ว หากในปัจจุบันนี้ลิฟท์ตัวดังกล่าวนั้นได้มีการถอดออกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วหลังจากที่มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับการพบเห็นวิญาณของนักศึกษาคนดังกล่าวนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนัน ไฮโล

ตำนานผีดุแยกเจ้าอ้ายเจ้ายี่ 

   

          เจดีย์เจ้าอ้ายเจ้ายี่ถือว่าเป็นโบราณสถานแห่งหนึ่ง สำหรับการพบเจดีย์เจ้าอ้ายเจ้ายี่เป็นเจดีย์ที่เก่าแก่ตั้งแต่สมัยโบราณซึ่งกล่าวถึง เจ้านางสองคนที่ชื่อว่าเจ้าอ้ายพญา และเจ้ายี่พญา ซึ่งสำหรับคำว่าอ้ายแล้ว คือ หนึ่ง ส่วนคำว่ายี่นั้นคือ สองนั้นเอง มีเรื่องราวว่าทั้งคู่นั้นมีเรื่องราวทะเลาะกันจนเป็นเหตุให้มีเรื่องราวน่าเศร้าสลดเกิดขึ้น นั้นก็คือ เมื่อทั้งคู่ทะเลาะกัน

จึงได้ออกมาสู้รบกันเอง และผลจากการสู้รบกันในครั้งนั้น ต่างฝ่ายต่างก็เสียชีวิตด้วยกันทั้งคู่ ไม่มีใครชนะ ซึ่งหลังจากเจ้าอ้ายกับเจ้ายี่เสียชีวิตแล้วก็ทำให้เจ้าสามพระยาซึ่งเป็นน้องคนสุดท้องต้องมาดำรงตำแหน่งรับหน้าที่ดูแลรับผิดชอบกับงานที่ยิ่งใหญ่แทนทั้งสองพระองค์

และเหตุการณ์ครั้งนั้นเองที่ทำให้เจ้าสามพระยาได้ขึ้นครองราชย์กลายมาเป็น พระสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่สอง และพระองค์ใดโปรดเกล้าให้สร้างเจดีย์ทั้ง 2 เจดีย์นี้ขึ้นมา ซึ่งปัจจุบันนี้เจดีย์ทั้ง 2 องค์นี้กลายเป็นโบราณสถานที่ตั้งอยู่บริเวณใจกลางของวัดราชบูรณะ และต่อมาก็ได้มีการสร้างถนนและบริเวณตรงนี้กลายเป็นสี่แยกซึ่งหลังจากนั้นเป็นต้นมาชาวบ้านต่างก็พากันเรียกแยกนี้ว่าแยกเจ้าอ้ายเจ้ายี่ ซึ่งบริเวณสี่แยกเจ้าอ้ายเจ้ายี่นี้ชาวบ้านต่างก็ร่ำลือกันว่าที่บริเวณนี้มีผีที่ดุมาก

  ทำให้ผู้คนเกิดความหวาดกลัวจนถึงขนาดที่ต้องไปจ้างหมอผีมาทำพิธีขับไล่วิญญาณออกไปแต่ไม่ว่าจะเชิญหมอผีมากี่คนหรือเชิญมากี่ครั้งก็ตามผู้คนแถวนั้นก็ยังคงเห็นว่ามีวิญญาณผีออกมาอาละวาดอยู่เลย ซึ่งมีชาวบ้านต่างก็มาเล่าถึงประสบการณ์ในการเห็นผีในครั้งนี้ว่าหากใครก็ตามที่มีการขับรถมาผ่านแยกเจ้าอ้ายเจ้ายี่ในช่วงเวลายามค่ำคืนแล้วล่ะก็

ถ้าคุณโชคดีคุณก็จะเห็นผู้ชายตัวสูงใหญ่แต่งกายด้วยชุดนักรบมายืนขวางทางบนถนนไม่ยอมให้คุณขับรถผ่านจากบริเวณนั้นไป และเมื่อคุณหยุดรถเขาก็จะเลือนหายไปต่อหน้าต่อตาของคุณทันที ซึ่งตำนานเรื่องเล่านี้เป็นตำนานที่มีการเล่าขานกันอย่างมายาวนานแต่ในปัจจุบันนี้ไม่ค่อยมีใครพูดถึงตำนานนี้แล้วซึ่งเชื่อว่าวิญญาณเหล่านั้นคงไปผุดไปเกิดกันหมดแล้ว

