2เรื่องที่จะต้องรู้กับเกาหลีเหนือ

เรื่องลับที่เกี่ยวกับเกาหลีเหนือที่ผู้คนทั่วโลกไม่เคยรู้เมื่อได้พูดถึงประเทศเกาหลีหลายคนก็คงจะนึกคิดดาราหลายๆคนที่ขาวสูงหน้าตาดีหรือแม้กระทั่งอาหารที่ได้ขึ้นชื่นอย่างกินจิแต่ถ้าหากพูดถึงว่าคุณรู้อะไรบ้างที่เกี่ยวกับเกาหลีเหนือแล้วละก็หลายคนก็คงจะนึกอะไรไม่ออกเลยหรืออย่างมากก็คงจะนึกถึงคิมจองอึนประธานาธิบดีเกาหลีเหนือที่เป็นที่เคารพรักของชาวเกาหลีเหนือแต่เป็นผู้ที่น่าเกลียดสำหรับชาวโลก 

การขายอาวุธสงครามในตลาดมืดนอกจากที่ได้โกงประกันแล้วยูเอนยังได้กล่าวหาเกาหลีเหนือด้วยอีกว่าเกาหลีเหนือนั้นยังได้ค้าขายอาวุธเถื่อนและเคโนโลยีนิวเคลียร์ให้แก่ประเทศในกลุ่มแอฟริกาและตะวันออกกลางยกตัวอย่างในปี2012ยูเอนยังได้กล่าวหาว่าเกาหลีเหนือนั้นยังได้ส่งหน่วยรบเพื่อไปรบไปยังที่ประเทศซีเรียเพื่อที่จะเอาไว้ใช้ผลิตขีปนาวุธ

และยังรวมไปถึงปี2009เกาหลีเหนือนั้นก็ยังได้ส่งหน่วยรบและส่วนประกอบไปให้ยังที่ประเทศอหร่านคองโกรวมไปถึงรถถังที่อยู่ในยุคโซเวียตอีกด้วยและในต่อมายูเอนก็ได้ลงโทษฟังไม่ให้เกาหลีเหนือค้าขายหรือทำการค้านเทคโนโลยีมิสซายให้แก่ประเทศอื่น แต่เกาหลีเหนือกับได้อ้างขึ้นมาว่าในการที่ลงโทษของยูเอนนั้นมันผิดกฏหมายเกาหลีเหนือจะทำอะไรตามที่ตนเองนั้นต้องการก็ได้และนอกจากนี้เงินที่ได้มานั้นจากการค้าขายด้านอาวุธสงครามนั้นมันไหลเข้ามาจากคิมจองอิลมากกว่าที่จะนำเอาเงินไปซื้ออาหารให้ประชาชนเสียอีก

การใช้ไฟฟ้า

เมืองหลวงเปียงยางในประเทศเกาหลีเหนือเรียกได้ว่าเป็นเมืองกรุงของเกาหลีเหนืออย่างแท้จริงประชาชนนั้นได้ใช้ชีวิตในความเป็นอยู่ที่หรูหลา หรูหลาในที่นี้หมายถึงกินดีอยู่ดีไปกว่าเมืองอื่นๆเท่านั้นแต่พวกเขานั้นก็ยังอยู่แบบอดๆยากๆอยู่ดีมีผู้คนที่อยู่อาศัยประมาณ3ล้านคนเท่านั้นที่จะได้เข้าถึงไฟฟ้าและสามารถที่จะใช้มมันได้ไม่ถึง1ถึง2ชั่วโมงต่อวันโดยเฉพาะในหน้าหนาวโรงไฟฟ้านั้นจึงไม่สามารถที่จะให้พลังงานให้ได้อย่างเต็มที่จึงได้ทำให้ประชาชนจำนวนมากจะต้องประสบกับภัยหนาวที่ได้ติดลบไปกว่า18องศาเซลเซียส

