ตำนานภาคเหนือเรื่องผีโพงคุณไสย

ผีกับคนไทยถือว่าเป็นอะไรที่อยู่คู่กับคนไทยมานานมากคือตั้งแต่ศาสนาพุทธจะเข้ามาเราก็ได้นับถือไปทั่วเมืองตั้งแต่ผีบรรพบุรุษผีสางนางไม้พระภูมิเจ้าที่เรียกได้ว่าผีเป็นอะไรที่คนไทยใช้เรียก ซึ่งเหนือธรรมชาติมากกว่าวันนี้เราจะมาพูดกันหลากหลายผีทั่วภูมิภาคในประเทศไทยที่คาดว่าน้อยคนเท่านั้นที่จะรู้จักกัน ซึ่งจริงๆแล้วบางทีเราก็อาจจะคิดว่าในประเทศไทยเรามันมีแบบนี้อยู่ด้วยหรอ

เรามาเริ่มจากภาคเหนือกันก่อนเลย  ผีโพง ได้เป็นตามความเชื่อแทบเหนือของประเทศไทย โดยผีตัวนี้นั้นจะมีลักษณะที่ดูคล้ายกับผีกระสือคือมันจะชอบกินแต่ของสกปรกคราวๆอย่างเช่นพวกศพรกของเด็กแรกเกิดใหม่แต่เมนูสุดโปรดของมันนั้นก็คงจะหนีไม่พ้นกับสัตว์ที่มันชอบอาศัยอยู่ในดินคราวๆอย่างเช่นกบ เขียด คางคก อะไรแบบนี้

และลักษณะเด่นของมันอีกอย่างก็คือจะมีแสงสว่างแต่มันจะไม่ได้ออกมาจากลำไส้เหมือนกับผีกระสือแต่จะเป็นออกมาทางจมูกทุกคนอาจจะเคยได้ยินแต่ออกมาทางตาทางไส้กันใช่ไหมแต่นี่ออกมาทางจมูกสว่าง โดยปกติแล้ว ผีโพง จะเป็นผีที่สงบ ผีก็จะอยู่ช่วงผีจะไม่มายุ่งกับมนุษย์ แต่ถ้าใครไปทำให้ผีโพงตนนี้ไม่พอใจแล้วล่ะก็ผีโพงตนนี้มันอาจจะไปทำร้ายคนก็เป็นได้

แต่ใช่ว่ามันจะเข้าไปเลยแบบตรงๆ ซึ่งผีโพงเหล่านี้จะเป็นผีสายเวทมนต์เสียมากกว่ามันจะเอาก้านกล้วยที่มันไม่มีใบกล้วยแล้วเล่นคุณไสยโดยการนำเอาไปโยนข้ามหลังคาบ้านของคนผู้นั้นและมันก็อาจจะทำให้เกิดภัยพิบัติต่างๆต่อคนภายในบ้านว่ากันว่าที่ผีโพงนั้น

สามารถทำแบบนี้ได้แล้วเพราะว่าผีโพงนี้มันไม่ได้เป็นผีมาตั้งแต่โดยกำเนิดแต่มันจะเกิดมาจากพวกที่เล่นคุณไสยที่ได้มีอาคมแก่กล้าแต่คนเหล่านี้มันได้ไปทำผิดครูขึ้นมาอย่างเช่นผิดคำครูที่เคยสาบานเอาไว้บ้างหรือว่าไปทำผิดกฎอะไรต่างๆบ้างมันก็เลยทำให้คำสั่งเหล่านี้

กลับมาหาตัวเองและได้กลายมาเป็นผีโพงแต่ถึงแม้ว่ามันจะเก่งและมีอาคมมากแค่ไหนวิธีการที่มันจะถูกกำจัดบางครั้งมันก็ไม่สมกับวิชาที่มันมีเลยคือถ้าหากว่าได้มีใครรู็ว่าคนไหนเป็นผีโพงและได้ไปเรียกคนนั้นว่ามันเป็นผีโพงว่ากันว่ามันก็จะตาในวันต่อมาแบบว่าทักแล้วตายเลย เอาเป็นว่าถ้ามันรู้แล้วว่ามันจะต้องตายมันก็จะทำการสืบทอดความเป็นผีต่อให้กับทายาทของมัน

 

สนับสนุนโดย  ทางเข้า entaplay

สัตว์ที่หลงเหลือมาจากสมัย100ล้านปีก่อน

ห้วงมหาสมุทรมันเป็นดินแดนที่ความเร้นลับที่มันยากเกินกว่าที่มนุษย์จะจินตนาการโลกใต้สมุทรนั้นอีกทั้งมืดสนิทและก็กว้างขวางที่เต็มไปด้วยความอันตราย ก็เลยได้ทำให้ในขณะนี้เหล่านักวิทยาศาสตร์ สามารถได้กระทำการออกตรวจสอบใต้ห้วงมหาสมุทรได้แค่เพียง5/7%เท่านั้น แล้วก็อีก90%นั้นที่ยังมิได้กระทำการสำรวจ

ซึ่งมันอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีสิ่งมีชีวิตที่ลึกลับที่มันได้หลงเหลือมาจากสมัย100ล้านปี ที่มันได้เข้ามาอาศัยอยู่ก็เป็นไปได้และวันนี้พวกเราจะพาคุณไปพบกับสิ่งที่มีชีวิตอยู่ใต้ท้องทะเลที่มันได้ถูกศึกษาและทำการค้นพบจากภาพดาวเทียม นั้นก็คือ

Giant Shark หรือปลาฉลามยักษ์

นอกจากนั้นนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียประเทศแคนาดา ทั้งนี้ก็ยังได้รับรายงานอีกว่าได้เจอสัตว์ที่ได้มีขนาดใหญ่ที่ได้ขยับเขยื้อนอยู่ใต้ผิวน้ำของอ่าวเปอร์เซียต่อจากนั้นเหล่านัดหมายวิทยาศาสตร์ ก็ได้กระทำการตรวจสอบจากภาพถ่านดาวเทียม โดยกูเกิลต่อจากนั้นมันก็ยังได้ทำให้พวกเขานั้นควรต้องตกอกตกใจกับภาพที่พวกเขานั้นได้เห็นเป็นอันมาก