เพราะปัจจุบันนี้เมื่อเป็นคนรุ่นใหม่จะไม่เคยเห็นวิญญาณที่เคยเห็นกันตรงแยกวัดเจ้าอ้ายเจ้ายี่กันอีกแล้วนั่นเองแต่อย่างไรก็ดีในบริเวณเขตของวัดราชบูรณะนั้นก็ยังมีวิญญาณที่เชื่อกันว่าคอยเฝ้าสมบัติให้กับทางวัดอยู่ เรื่องราวที่น่ากลัวนี้เกิดขึ้นเมื่อเจ้าสามพระยาได้นำทรัพย์สมบัติของเจ้าอ้ายเจ้ายี่นั้นไปฝังไว้ที่กลางบริเวณพื้นที่ของวัดราชบูรณะ

หลังจากนั้นต่อมาในช่วงประมาณปี พ.ศ 2499  มีข่าวว่ามีโจรเข้ามาเพื่อที่จะเข้ามาขุดสมบัติ ซึ่งทางกรมศิลปากรเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจได้มีการทำเอกสารยื่นเรื่องขอเข้าไปตรวจสอบวัดราชบูรณะทันที ซึ่งพบว่าพวกหัวขโมยที่เป็นโจรใจบาปนั้นได้ลักลอบเข้ามาขุดเจาะเข้าไปจนถึงพระปรางค์ด้านใน ได้สมบัติไปมากมายหลายอย่างแต่ไม่ว่าโจรจะเอาไปเท่าไหร่ก็ไม่สามารถเอาไปหมด

ซึ่งทางด้านกรมศิลปากรนั้นก็ได้มีการนำเข้าของเงินทองที่ทางจนขุดเอาไว้แล้วไม่ขนไปหมดนั้นออกมาวางไว้ข้างนอกเพื่อจะนำไปเก็บไว้ในที่ปลอดภัยปรากฏว่าระหว่างที่มีการขนย้ายทรัพย์สมบัตินั้นเกิดฟ้าร้องฟ้าคำรามเสียงดังและ 1 ในทรัพย์สมบัตินั้นมีพระแสงซึ่งเป็นดาบเกิดมีลำแสงสีทองสว่างวูบวาบขึ้น ก็ดีหลังจากที่กรมศิลปากรได้มีการนำทรัพย์สมบัติ

ไปเก็บไว้ในที่ปลอดภัยแล้วก็สามารถรู้ได้ว่าใครที่เข้ามาขโมยทรัพย์สมบัติได้ไปบ้างเนื่องจากว่าคนที่เข้ามาขโมยทรัพย์สมบัตินั้นได้มีอันเป็นไปบางคนก็มีสติฟั่นเฟือนพูดจาไม่รู้เรื่องบางคนก็ชีวิตมีแต่ปัญหาประสบความล้มเหลวซึ่งสาเหตุนั้นก็มาจากที่พวกเขาเขาขโมยทรัพย์สมบัติในเขตของวัดราชบูรณะนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  sagame88

ตำนานประโขลง วัดละมุด

     สำหรับตำนานวัดละมุดนี้ เป็นวัดที่อยู่ ตำบลปากจั่นอยู่ที่ อำเภอนครหลวง ซึ่งอดีตครูใหญ่ที่ดูแลวัดแห่งนี้  ซึ่งท่านได้เล่าถึงตำนานโบราณซึ่งเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยปลายกรุงศรีอยุธยา

ซึ่งได้อ้างถึงพระมหากษัตริย์พระองค์หนึ่งในสมัยกรุงศรีอยุธยาโดยมีการพูดว่าพระมหากษัตริย์พระองค์นั้นได้มาบวชเรียนอยู่ที่วัดแห่งนี้   โดยหวังว่าการมาบวชเรียนที่วัดแห่งนี้จะช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บบางอย่างที่ท่านเป็นอยู่ สถานที่บำบัดจะทำกันในวิหารของวัดแห่งนี้ซึ่งพระองค์ได้ไปเสาะหาหมอยาที่มีฝีมือดี