และแน่นอนแล้วละว่าด้านประชาชนที่อยู่อาศัยข้างนอกกรุงเปียงยางซึ่งที่ไม่มีไฟฟ้าจะใช้และก็ต้องประเชิญกับภัยหนาวอย่างเพียงลำพังและดาวเทียมที่ได้บินผ่านที่ประเทศของเกาหลีเหนือนั้นก็ยังได้สะท้อนให้เห็นด้วยว่าแสงไฟที่จากประเทศจีนและด้านของเกาหลีใต้ในยามค่ำคืนมันชังได้แตกต่างไปจากประเทศเกาหลีเหนือซึ่งที่ไม่มีไฟฟ้าส่องสะว่างในช่วงกลางคืน

ประวัติวันตรุษจีน

เทศกาลตรุษจีนถือว่าเป็นเทศกาลที่มีมานานแต่โบราณอายุเกิน 100 กว่าปีมาแล้ว

ซึ่งเราไม่สามารถบอกได้ว่าการตรุษจีนจริงๆแล้วเริ่มมาตั้งแต่เมื่อไหร่แต่ที่แน่ๆตั้งแต่เกิดมาและจำความได้ก็มีการจัดงานเทศกาลตรุษจีนมาโดยตลอดซึ่งเทศกาลนี้เป็นเทศกาลที่เหมือนเป็นการขึ้นปีใหม่ของชาวจีนในเทศกาลตรุษจีนเป็นเทศกาลที่มีมาตั้งแต่โบราณจะมีการจัดงานและจะเตรียมงานอยู่ประมาณ 3 วันซึ่งวันแรกจะเป็นวันตายในวันนี้ประชาชนจะออกมาซื้อของเพื่อนนำไปไหว้ไม่ว่าจะเป็นเป็ดไก่รวมถึงผลไม้ต่างๆกระดาษ

สำหรับเตรียมในเรื่องของการไหว้เทพเจ้าส่วนวันที่ 2 นั้นจะเป็นช่วงของการไหว้ซึ่งวันที่ 2 นี้ผู้คนจะตื่นขึ้นมาแต่เช้าเพื่อทำการนำอาหารและผลไม้ที่ซื้อเตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อวานมาทำการไหว้เทพเจ้าที่อยู่ในบ้านโดยในวันนี้จะมีการจุดประทัดเพื่อให้เกิดเสียงดังซึ่งมีความเชื่อกันว่ายิ่งเสียงดังมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งทำให้ครอบครัวมีแต่ความเจริญรุ่งเรืองมากขึ้นเท่านั้น

และวันถัดมาจะเป็นวันเที่ยววันนี้ผู้คนจะพากันนิยมออกไปเที่ยวนอกบ้านด้วยวันนี้จะไม่มีการทำความสะอาดบ้านหรือกวาดบ้านแต่อย่างใดคนส่วนใหญ่จะนิยมใส่เสื้อสีแดงถือเป็นสีที่เป็นสิริมงคลอย่างมากสำหรับคนจีนและในวันนี้ผู้ใหญ่ก็จะให้อั่งเปาเด็กซึ่งวันนี้จะเป็นวันที่เด็กๆรอคอยกันเป็นประจำทุกปี

   มาของวันตรุษจีนนั้นจริงๆแล้วเป็นการจัดขึ้นมาเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการเริ่มต้นฤดูใหม่ของคนในประเทศจีนเนื่องจากว่าก่อนที่จะมีการเริ่มต้นฤดูกาลใหม่นี้ประเดิมช่วงประมาณเดือนธันวาคมจะเป็นช่วงของฤดูหนาวซึ่งประเทศจีนจะมีหิมะปกขึ้นเต็มทั่วประเทศดังนั้นเมื่อถึงเวลาเริ่มต้นฤดูกาลใหม่ซึ่งจะขึ้นเป็นฤดูใบไม้ผลิทำให้ประชาชนคนจีน

จึงทำการจัดงานเพื่อเฉลิมฉลอง รู้จักว่าช่วงเวลาฤดูใบไม้ผลินี้เป็นช่วงเวลาที่ชาวจีนสามารถที่จะปลูกพืชผักได้แล้วสาวจีนจึงได้มีการเลือกวันตามความเชื่อของบรรพบุรุษโดยกำหนดให้ในแต่ละปีจะมีวันสำคัญที่เรียกว่าวันตรุษจีนขึ้นมาซึ่งอาหารที่นำมาไหว้เทพเจ้าในวันตรุษจีนนั้นก็จะเป็นอาหารที่มีความหมายเน้นเรื่องของความเป็นสิริมงคลร่ำรวย