เพราะว่าเนื่องจากรูปภาพที่มันได้ปรากฎขึ้นมานั้นมันได้เป็นรูปภาพของเจ้าปลาฉลามที่มีขนาดใหญ่ที่คาดการณ์ว่ามันคงจะมีความยาวราวๆถึง70ฟุตกันเลยทีเดียวดังนี้มันก็ยังได้เป็นปลาฉลามที่มีตัวขนาดใหญ่สูงที่สุดเท่าที่ได้เคยมีการเขียนบันทึกมาเพราะเหตุว่ามันได้มีความยาวเพียงแค่ราวๆ60ฟุตเพียงแค่นั้น

ซึ่งก็ได้ทำให้เหล่านักวิทยาศาสตร์ไม่สามารถกำหนดได้ในทันทีเลนว่ามันได้เป็นปลาฉลามอยู่ในสายพันธุ์ไหนกันแน่หรือมีความรู้สึกว่ามันบางครั้งอาจจะเป็นปลาฉลามในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่มันได้หลงเหลือมาจากโลกอายุ100ล้านปีมันก็บางครั้งอาจจะเป็นไปได้

ปลาฉลาม Megalodon

นอกนั้นมันก็ยังได้มีเรื่องราวอีกเพียบเลยที่ได้เข้าไปกระทำการสำรวจเพื่อได้พบกับเจ้าปลาฉลามMegalodon โดยคนที่ชำนาญทางด้านของสัตว์ทะเลมันก็ยังคงได้หาหลักฐานของสัตว์ที่มันได้มีชีวิตอยู่ซึ่งจะหาหลักฐานที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับMegalodonที่มันยังได้อาศัยอยู่ในใต้น้ำทะเลระดับลึก

ดังนี้ทางด้านหน่วยชีววิทยาทางทะเลจากมหาวิทยาลัยซิดนีย์ที่อยู่ประเทศออสเตรียพวกเขาก็ได้เปิดรูปภาพของเจ้าปลาฉลามMegalodonที่มันได้โดนจับภาพเอาไว้ได้โดยกูเกิล ซึ่งมันไปอยู่ทางด้านชายชายหาดของประเทศออสเตรียแต่ว่าอย่างไรก็ดีมันได้ดูเหมือนกับว่าเป็นปลาฉลามยักษ์อย่างมากแต่ว่าอย่างไรก็ดีก็ย่อมมีคนที่จะโต้แย่งอีกด้วยว่าสิ่งดังกล่าวมาแล้วข้างต้นมันบางทีอาจจะเป็นแค่เพียงผิวทรายที่มันบางทีอาจจะพัดเข้ามาจับกลุ่มกัน

 

สนับสนุนโดย  entaplay line

ทรัพย์สมบัติของทหารญี่ปุ่นในช่างสงครามโลก

ทรัพย์สมบัติของประเทศญี่ปุ่นในยุคสงครามโลกครั้งที่2มันมีอยู่จริงๆในจังหวัดกาญจนบุรีของเมืองไทยจริงหรือไม่ คือ พวกเราต้องการจะกล่าวว่าประเด็นนี้มันจริงหรือไม่ ซึ่งพวกเราก็ไม่ได้สนใจอะไรเยอะมากแต่ว่าพวกเราได้ทดลองไปพบข้อมูลที่ลึกๆมาในความเป็นจริงแล้วนั้นเรื่องมันเคยถูกเอ๋ยถึงเป็นข่าวใหญ่มโหฬาร เมื่อราวๆปี2530 ปลายจนกระทั่งในช่วงเวลานี้เลย

เนื่องจากว่าตามในข้อมูลเบื้องต้นเขาได้พูดว่าในช่วงที่สงครามโลกครั้งที่2กำลังจะจบลงในที่ประเทศญี่ปุ่นกำลังจะยอมแพ้เขาได้มีทรัพย์สมบัติก้อนในที่สุดเก็บเอาไว้แล้วก็ทรัพย์สมบัติก้อนสุดท้ายนั้นเขาได้นำเอาไปฝังเอาไว้ที่ไหนก็ตามในจังหวัดกาญจนบุรีที่มันมีแม่น้ำและก็มีเทือกเขาแล้วก็มีเส้นทางรถไฟที่ญี่ปุ่นสร้างเอาไว้สร้างผ่านซึ่งจากการวิเคาระห์ข้อมูลเบื้องต้น

ที่ตรงนี้เขาได้กล่าวว่ามีจำนวนอยู่10กว่าถ้ำร่วมกันที่คาดว่าขุมทองคำนั้นมันคงจะมีอยู่ในประเทศไทยแล้วก็ถ้ำที่คาดกาณ์ว่ามันจะมีโอกาสมากที่สุดซึ่งก็คือถ้ำลิเจียนั้นเอง สำหรับเรื่องของทรัพย์สมบัติในยุคสงครามโลกครั้งที่2ที่เขาคาดว่ามันคงจะอยู่ที่ไหนสักที่หนึ่งของจังหวัดกาญจนบุรีในประเทศไทย

พวกเรานั้นเราจำเป็นต้องย้อนกลับไปในครั้งยุคของสงครามโลกครั้งที่2โดยตามข้อมูลเอาไว้เขายังได้บอกเอาไว้ว่าในเวลาขนาดนั้นเมืองไทยก็ได้ร่วมประสานมือเป็นแนวร่วมกับทหารญี่ปุ่น ร่วมสงครามโลกครั้งที่2ญี่ปุ่นในเวลานั้น