เพื่อมารักษาพระองค์ที่วัดแห่งนี้ และที่น่ากลัวก็คือ หากหมอ ยาคนไหนไม่สามารถรักษาพระองค์ได้แล้วก็จะต้องถูกพระองค์สำเร็จโทษด้วยการประหารชีวิตเท่านั้น เพราะต้องการรักษาความลับที่พระองค์รักษาโรคภัยไข้เจ็บของพระองค์อยู่ ทำให้ที่วัดแห่งนี้มีหมอยาหลายร้อยชีวิตที่ต้องมาสังเวยชีวิตตายอยู่ที่นี่เพียงเพราะว่าไม่สามารถรักษาอาการของพระมหากษัตริย์องค์นั้นได้

นั่นเอง สำหรับร่างของหมอยาที่ถูกฆ่าตายไปนั้นจะถูกนำศพขนย้ายร่างผ่านประตูดังกล่าว และด้วยจำนวนหมอยาที่ตายเป็นซึ่งในสมัยก่อนนั้นความหมายของจำนวนมากมากเรียกว่าโขลง จึงทำให้ประตูวิหารแห่งนั้นถูกตั้งชื่อตามจำนวนศพที่มีการขนย้ายผ่านประตูดังกล่าวนั่นเอง

ซึ่งสรุปแล้วประตูดังกล่าวนั้นถูกเรียกว่าประตูโขงนั่นเองและในสมัยก่อนนั้นประตูโขลงถือว่าเป็นประตูที่ศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างมาก หากในช่วงที่วัดมีงานและมีชาวบ้านมาร่วมงานและเกิดมีใครมักง่ายมาฉี่แถวบริเวณประตูโขลงแล้วก็ ต่างก็จะเจอดีเช่นบางคนก็ฉี่ไม่ออกบางคนก็จะอึไม่ออกหรือบางคนก็อวัยวะเพศบวมเป่งซึ่งเกิดจากการที่บุคคลเหล่านั้นมักง่ายมาลบหลู่ต้องการที่จะมาฉี่ใกล้กับประตูโขลงนั่นเอง

ซึ่งคนที่มีอาการเหล่านี้จะต้องมีการนำดอกไม้ธูปเทียนและมาขอขมาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตรงบริเวณประตูโขลงถึงจะหาย  และแน่นอนว่าตำนานประตูโขลงที่วัดละมุดแห่งนี้เป็นตำนานที่มีการมายาวนานแล้วจนชำนาญนี้เชื่อกันว่าจริงๆแล้วไม่ได้มีเรื่องจริงเกิดขึ้นแต่อย่างใด

แต่ที่ต้องสร้างตำนานแบบนี้ขึ้นมาเนื่องจากว่าผู้คนในสมัยก่อนนั้นมักไม่นิยมเข้าไปฉี่ในห้องน้ำหรือคนที่มีอาการเมาก็มักจะมายืนฉี่แถวประตูวัดอยู่เป็นประจำทำให้เกิดมีกลิ่นเหม็นทางวัดจึงได้มีการสร้างตำนานอันนี้ขึ้นมาเพื่อให้ผู้คนต่างก็เกรงกลัวยำเกรงและไม่กล้าที่จะมาฉี่แถวบริเวณนี้เพื่อกันคนมักง่ายเท่านั้นเอง

 

สนับสนุนโดย  sagame1688

ประวัติหลวงพ่อโสธร

        หลวงพ่อโสธรเป็นพระพุทธรูปที่อยู่คู่บ้านคู่เมืองกับชาวจังหวัดฉะเชิงเทรามาอย่างยาวนานซึ่งผู้คนต่างเดินทางไปกราบไหว้ขอพรหลวงพ่อโสธรกันเป็นจำนวนมากโดยที่วัดจะมีการจำลองหลวงพ่อโสธรไว้ในศาลาเพื่อให้ชาวบ้านได้เข้าไปกราบไหว้

และบนบานศาลกล่าวขอให้หลวงพ่อโสธรช่วยเหลือซึ่งหากใครที่บนหลวงพ่อแล้วได้สมดั่งใจปรารถนาก็จะเดินทางกลับมาแก้บนกับหลวงพ่อซึ่งสิ่งของที่แก้บนกับหลวงพ่อนั้นก็จะเป็นไข่ต้มซึ่งเป็นสิ่งที่หลวงพ่อชอบมากรวมถึงการรำไทย