อันนี้ยังไม่รวมถึงเสื้อผ้าที่จะต้องใส่ในวันตรุษจีนซึ่งชาวจีนเชื่อกันว่าหากใส่สีแดงจะเป็นการนำโชคดีมาสู่ตนเองและเป็นการไล่ปีศาจร้ายออกไปและสีต้องห้ามสำหรับวันตรุษจีนก็คือสีดำสำหรับเทศกาลตรุษจีนนี้ยังคงมีการจัดกันมายาวนานอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันนี้

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  เว็บพนันออนไลน์2020

การเปิดศึกระหว่างกองทัพพม่า กับ กองทัพรัฐฉาน

วันนี้เราจะมีทำความรู้จักกับ  กองทัพรัฐฉาน ซึ่งได้มีการปะทะกับระหว่างกับทหารพม่า โดยเราจะย้อนไปในเหตุการณ์ที่มีการปะทะกับพม่าทที่สำคัญโดยย้อนไปเมื่อวันที่ 1ตุลาคม ปี2559 ทหารพม่าก็ได้บุกเข้ามาโจมตีที่ตั้งสถานพยาบาล

สำหรับกักขังผู้ที่ติดสิ่งเสพติดในการกำกับดูแลกองกำลังกองทัพรัฐฉานที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลโต่งลาวอำเภอเมืองกิ๋งทางภาคใต้ของรัฐฉานโดยในเหตุการณ์ครั้งนี้ได้เกิดขึ้นเมื่อช่วงเที่ยววันของวันที่1ตุลาคมปี2559โดยทหารพม่าในสังกัดข้างต้นก็ได้เคลื่อนกำลังเข้าไปยังสถานที่ซึ่งเป็นที่ตั้งสถานพยาบาลสำหรับกักขังบำบัติผู้ที่เสพสิ่งเสพติดภายใต้การกำกับการดูแลของ กก ลอง กองทัพรัฐฉาน

โดยไม่มีการประสานงานอย่างเป็นทางการใดๆจากนั้นก็ได้ทำการปล่อยตัวผ็ที่ได้รับการบำบัติทั้งหมดและต่อด้วยการเปิดฉากบุกโจมตีกองกำลังกองทัพรัฐฉานจึงได้เป็นเหตุทำให้กองกำลังทั้งสองฝ่ายได้เกิดการปะทะกันอย่างรุนแรงด้วยเหตุการต่อมาทางการทหารพม่าก็ได้ล่าถอยออกไปจากพื้นที่จากการปะทะโดยได้มีการถอยกองกำลังไปปักหลังอยู่ในพื้นที่บ้านปางปอยก่อนที่กองกำลังทั้งสองฝ่ายจะเกิดการปะทะกันอย่างรุนแรง

และต่อเนื่องเป็นเวลานานในช่วงค่ำในวันเดียวกันในสถานที่ดังกล่าวข้างต้นเบี้ยงต้นได้มีรายงานว่าผู้ที่ได้รับเข้าการบำบัติที่ทหารพม่าได้ปล่อยตัวออกไปนั้นล้วนแต่เป็นบุคคลที่มีประวัติเกี่ยวกับยาเสพติดแทบทั้งสิ้นต่อมาในช่วงเช้าของอีกวันทหารพม่าก็ได้มีการเสริมกำลังจากฐานปฏิบัติการในโต่งลาวเพิ่มกำลังเข้าในพื้นที่ปะทะที่บ้านปางปอยแต่ในระหว่างการเลื่อนกำลังทหารพม่านั้นก้ได้ถูกกองกำลังของกองทัพรัฐฉานๆได้วางกำลังดักซุ้มโจมตีจนทำให้กองกำลังทั้งสองฝ่ายได้เกิดการปะทะกันอย่างรุนแรงโดยผลการปะทะหรือเบี้ยงต้นได้ทราบว่าทางกองทัพรัฐฉานเอง