เขาก็ได้มีแนวความคิดที่ที่จะสร้างรางรถไฟที่จะลำเรียงอาวุธและก็รวมถึงกำลังพลผ่านเข้ามาที่เมืองไทยเพื่อจะเข้าไปบุกประเทศพม่าประเทศอินเดียตอนนั้นทางประเทศญี่ปุ่นก็ได้ยืมเงินจำนวน4ล้านบาทไทยในขณะนั้นและได้ขอกำลังพลของเมืองไทยให้ไปช่วยเหลือกันสร้างสะพานนั้นขึ้นมาให้สำเร็จแล้วก็ชื่อของสะพานนั้น

ก็คือสะพานสายมรณะนั้นเองโดยสะพานทางเดนรถไฟสายมรณะนี้มันได้เป็นสะพานรถไฟฟที่มีความสำคัญในการรบที่สำคัญของประเทศญี่ปุ่นในสมัยนั้นที่เขาได้คาดคะเนกันว่าถ้าเกิดพวกเขานั้นสามารถที่สร้างมันเสร็จได้พวกเขาก็สามารถที่จะบุกเข้าไปตีประเทศต่างๆกันได้อย่างสบายแล้วก็บุกเข้ายึดประเทศพวกนั้นได้

โดยที่เสียกำลังพลต่ำที่สุดแล้วก็ได้สำเร็จประโยชน์สูงที่สุดนั่นเองแต่ว่าในช่วงของที่เป็นสำหรับสะพานสายมรณะที่พวกเราได้กล่าวถึงอยู่นี้เขากลับสร้างมันไม่เสร็จเพราะเหตุว่าเนื่องมาจากขณะนั้นประเทศญี่ปุ่นนั้นได้อยู่ในช่วงที่กำลังพลไกลจะหมดแล้วนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  entaplay

ตำนานแม่มดวูดู

             อย่างที่เรารู้กันดีว่าเรื่องของพ่อมดแม่มดนั้น มีความเชื่อกันมาช้านานแล้ว และถึงแม้ว่าปัจจุบันความเชื่อเหล่านั้นจะค่อยค่อยลดเลือนหายไปตามกาลเวลาแต่ว่าความเชื่อเหล่านั้นก็ยังคงมีอยู่ ความเชื่อเกี่ยวกับแม่มดนั้นมีกันทุกประเทศไม่ได้ยกเว้นแม้แต่ประเทศ

ที่เราเรียกว่าประเทศที่เจริญแล้วอย่างประเทศอเมริกาก็ตาม ยิ่งโดยเฉพาะในสมัยก่อนที่ประเทศสหรัฐอเมริกายังมีการปกครองระบบทาสกันอยู่ ซึ่งวันเวลาก็ล่วงเลยมาเกินว่าสองร้อยกว่าปีมาแล้ว ซึ่งในสมัยนั้นข้าทาสของคนอเมริกาส่วนใหญ่นั้นเป็นคนผิวดำ  หรือที่เราเรียกว่าชนกลุ่มชาวแอฟริกานั่นเอง สำหรับเรื่องราวของแม่มดวูดูนี้เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่เมือง นิวออร์ลีนส์ 

ซึ่งในปัจจุบันความเชื่อเหล่านี้ยังคงมีอยู่ โดยในตำนานที่มีการเล่าจากรุ่นสู่รุ่นต่อกันมาก็คือ  ที่เมืองนิวออร์ลีนส์นั้น เป็นเมืองที่มีทาสผิวดำเยอะมาก และหนึ่งในทาสผิวดำที่มีชื่อเสียงและเป็นที่กล่าวถึงมากที่สุดเลยก็คือ ทาสที่ชื่อว่า Marrie Laveau  

เธอเป็นหญิงสาวที่แตกต่างจากทาสคนอื่นอื่น เนื่องจากว่าเธอนั้นมีการนำลัทธิเก่าแก่ที่เรียกกันว่า ลัทธิวูดู เข้ามาด้วย ซึ่งลัทธิวูดูนี้ว่ากันว่ามีมานานหลายร้อยปีมาแล้ว ซึ่งลัทธินี้เป็นลัทธิของกลุ่มแม่มด ที่จะคอยสาปแช่งคนที่พวกที่นับถือลัทธินั้นไม่พอใจ ซึ่งคนที่นับถือลัทธินี้นั้น ส่วนใหญ่มักจะเป็นคนที่เป็นแม่มดทั้งหลาย สำหรับ Marrie Laveau 

นั้นเธอมีชีวิตอยู่ในช่วงปี ค.ศ. 1800 ซึ่งมีประวัติพูดถึงเธอว่า เพื่อนบ้านของเธอมักจะมีการพูดถึง Marrie Laveau  กันว่าเธอนั้นเป็นคนที่สามารถใช้เวทมนต์ได้ และเธอยังมีคำสาปที่สามารถสาปทำร้ายคนและสัตว์ได้ด้วย แต่อย่างไรก็ตามไม่เคยมีเรื่องเล่าออกมาว่าเธอนั้นเคยไปสาปแช่งหรือทำร้ายใครหรือไม่ แต่จากการที่คนเก่าแก่มักจะพูดถึง Marrie Laveau  

ในเรื่องของการเป็นแม่มดที่เก่งกาจและสาปแช่งคนมักจะได้ผลทุกรายไปทำให้ชื่อเสียงของเธอโด่งดังมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งหากใครที่ไปเที่ยวที่เมืองนิวออร์ลีนส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา แล้วล่ะก็ พวกเขาจะรู้ว่าที่นี่จะมีการพาทัวร์ บ้านหลังหนึ่งชึ่งเชื่อกันว่าบ้านหลังดังกล่าวนั้น เป็นบ้านของ Marrie Laveau  ตอนที่เธอยังมีชีวิตอยู่

และหากใครที่อยากจะให้วิญญาณของ Marrie Laveau  ช่วยสาปแช่งศัตรูให้ล่ะก็ให้ไปที่บ้านของ Marrie Laveau  แล้วทำการเคาะที่โลงศพของ Marrie Laveau   สามครั้งด้วยกันหลังจากนั้นยังจะต้องหมุนตัวเองในลักษณะของการทวนเข็มนาฬิกาอีกสามรอบ นำเหล้ารัมไปเซ่นไหว้ที่หลุมฝังศพของ Marrie Laveau  เสร็จแล้วให้กระโดดข้ามไปมาอีกสามรอบ