ซึ่งจะมีนางรำคอยบริการอยู่ที่บริเวณหน้าศาลากลางเพื่อที่หากใครต้องการที่จะต้องการรำแก้บนก็สามารถที่จะจ้างนางรำให้รำแก้บนให้ได้เลยโดยมีค่าใช้จ่ายระบุไว้เป็นป้ายกระดานบอกราคาว่าต้องการที่จะให้นางรำไหว้ชุดเล็กหรือชุดใหญ่นั่นเองส่วนประวัติความเป็นมาของหลวงพ่อโสธรนั้นเชื่อว่าหลายคนอาจจะเคยได้ยินกันมาบ้างแล้ววันนี้เราจะมาทวนประวัติของท่านให้หลายคนได้รู้จักกันหลวงพ่อโสธรนั้นมีการเล่าเรื่องต่อๆกันมาว่าเป็นพระพุทธรูปที่ลอยมาตามน้ำของแม่น้ำเจ้าพระยา

ซึ่งในครั้งที่มีการลอยมานั้นมีคนเห็นว่ามีพระพุทธรูปลอยมาถึง 3 รูปด้วยกันแต่ละรูปก็จะมีการลอยแล้วแยกย้ายกันไปคนละวัดโดยหลวงพ่อโสธรนั้นได้ลอยมาติดแม่น้ำตรงแม่น้ำบางปะกงบริเวณหน้าวัดโสธรวรารามวรวิหารซื้อหลวงพ่อโสธรนั้น

ตั้งแต่มีการถูกอัญเชิญขึ้นจากแม่น้ำมาไว้ที่วัดโสธรวรารามวรวิหารนี้ก็มีอายุมาถึง 249 ปีแล้วสำหรับประวัติความเชื่อของหลวงพ่อโสธรนั้นเชื่อกันว่าเป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องการมาช่วยปัดเป่าทุกข์ให้กับประชาชนในจังหวัดฉะเชิงเทรา

ซึ่งก่อนที่จะสามารถอัญเชิญหลวงพ่อขึ้นมาจากน้ำได้นั้นได้มีการอุ้มแล้วก็ทางใช้เชือกดึงแต่ก็ไม่สามารถนำพระพุทธรูปขึ้นมาได้จนต้องมีการทำพิธีอัญเชิญจึงสามารถอัญเชิญพระพุทธรูปขึ้นมาไว้ประดิษฐานไว้ที่วัดแห่งนี้ได้นั่นเองและตั้งแต่ที่มีการนำพระพุทธรูปมาไว้ที่วัดแห่งนี้มีหลายคนได้มาขอพรแล้วก็สามารถได้รับสิ่งที่ขอดั่งใจหมาย

ซึ่งก่อนหน้านี้เคยมีเรื่องเล่าว่าหลวงพ่อโสธรศักดิ์สิทธิ์มากขนาดที่สามารถที่จะรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้กับชาวบ้านได้โดยในครั้งนั้นเกิดโรคระบาดขึ้นมีเรื่องของข้าวยากหมากแพงและฝนไม่ตกต้องตามฤดู ผู้คนและสัตว์ต่างก็พากันล้มตายมีครอบครัวหนึ่งที่ติดโรคระบาดนี้ได้มาขอให้หลวงพ่อโสธรช่วยด้วยการมากราบไหว้และบนบานศาลกล่าวหลังจากที่ไหว้ขอพรเรียบร้อย

แล้วก็นำเอาขี้ธูปกับดอกไม้แห้งที่ได้มีการบูชาหลวงพ่อโสธรรวมถึงหยดน้ำตาเทียนในอ่างน้ำมนต์โดยเอาทั้ง 3 อย่างนี้มาต้มน้ำแล้วกินดั่งว่าเป็นยาสมุนไพร แล้วเรื่องน่าอัศจรรย์ใจก็เกิดขึ้นโรคติดต่อที่ครอบครัวนี้เป็นการได้หายจนหมดสิ้น

จึงทำให้มีการเล่าลือถึงความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อกันเป็นอย่างมากโดยมีการมาแก้บนจนหลวงพ่อนั้นมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนก็จะมาบนขอให้หลวงพ่อช่วยและแทบไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่ไม่ประสบความสำเร็จ