สามารถยึดเป้สนามของทางฝ่ายของทางพม่าได้จำนวนสองใบส่วนความศูนย์เสียของกองกำลังทหารพม่านั้นก็ยังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบแต่ทางด้านกองกำลังรัฐฉานนั้นได้ปลอดภัยทุกนายโดยเกี่ยวกับสถานะการณ์ที่เกิดขึ้นก็ได้มีการเรีกร้องให้ขณะกรรมการJMCUให้ช่วยตรวจสอบการเคลื่อนไหวของทหารพม่าที่เป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงตามหนังสือสัญญาหยุดยิงทั่วภาคพื้นสหภาพหรือที่เรียกกันว่าNCAโดยกรณีที่เป็นฝ่ายเคลื่อนไหวโดยไม่มีการประสานงานออกทำการหาเปิดศึกกับกองกำลังของกองทัพรัฐฉานโดยที่ผ่านมาทหารพม่าพยายามทำทุกวิถีทางในการออกลาดตระเวนเพื่อที่จะหาที่จะทำการเปิดศึกกับกองกำลังกองทัพรัฐฉาน

 

ขอบคุณ แทงบอลออนไลน์2020  ที่ให้การสนับสนุน

ประวัติหลวงปู่เอี่ยม

ประวัติหลวงปู่เอี่ยม แห่งวัดสะพานสูง

             หลวงปู่เอี่ยมเป็นพระที่มีชื่อเสียงอย่างมาก ชาวบ้านให้ความเคารพศรัทธาท่านและทุกคนต่างก็รู้จักชื่อเสียงของหลวงปู่เอี่ยมกันเป็นอย่างดี  ท่านเป็นพระดังประจำจังหวัดนนทบุรีเลยทีเดียว สำหรับหลวงปู่เอี่ยมท่านจะเป็นพระรุ่นเดียวกันกับ หลวงพ่อเงิน หลวงพ่อโต และหลวงพ่อปาน เป็นต้น

           สำหรับเรื่องราวความเป็นมาของหลวงปู่เอี่ยมนั้นท่านเกิดในสมัยพระบาทสมเด็จพระเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ซึ่งท่านเกิดในปี พ.ศ. 2359 โดยเกิดที่ตำบลบ้านแหลมใหญ่ จังหวัดนนทบุรี  หลวงปู่เอี่ยมท่านมีพี่น้องทั้งหมด 4 คน ซึ่งท่านเป็นลูกของ นายนาค ส่วนมารดาชื่อว่า นางจันทร์ หลวงปู่เอี่ยม อุปสมบท เมื่อตอนที่ท่านอายุได้ 22 ปี

โดยมีการบวชพระที่วัดบ่อ ในจังหวัดนนทบุรี ซึ่งหลังจากที่ท่านบวชได้แค่ประมาณหนึ่งเดือนเท่านั้น  หลวงปู่เอี่ยมท่านก็ได้ย้ายไปจำพรรษาอยู่ที่วัด กัลยาณมิตร โดยหลวงปู่เอี่ยมท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดกัลยาณมิตรนาน 7 พรรษาถึงได้ย้ายไปจำพรรษาที่วัดอื่น และตอนที่หลวงปู่เอี่ยมจำพรรษาอยู่ที่วัดกัลยาณมิตรนั้นมีพระพิมลธรรมพร เป็นเจ้าอาวาสอยู่ในขณะนั้นและหลังจากนั้นอีกเจ็ดปีต่อมา ท่านก็ได้ย้ายไปอยู่ที่วัดประยุรวงศาวาส