หลังจากนั้นให้ตะโกนเรียกชื่อของเธอและพูดเรื่องที่อยากให้เธอทำให้ วิธีการนี้จะเป็นการที่จะช่วยเรียกวิญญาณของ Marrie Laveau  ให้มาช่วยสาปแช่งคนที่เราอยากจะทำร้ายได้

 

สนับสนุนโดย  rb88 pantip

ตำนานชนเผ่ากินมนุษย์

สำหรับเรื่องราวของชนเผ่าบาเตาะ หรือ มนุษย์กินคนก็ได้มีเรื่องราวมานานกว่า100ปีแล้วชาวบ้านในจังหวัดนราธิวาสก็ยังเชื่อว่ายังมีชนเผ่าบาเตาะมนุษย์กินคนหลงเหลืออยู่จำนวนหนึ่งแต่สำหรับในปัจจุบันมันอาจจะไม่มีทางแล้วมันอาจจะเหลือเป็นเนื้องอกขึ้นมาเป็นติ่งเล็กๆ

ซึ่งชนเผ่าบาเตาะยังคงหลงเหลืออยู่ในปัจจุบันเพราะ เนื่องจากว่าชาวบาเตาะไม่ได้มีเพียงกลุ่ม กลุ่มเดียวแต่เนื่องจากว่าชนเผ่าบาเตาะได้แบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆอีกประกอบไปด้วยชนเผ่าโคบาจากคำสัมภาษณ์คนกลุ่มหนึ่งที่ได้เป็นผู้ที่ได้สืบเชื้อสายของบาเตาะมาโดยตรง

แต่ได้เป็นในส่วนของกลุ่มแมนดารินเชื้อสายดินโดนีเซียเราพอจะสรุปๆได้คร่าวๆว่าเผ่าพันธุ์เดิมของเขาจะมีนิสัยที่ดุร้ายและป่าเถื่อน ซึ่งชนเผ่าเหล่านี้เขาจะชอบปลูกผักปลูกผลไม้และอาศัยอยู่ในพื้นที่เย็นๆ ในบรรดากลุ่มต่างๆก็จะมีกลุ่มแมนดารินที่ได้มีการพบมากที่สุดและเขาก็ได้ให้สัมภาษณ์ว่าชนเผ่าบาเตาะนั้นที่ได้อาสัยอยู่ในป่า บาลา ฮาลา

ในบ้านเราอาจจะเป็นชนเผ่าที่มีชื่อกลุ่มว่ากลุ่มโคบาเพราะเขาได้มีนิสัยรูปประพันสันฐานที่คล้ายกับคนในชุมชนได้เล่าถึงมากที่สุดแต่คนในชุมชนก็ยังได้ให้ข้อมูลอีกว่าการกินเนื้อมนุษย์ของชาวบาเตาะก็จะมีนัยที่สำคัญเขาก็จะกินเนื้อมนุษย์ก็ต่อเมื่อที่พวกเขาไม่มีอะไรกินเท่านั้นไม่ได้กินเป็นประจำทุกๆวันเหมือนอย่างที่เราได้กินเนื้อหมูไก่กัน

เพราะว่าพวกเขาก็ได้มีการกินเนื้อสัตว์เช่นเดียวกันกับพวกเราแต่พวกเขาจะกินเนื้อมนุษย์ก็ต่อเมื่อเขาไม่มีอะไรจะกินแล้วจริงๆหรือเป็นช่วงที่ไม่สามารถที่จะออกล่าสัตว์หรือหาอาหารกินได้เท่านั้น สำหรับคนที่ยังสงสัยว่าพื้นที่อาศัยของชนเผ่าบาเตาะในเขตป่า บาลา ฮาลา จะแบ่งด้วยกันเป็นสอนเขต เขตฮาลาก็จะตั้งอยู่ในจังหวัดยะลา และในเขต บาลา

ก็จะตั้งอยู่ในจังหวัดนราธิวาส นั่นเองพื้นที่ตรงนั้นได้เป็นพื้นที่ที่ได้มีความสลับซับซ้อนได้เป็นเขตร้อนเป็นป่าที่ได้มีความชื่นสูงตลอดทั้งปีและยังมีสัตว์ป่าพื้นเมืองที่หายากมากมายเลยและที่แห่งนี้ได้มีความอุดมสมบูรณ์มากเลยถึงขนาดที่ว่าได้รับฉายาว่าพื้นที่ตรงนี้คือ ป่าอเมซอน แห่งประเทศไทยเลยก็ว่าได้

และก็ยังมีอีกหนึ่งเรื่องราวที่มีความเกี่ยวข้องกับชาวบาเตาะผู้เฒ่าคนนี้เขาได้เล่าให้ฟังว่าลักษณะของบาเตาะจะเหมือนกับมนุษย์เรามันจะแตกต่างกันตรงที่ว่าชนเผ่าบาเตาะนั้นจะมีหางยาวกว่าประมาณ1คืบและมีนิสัยที่ชอบกินเนื้อมนุษย์แบสดๆแบบที่ว่าฉีกกินเลยก็ว่าได้

 

สนับสนุนโดย  entaplayทางเข้า

การค้นพบมอธแมนที่ซิคาโกและมนุษย์แคระที่ไม่สามารถอธิบายได้

มอธแมนที่ซิคาโก

ตลอดปี2017ได้มีผู้คนมากกว่า50คนที่อยู่ในเมืองซิคาโกที่ได้พบสิ่งปริศนาที่บินได้ ซึ่งได้เชื่อกันว่ามันได้เป็นมอธแมนสิ่งนั้นได้มีลักษณะที่เหมือนกันกับมนุษย์ได้มีปีกสีดำขนาดใหญ่มีขาเป็นกล้ามเนื้อมีหางยาวและที่ดวงตาเรืองแสงเป็นสีแดง