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  เว็บพนัน ถูกกฎหมาย

ค้นพบอสูรกายมนุษย์ต่างดาวที่ถ้ําซันดอง

อสูรกายที่อยู่ในถ้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลกมันอาจจะเป็นมนุษย์ต่างดาวเรปทิเลี่ยน สำหรับกาค้นพบถ้ำที่ใหญ่มากที่สุดในโลกก็เพิ่งจะมีการค้นพบมาได้เมื่อไม่นานมานี้เองมันเป็นถ้ำที่มีความใหญ่โตและมันก็ได้มีความสลับซับซ้อนที่ซ้อนความลึกลับและความน่ากลัวพอๆกับความสวยงามของมัน

ถ้ำแห่งนี้ได้ซ้อนตัวอยู่ในถ้ำภูเขาภายใต้ป่าทึบที่มาที่ไปของมันลึกลับและมีความน่ากลัวไม่แพ้กันชาวบ้านที่อยู่แถวนั้นต่างก็ได้เล่าถึงความน่ากลัวของมันทั้งๆที่มันได้เป็นถ้ำที่มีขนาดที่ใหญ่มากที่สุดในโลกที่มีความสวยงามไม่แพ้ถ้ำใดๆแต่มันกับอยู่ซ้อนเอาไว้อยู่ในป่าลึกมานานนับล้านปีเพิ่งจะมีการค้นพบในปี1991หรือไม่ถึง30ปีมานี่เอง

ที่ได้มีการค้นพบถ้ำแห่งนี้และยังได้มีการสำรวจกันอย่างจริงจังและได้ถูกพัฒนามาให้เป็นแห่งท่องเที่ยวของเวียดนามเมื่อประมาณ10มานี่เองก่อนหน้านี้ก็ได้มีเสียงเล่าลือกันมาว่ามันได้มีเผ่าพันธ์อสูรกายที่เป็นมนุษย์ประหลาดครึ่งคนครึ่งสัตว์เลื้อยคานอาศัยอยู่ในถ้ำแห่งนี้

จึงไม่มีชาวบ้านหรือว่าคนในที่นั้นกล้าที่จะเข้าไปในถ้ำซึ่งคำบรรยายของอสูรกายตามคำบอกเล่าของชาวบ้านไม่ตรงกับสัตว์ชนิดใดๆในโลกแต่มันจะตรงกับลักษณะของเรปทิเลี่ยนมนุษย์ต่างดาวครึ่งคนครึ่งสัตว์เลื้อยคานนั้นเองพบอสูรกายปริศนาในถ้ําซันดองถ้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก เรื่องรางของสัตว์ลึกลับได้มีมากมายทั่วโลกล้วนแต่มีสิ่งที่น่าสนใจให้ติดตาม

และเป็นเรื่องที่มันน่าสนใจวันนี้คือ อสูรกายที่มันได้อาศัยอยู่ในถ้ําซันดองเป็นถ้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่อยู่ในประเทศเวียดนามในปี1991ก็ได้มีการค้นพบครั้งยิ่งใหญ่ชาวบ้านที่ได้อาศัยอยู่ในอุทยานแห่งชาติจังหวัดคังบินประเทศเวียดนาม ได้ค้นพบถ้ำขนาดใหญ่ที่มันได้แทรกตัวอยู่ในป่าลึกมาเป็นเวลายาวนานซึ่งหลังจากการค้นพบมันถูกตั้งชื่อว่าซันดอง

ซึ่งแปลกว่าหุบเขาแม่น้ำถ้ำแห่งนี้สำหรับที่ได้มีการตรวจกันอย่างละเอียดในอีก10ปีต่อมาพบว่ามันได้เป็นถ้ำที่มีขนาดใหญ่มากที่สุดในโลกโดยเกิดจากการกัดเซาะของกระแสน้ำที่มันได้ไหลอยู่ใต้ภูเขาสิ่งที่น่าตาตื่นใจสำหรับถ้ำแห่งนี้ก็คือมันเป็นถ้ำที่มีระบบนิเวทเป็นของตัวเองทั้งผืนป่าและแม่น้ำไม่ต่างอะไรจากระบบนิเวทภายนอกที่ดูคล้ายเหมือนกับเมืองลับแล

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  bk8