  หลังจากที่หลวงปู่เอี่ยมอยู่ที่วัดประยุรวงศาวาส มาจนถึงปี พ.ศ. 2396 ชาวบ้านของหมู่บ้านคลองแหลมใหญ่ก็มาอัญเชิญหลวงปู่เอี่ยมให้กลับไปจำพรรษาที่วัดสว่างอารมณ์ ดังนั้น หลวงปู่เอี่ยมจึงมาจำพรรษาที่วัดสว่างอารมณ์นี้เรื่อยมา และหลังจากท่านอยู่วัดสว่างอารมณ์ได้สักพักก็ได้มีการเปลี่ยนชื่อวัดมาเป็นวัดสะพานสูง โดยสาเหตุที่มีการเปลี่ยนชื่อวัดเพราะว่า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้เสด็จมาที่วัดสว่างอารมณ์เพื่อทำการตรวจสอบพระสงฆ์

  และในขณะที่เดินทางมานั้น กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้มองเห็นสะพานข้ามคลองพระอุดม มีความสูงชัน ท่านจึงเรียกว่าวัดสะพานสูงและนับแต่นั้นมา ชาวบ้านก็เรียกวัดแห่งนี้ว่าวัดสะพานสูงตั้งแต่นั้นจวบจนมาถึงปัจจุบัน

             ในตอนแรกที่หลวงปู่เอี่ยมมาจำพรรษาที่วัดแห่งนี้มีพระสงฆ์แค่เพียง 2 รูปเท่านั้น ต่อมาหลวงปู่เอี่ยมได้ริเริ่มการก่อสร้าง ทั้งศาลาการเปรียญ  สร้างเจดีย์ และยังมีการสร้างสถานที่สำคัญภายในวัดไว้อีกมากมาย ซึ่งท่านได้สร้างวัตถุมงคลขึ้นมาเพื่อเป็นการตอบแทนน้ำใจชาวบ้านที่ช่วยกันนำเงินมาถวายวัดเพื่อใช้ในการสร้างสถานที่ต่างต่างภายในวัด

  หลวงปู่เอี่ยมได้ชื่อว่าเป็นพระที่มีวิชาอาคมแข็งกล้า มีเรื่องเล่าว่ามีหมู่บ้านที่อยู่ใกล้วัดสะพานสูง มีต้นตะเคียนตกน้ำมันและวิญญาณออกมาหลอกชาวบ้านทำให้ท่านต้องเข้ามาช่วยเหลือ เพียงแค่ท่านรดน้ำมนต์และภาวนาคาถาแล้วเป่าไปที่ต้นตะเคียนไม่นานต้นตะเคียนก็เหี่ยวและชาวบ้านก็ไม่เคยเจอผีอีกเลย

 

ขอบคุณผู้ที่ให้การสนับสนุนโดย  next88

ประเพณีกวนข้าวทิพย์ 

สำหรับประเพณีกวนข้าวทิพย์

เชื่อว่าหลายคนคงจะไม่รู้จักกันไปแล้ว เพราะประเพณีนี้ในปัจจุบันไม่ค่อยมีใครจัดงานกันแล้ว อาจจะยังมีบางจังหวัดและบางตำบลเท่านั้นที่ชาวบ้านยังร่วมแรงร่วมใจกันจัดงานอยู่ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นกลุ่มคนชราในหมู่บ้านที่ยังช่วยกันสืบสานประเพณีนี้กันเอาไว้  โดยแต่เดิมนั้นประเพณีกวนข้าวทิพย์นี้ เป็นประเพณีเก่าแก่ที่มีการทำสืบทอดต่อเนื่องกันมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย

มาจนถึงกรุงศรีอยุธยา ซึ่งในสมัยนั้นนิยมกวนข้าวทิพย์กันในเดือน 10 แต่ต่อมาก็มีการหยุดประเพณีนี้กันไปในช่วงสมัยรัชกาลที่สองและรัชกาลที่สาม จนมารุ่งเรื่องมีคนนิยมกวนข้าวทิพย์กันอีกครั้งในรัชกาลที่สี่ และกำลังจะเลิกราประเพณีกวนข้าวทิพย์อีกครั้งในรัชกาลที่สิบนี้