ซึ่งหนึ่งในการพบเจอนั้นก็ได้มีผู้ที่สามารถบันทึกภาพของมันไว้ได้ด้วยความบังเอิญในขณะที่ช่างภาพกำลังถ่ายภาพหุ่นไฟเบอร์ที่ตั้งอยู่ในเมืองซิคาโกบางคนได้กล่าวว่าสิ่งที่เหมือนมนุษย์มีปีกนั้นได้บินโฉบไปมาด้วยความเงียบแต่ในขณะที่บางคนกลับบอกว่าพวกมันได้ส่งเสียงที่แหลมและดังเหมือนเสียงรถเบรคลักษณะของมันก็จะมีความสูงวประมาณ2.1เมตร

มักจะพบมันในช่วงกลางคืนและโดยส่วนมากมักจะปรากฎตัวในบริเวณทะเลสาบมิชิแกนหลังจากที่ได้มีการพบ มอธแมน จึงทำให้ชาวเมืงเกิดความหวาดกลัวที่เชื่อว่ามันอาจจะเป็นลางร้ายเหมือนกับที่ได้เคยเกิดขึ้นในเมืองพอยท์เพลแซนท์รัฐเวสต์เวอร์จิเนียในปี1967 ที่ได้มีมอธแมนปรากฎตัวขึ้นก่อนจะเกิดเหตุการณ์ที่สะพานซิลเวอร์ถล่ม

มนุษย์แคระปริศนา

 ในปี2012ขณะที่ เคนไฟเฟอร์ กำลังได้ทำงานกะดึกอยู่ภายในโรงงานแก๊สที่ตั้งอยู่ในรัฐเทกซัสหางตาของเขาได้เห็นบางสิ่งที่เดินโยกไปมาเขาจึงได้รีบถ่ายภาพเก็บเอาไว้ โดยเป็นภาพที่ได้ปรากฎบางสิ่งมีลักษณะเหมือนเด็กและมีปากที่กว้างดูน่าขนลุกสิ่งปริศนานั้น

ได้หายตัวไปก่อนที่เขาจะเดินเข้าไปใกล้มันอีกทั้งยังได้มีภาพวีดีโอเพิ่มเติมที่มีการเผยแพร่ออกมา ซึ่งเป็นภาพของบางสิ่งที่มีลักษณะคล้ายกับเด็กหรือคนแคระที่ปรากฎอยู่ในประเทศอเจนตินา ก่อนหน้านั้นไม่กี่ปี โดยในช่วงเวลานั้นชาวเมืองในอเจนตินาได้มีรายงานว่าถูกบางสิ่งที่เหมือนเด็กตัวเล็กไล่ทำร้ายคนที่เดินผ่านไปมาบ้างก็ว่าได้ถูกผลักตกจากจักรยานไปจนถึงถูกทำให้สลบทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้มีการแจ้งเตือนให้ชาวเมืองหลีกเลี่ยงในการเดินลำพังในช่วงกลางคืน

จนกระทั่งต่อมาสิ่งมีชีวิตปริศนานั้นได้หายตัวไปจากพื้นที่ทั้งนี้ยังได้มีอาลีโอเชนกาเป็นเป็นซากของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่ถูกพบโดยหญิงชราคนหนึ่งในประเทศรัสเซียปี1996ลักษณะของมันจะมีความยาวประมาณ25ซม.โดยมีลักษณะที่คล้ายกับเด็กที่เกิดก่อนวัยอันควรแต่เบ้าตาของมันได้มีขนาดใหญ่ครึ่งของใบหน้าและที่กระโหลกมีกระดูกแค่เพียง4

ส่วนทั้งที่จริงแล้วกะโหลกของมนุษย์ควรจะมี6ส่วนทางด้านเจ้าหน้าที่ชันสูตรศพได้ทำการตรวจสอบและพบว่ามันไม่ใช่ทั้งมนุษย์และสัตว์แต่เป็นรูปแบบสิ่งมีชีวิตใหม่ โดยเชื่อว่ามันอาจจะเป็นสิ่งที่มาจากนอกโลกอีกทั้งยังได้เชื่อกันว่าสิ่งปริศนานี้ได้ถูกต้องคำสาปและมันมีเหตุการณ์ที่มันไม่สามารถที่จะอธิบายได้เกิดขึ้นและคร่าชีวิตของผู้ที่ได้เข้ามาเกี่ยวข้อง

 

สนับสนุนโดย  next88 สมัคร

ถ้ำน้ำเขาศิวะ 

              สำหรับช่างที่เราจะพูดถึงกันต่อไปนี้ที่มีความเชื่อกันว่าเป็นสถานที่ที่มีการเชื่อมต่อไปยังเมืองบาดาลของพญานาคได้นั้นก็คือถ้ำน้ำเขาศิวะซึ่งอยู่ที่จังหวัดสระแก้ว โดยจะอยู่ในเขตอำเภอคลองหาดและถ้ำแห่งนี้ชาวบ้านได้มีการค้นพบเมื่อปีพุทธศักราช 2519

ซึ่งหลังจากที่มีการขุดพบถ้ำแห่งนี้ชาวบ้านบางคนก็จะเข้ามาหาของภายในถ้ำหรือเมื่อมาหาของป่าภายในบริเวณใกล้ๆถ้ำแห่งนี้และมีผลต่อก็จะมาพักอาศัยหลบแดดหลบฝนอยู่ภายในถ้ำแห่งนี้ว่ากันว่าหลังจากที่มีการค้นพบถ้ำแห่งนี้มายาวนานถึง 8 ปี

อยู่มาวันหนึ่งชาวบ้านบางคนก็ได้เห็นว่ามีสิ่งชีวิตชนิดหนึ่ง มีลำตัวยาวมากๆและมีสีแดงโดยกำลังเล่นน้ำอยู่ซึ่งสัตว์ชนิดนี้ว่ายน้ำเวียนไปทางขวา ซึ่งชาวบ้านเชื่อกันว่าการที่สัตว์ชนิดนั้นว่ายน้ำแล้วเอียงขวานั้นเหมือนกับการที่คนเราเดินเวียนรอบพระอุโบสถดังนั้นชาวบ้านจึงเชื่อกันว่าบริเวณนี้เป็นบริเวณที่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อาศัยอยู่

และแน่นอนว่าสัตว์ที่มีความยาวมากและมีสีแดงแถมยังเล่นน้ำอยู่ภายในบริเวณถ้ำนั้นชาวบ้านต่างก็ร่ำลือกันว่าสิ่งมีชีวิตชนิดนี้คือพญานาคนั่นเอง หลังจากที่มีคนพบเห็นสิ่งมีชีวิตที่คล้ายกับพญานาคชาวบ้านต่างก็เชื่อกันว่านี่คือถ้ำพญานาคจึงได้พากันมาสร้างศาลขึ้นบริเวณที่หน้าปากถ้ำ ตั้งชื่อศาลนี้ว่าศาลปู่นาคาซึ่งอยู่ตรงหน้าปากถ้ำน้ำเขาศิวะนี่เอง

ซึ่งสถานที่แห่งนี้ปัจจุบันนี้ชาวบ้านคนไหนที่เดินทางผ่านไปผ่านมาแถวนี้ต่างก็จะมากราบไหว้ขอพร และมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับภายในถ้ำน้ำเขาศิวะด้วยซึ่งมีเรื่องเล่ากันว่ามีเจ้าหน้าที่ได้มาสำรวจถ้ำแห่งนี้และทางเจ้าหน้าที่นั้นได้ลงไปสำรวจในน้ำที่อยู่ภายในถ้ำน้ำเขาศิวะ เจ้าหน้าที่นั้นมีการดำรงไปภายใต้น้ำภายในถ้ำนั้นและดำไปจนสุดทางซึ่งบริเวณดังกล่าวนั้นเป็นทางตัน น้ำภายในถ้ำแห่งนี้จะค่อนข้างลึกมากเมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึงทางตันก็ขึ้นมาบอกเล่าให้คนอื่นฟังว่าเขานั้น

ได้ดำไปยังจนสุดทางตันและเป็นแหล่งน้ำที่ลึกที่สุด ซึ่งระหว่างที่เขามีการดำไปในใต้น้ำนั้นเขาเห็นสถานที่แห่งหนึ่งมีลักษณะคล้ายกับเมืองบาดาล สำหรับถ้ำน้ำเขาศิวะแห่งนี้นั้นเรียกได้ว่าเป็นถ้ำที่มีความลึกลับซับซ้อนและผู้คนส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยกล้าเข้ามาสำรวจกันมากนักเนื่องจากเกรงว่าจะเป็นที่อยู่ของเหล่าพญานาคทั้งหลายจึงมีความเชื่อกันว่าถ้ำแห่งนี้น่าจะเป็นทางเชื่อมต่อระหว่างเมืองบาดาลกับโลกมนุษย์นั่นเอง 

 

สนับสนุนโดย  rb88 thailand

ตำนานเขาตาม่องล่ายจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 

          ถ้าเราจะมาพูดกันถึงเรื่องสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ที่มีความสวยงามและมีจุดชมวิวอยู่บนเทือกเขาและอย่างที่จะสามารถมองเห็นความงดงามของอ่าวประจวบได้แล้วแล้วก็ ต่างก็ต้องนึกถึงเขาตาม่องล่ายด้วยกันทุกคน และแน่นอนว่าสถานที่แต่ละที่นั้นย่อมมีตำนานเป็นของตัวเองดังนั้นเขาตาม่องล่าย

ก็ย่อมมีตำนานเป็นของเขาเช่นเดียวกัน ด้วยว่ากันว่าตำนานของเขาตาม่องล่ายนี้ได้กลายมาเป็นชื่อภูเขาและเป็นชื่อเกาะแก่งต่างๆ ทั่วทั้งภาคตะวันออกเลยทีเดียวซึ่งตำนานนั้นมีการพูดถึงและเล่าขานกันว่า ตาม่องล่ายนี่คือชื่อชายคนหนึ่งซึ่งเขาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านอ่าวน้อย

เขามีลูกสาวคนหนึ่งเป็นหญิงสาวที่สวยงามมากชื่อว่านางยมโดย ด้วยความงดงามของนางยมโดยนี้เองทำให้มีเจ้าเมืองประจวบนั้นชื่นชอบความงามของนางและมาขอนางแต่งงาน ซึ่งตาม่องล่ายก็ได้ยกลูกสาวให้กับเจ้าเมืองประจวบโดยที่เขานั้นไม่ได้ปรึกษาหรือบอกเล่าเรื่องราวนี้ให้กับนางรำพึงภรรยาของเขารู้เลย ต่อมา ได้มีลูกชายของเจ้ากรุงจีนได้เดินทางล่องเรือสำเภามาค้าขาย

กับคนไทยเมื่อได้คบกับนางยมโดยก็เกิดชอบพอจึงได้มาทำการสู่ขอนางยมโดยกับนางรำพึงผู้เป็นแม่และนางรำพึงนั้นก็ยกให้ ลูกชายของเจ้ากรุงจีนเช่นกันโดยที่นางรำพึงนั้นก็ไม่ได้มีการบอกตาม่องล่ายเช่นเดียวกัน ดังนั้นเมื่อถึงวันที่ต้องยกขันหมากมาสู่ขอนางยมโดยทำให้มีขันหมากนั้นมาจากทางเจ้ากรุงจีนและขันหมากมาจากเจ้าเมืองประจวบ

ซึ่งขันหมากทั้งสองแห่งนั้นก็มาเจอหน้ากัน ทั้งสองฝ่ายต่างก็ตกใจกันมากที่ยกขบวนขันหมากมาเจอหน้ากันแต่อย่างไรก็ตามเรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้เป็นสาเหตุให้ทางตาม่องล่ายและนางรำพึงนั้นเกิดการทะเลาะวิวาทกัน โดยนางรำพึงนั้นด้วยความที่โมโหจึงได้คว้าหมวกไปฟาดใส่ที่ใบหน้าของตาม่องล่ายหมวกนั้นได้ปลิวไป ตกที่บริเวณริมหาดประจวบ

ซึ่งตรงบริเวณนั้นกลายเป็นภูเขาที่มีรูปร่างคล้ายหมวก ทำให้บริเวณนั้นถูกเรียกต่อมาว่าเขาล้อมหมวก ส่วนทางด้านตาม่องล่ายนั้นก็มีความโมโหภรรยาไม่แพ้กันจึงได้คว้ากระบุงขว้างใส่ภรรยาของตนเอง แต่เนื่องจากนางรำพึงนั้นหลบทันจึงทำให้กระบุงนั้นไปตกที่เกาะแห่งหนึ่งซึ่งต่อมามีชื่อเรียกว่าเกาะกระบุงอยู่ที่จังหวัดตราดนั่นเอง และด้วยความโมโหของตาม่องล่ายไม่ได้มีเพียงเท่านี้

เขาไม่ได้โมโหลูกสาวที่คิดว่าลูกสาวของเขานั้นเป็นต้นเหตุของเรื่องราวทั้งหมดจับร่างลูกสาวเขาฉีกออกเป็น 2 ส่วน โดยซีกหนึ่งนั้นกว้างไปทางเจ้าลาย  ไปตกในทะเลกลายเป็นเกาะนมสาวอยู่ที่อำเภอปราณบุรีส่วนอีกซีกหนึ่งนั้น ขว้างไปให้เจ้ากรุงจีน และร่างไปตกในทะเลจังหวัดจันทบุรี กลายเป็นสาวนั่นเอง ทางด้านนางรำพึงนั้นด้วยความกลัวจึงได้วิ่งหนีไป

และไปนอนร้องไห้รำพึงรำพัน ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นและเต็มใจตายเสียชีวิตลงที่นั่น ซึ่งตรงจุดนั้นเรียกว่าเขาแม่รำพึงส่วนตาม่องล่ายเองนั้น เขาเสียใจหนักมากได้ไปนั่งกินเหล้าอยู่ตรงเชิงเขาริมทะเล โดยเขากินเหล้าจนเสียชีวิตหลังจากนั้นที่นั่นก็เรียกว่าเขาตาม่องล่ายนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

 

 

สนับสนุนโดย  entaplay poker

สาเหตุที่น้ำในหลุมอุกกาบาตน้ำที่ตกลงมายังเมืองการันกัส

อุกกาบาตการันกัส

หลายวันหลังจากที่เกิดเหตุทางเจ้าหน้าที่ได้มีการออกมาเตือน เกี่ยวกับคลื่นรังสีที่เป็นอันตราย ซึ่งมันได้ตรงกับรายงานของชาวบ้านแต่นักวิทยาศาสตร์กลุ่มแรกที่ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้มันก็ยังคงไม่สามารถอธิบายได้ถึงลักษณะของสิ่งที่ปรากฎในเหตุการณ์นี้ได้ โดยเฉพาะฟองที่มันได้เกิดขึ้นมาในหลุมอุกกาบาต ซึ่งในปกติอุกกาบาตหรือวัตถุหรือวัตถุใดๆก็ตาม

เมื่อได้เข้าสู่ชั้นบรรยกาศของโลกแล้วจะมีมวลที่ลดน้อยลงและจากนั้นความร้อนที่มันได้เกิดจากการเสียดสีมันก็จะมีอุณหภูมิที่ต่ำลงแต่ทว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้มันกลับต่างออกไป ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ต่างก็ได้ยืนยันว่าอุกกาบาตนี้นี่เองที่ได้เป็นต้นเหตุ

ที่ทำให้น้ำในหลุมร้อนจนถึงจุดเดือด ซึ่งเมื่อได้ทำการวิเคราะห์แล้วจึงได้พบว่าอุกกาบาตนี้มันได้เป็นเพียงอุกกาบาตหินประเภทคอนไดร์ทปกติทั่วไปเท่านั้นและได้เป็น87%ของอุกกาบาตที่ตกลงสู่โลก โดดยมีต้นกำเนิดจากดาวเคราะห์น้อยที่อยู่ในอวกาศสามดวง

ซึ่งดาวเคราะห์น้อยเหล่านั้นได้อยู่ในกลุ่มเดียวกันกับอุกกาบาตที่มันได้เคยตกลงสู่โลกในยุคออร์โดวิเชียนที่ทำให้เกิดการระเบิดและทำให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพ เมื่อ470ล้านปีก่อน ซึ่งอุกกาบาตที่ได้ตกลงมาในการันกัสนี้ถือว่าเป็นอุกกาบาตชนิดเดียวที่ผ่านชั้นบรรยากาศของโลกมาได้โดยที่มวลของมันไม่ได้รับความเสียหายมากเท่าที่มันควรจะเป็นทว่าจากการตรวจสอบด้วย

สเปคโทรกราฟกลับไม่พบข้อมูลเพิ่มเติมที่เกี่ยวกับอาการป่วยปริศนาที่ได้เกิดขึ้นกับชาวบ้านเพราะว่ามันไม่ได้มีการค้นพบในการปนเปื้อนทางด้านชีววิทยาใดๆเลยทั้งสิ้นและยังปล่อยให้เป็นไปตามหลักการของทางนักวิทยาศาสตร์อีกต่อไปเพื่อหาขอสรุปออกมาให้ได้ว่าสาเหตุมันมาจากจุดใด

คำอธิบายถึงสาเหตุ?

หลังจากสี่วันที่ได้มีการเกิดเหตุการณ์ก็ยังได้มีรายงานเข้ามาว่าชาวบ้านที่ได้มีอาการเจ็บป่วยปริศนาเหล่านั้นพวกชาวบ้านต่างก็ได้มีอาการที่ดีขึ้นแต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันก็ยังไม่มีใครที่จะรับรู้ถึงสาเหตุที่แน่นชัดได้อยุ่ดี ซึ่งข้อสรุปที่หลากหลายข้อที่มันดูเหมือนว่ามันจะเป็นไปได้มันก็ยังคงได้เป็นที่ถกเถียงกันอยู่ตรงที่จุดเกิดเหตุได้พบว่าได้มีสารหนูตกค้าง

อยู่ในบริเวณนั้นจึงได้สันนิษฐานว่าความร้อนจากอุกกาบาตนั่นเองที่มันได้ทำให้น้ำปนเปื้อนกับสารหนูร้อนจนถึงจุดเดือดและได้ปล่อยไอน้ำที่มีสารหนูปนเปื้อนลอยไปตาอวกาศซึ่งชาวบ้านที่มีอาการป่วยต่างเป็นผู้ที่เข้ามาสำรวจหรือได้อยู่ใกล้กับจุดเกิดเหตุทั้งสิ้น

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  ติดต่อ rb88

กองทัพอากาศประจำจุดรอสเวลล์หน่วยที่8ได้ครอบครองจานบิน

หากพูดถึงมนุษย์ต่างดาวหนึ่งในเหตุการณ์สะเทือนโลกและได้เป็นจุดเริ่มต้นของการให้ความสำคัญกับ เอเลียน มากขึ้นในเวลาให้หลัง นั้นก็คือ อุบัติการณ์จานบินตกที่รอสเวลล์ได้มีการอธิบายเหตุการณ์ในครั้งนี้

อย่างหลากหลายทั้งที่เป็นทางการและไม่ได้เป็นทางการ แม้ว่ารัฐบาลสหรัฐจะออกมาประกาศว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเพียงบอลลูนตรวจการณ์ทางทหารของกองทัพบกเท่านั้นแต่ถึงอย่างไรก็ตามคำอธิบายที่มีชื่อเสียงและผู้คนต่างได้ให้ความสำคัญมากที่สุดนั่น

ก็คือวัตถุดังกล่าวเป็นยานอวกาศของสิ่งมีชีวิตของภูมิปัญญาจากนอกโลกและเรื่องราวที่จะพูดต่อจากนี้ไปก็คือ เรื่องราวสุดประหลาดที่เกิดขึ้นที่ไร่แห่งหนึ่งที่เมือง รอสเวลล์ เมื่อวันที่8กรกฎาคม ปี1947 เรืออากาศโทวอเตอร์โฮนท์

ซึ่งได้เป็นฝ่ายประชาสัมพันธุ์ของกองทัพบกสหรัฐแแห่งเมืองรอสเวลล์เขาได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่ากองทักบกได้ครอบครองจานบินลำหนึ่ง ซึ่งได้ตกมายังพื้นโลก เมื่อวันที่4กรกฎาคม ปี 1947 แล้วในเวลาต่อมาได้มีการแก้ข่าวในภายหลังว่าวัตถุที่ตกดังกล่าวนั้นมันได้เป็นเพียงบอลลนูตรวจการเท่านั้นเอง ประมาณเกือบเที่ยวคืนของวันที่ 4กรกฎาคม ปี 1947

ก็ได้มีเจ้าของฟามร์ที่ได้อยู่นอกเมืองรอสเวลล์ก็ได้เห็นปรากฎการณ์ที่แปลกประหลาดอยู่บนท้องฟ้าในคืนที่มีพายุฝนฟ้าคนองมีฟ้าผ่ามีแสงออกมา เจ้าขอไร่ได้กล่าวว่าเขาได้เห็นยานลักษณะสีเทาน้ำเงินได้ถูกฟ้าผ่าแตกออกมาเป็นชิ้นจนได้เสียการทรงตัว

และได้ตกลงสู่ท้ายไร่พร้อมกับมีเสีงที่ดังสนั่นตามมาและ เนื่องจากความกลัวเขาจึงไม่กล้าออกไปดูอีกทั้งยังดึกและมืดมากจนกระทั่งรุ่งเช้าเขาจึงได้ออกเดินทางไปยังที่จุดประหลาดตกและได้พบกับยานสีเทาน้ำเงินได้จอดอยู่บนพื้นในลักษณะตะแคงข้างปีกอีกข้างหนึ่ง

จมปักลงไปในพื้นจากนั้นเจ้าของไร่ก็ได้นำเอาเรื่องนี้ไปแจ้งให้กับนายอำเภอของเมืองรอสเวลล์ในขณะนั้นและได้ออกข่าวในสถานีวิทยุท้องถิ่นว่าได้เกิดเหตุยานยูเอฟโอตก ที่ไร่จากนั้นนายอำเภอก็ได้นำเอาเรื่องนี้ไปแจ้งให้กับผู้บังคับการบินกองทัพอากาศทางเมืองรอสเวลล์จากนั้นไม่นานมาก็ได้มีการแถลงการณ์ฉบับใหม่ว่าสิ่งที่ถูกฟ้าผ่าและได้ตกลงมาที่ไร่นั้น

มันเป็นบอลลนูตรวจอากาศ ซึ่งมันได้ถูกหุ้มด้วยฟรอยจึงทำให้มันได้มีสีเทาน้ำเงินและมันได้สะท้อนแสงออกมาการรายงานข่าวดังกล่าวได้กลายมาเป็นเรื่องดังและได้มีผู้คนจำนวนมากมายได้พูดถึงการทั้งสหรัฐสำนักข่าวต่างประเทศได้เปิดเผยว่าฝูงบินที่ทิ้งระเบิดที่509หน่วยที่8ของกองทัพอากาศประจำจุดรอสเวลล์ได้ยึดครองจานบินลำหนึ่งที่ฟาร์มสัตว์เลี้ยง

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนัน แทงขั้นต่ํา10บาท