เพราะเหลือน้อยมากแล้วที่จะมีชาวบ้านมารวมตัวกันเพื่อช่วยกันกวนข้าว ทิพย์ ซึ่ง กิจกรรมกวนข้าวทิพย์นี้แท้ที่จริงแล้ว ก็เป็นเพียงกุศลโลบายเพื่อที่จะให้ประชาชน ในหมู่บ้านเดียวกันเกิดความรักความสามัคคีร่วมแรงร่วมใจกัน เพราะเนื่องจากประเพณีกวนข้าวทิพย์นี้ ชาวบ้านจะช่วยกันนำสิ่งของที่ตัวเองมีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาล น้ำผึ้ง แป้ง  นม ถั่ว งา เผือก ข้าวตอก และอื่นอื่นอีกมากมาย ที่มีอยู่ในบ้านของตัวเอง

ออกมานำมารวมกันที่วัดและช่วยกันนำสิ่งของทั้งหมดที่ทุกคนนำมา มากวนผสมรวมกันและทุกคนก็จะช่วยกันกวน หลังจากนั้นก็จะตักแบ่งกันเพื่อให้นำมาใส่บาตรที่วัดในวันรุ่งขึ้น รวมถึงแบ่งเอาไว้กิน เพราะมีความเชื่อที่ว่า หากใครที่ได้กินข้าวทิพย์แล้วจะมีแต่ความสุขความเจริญ มีแต่สิ่งที่เป็นมงคลเข้ามาในชีวิต เนื่องจากข้าวทิพย์มีส่วนผสมของอาหารทีมีประโยชน์หลายอย่างนำมาผสมรวมกัน จึงเชื่อกันว่าการกินข้าวทิพย์จะช่วยให้สุขภาพแข็งแรง

       สำหรับที่มาของประเพณีนี้มีเรื่องเล่าต่อต่อกันมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล โดยมีการเล่ากันว่า พระนางสุชาดา ได้มีการกวนข้าวทิพย์มาใส่บาตรกับพระพุทธเจ้า ซึ่งวันนั้นตรงกับวันขึ้น 14 ค่ำและวันต่อมาพระพุทธเจ้าก็ตรัสรู้ ชาวบ้านจึงถือว่าข้าวทิพย์นี้เป็นอาหารที่ได้อนิสงห์สูงมาก ดังนั้น หลังจากนั้นเป็นต้นมาชาวบ้านต่างก็พร้อมใจกันกวนข้าวทิพย์มาถวายพระพุทธเจ้าทุกปีในวันก่อนขึ้น 15 ค่ำของเดือน 10 แต่ต่อมา

มีการเปลี่ยนช่วงเวลา จากการที่ชาวบ้านได้เลิกลาการทำข้าวทิพย์ไปและมาเริ่มนิยมประเพณีกวนข้าวทิพย์กันใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 4 ทำให้ปัจจุบันการกวนข้าวทิพย์จึงนิยมมาจัดงานกันในเดือน 12 หรือเดือน 1 นั้นเองโดยแต่ละที่จะยึดจากต้นกล้าที่ กำลังออกรวงข้าวในช่วที่ข้าวกำลังมีน้ำนม

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุน  9luck

พู่กันสำหรับใช้งานวาดศิลปะ

พื้นฐานในการเลือกซื้อของหรือพู่กันสำหรับใช้งานวาดศิลปะรวมไปถึงถังใส่พู่กันด้วย

ภาชนะใส่น้ำอันนี้ต้องบอกเลยว่ามันสำคัญมากซึ่งมันจะมีหลายชนิดเราจะพูดให้อ่านซึ่งมันจะมีอยู่อย่างหนึ่งเลยที่เป็นข้อห้ามมากที่สุดก็คือแก้วน้ำดื่มแก้วแบบนิ่มภาชนะใส่น้ำบางความรู้สึกของบางอย่างเราจะคิดว่ามันจะใช้อะไรก็ได้บางครั้งอะไรมันก็ไม่ได้เพราะฉะนั้นขวดน้ำนั้นมันมีวินัยสูงแต่ก็ไม่ใช่ระเบียบสูงเพราะฉะนั้นในการเก็บมันจะต้องมีวินัยจะต้องมีหลักเกณฑ์

หลักการอยู่พอสมควรสาเหตุที่แก้วน้ำดื่นนั้นหรือแก้วแบบนิ่มมมันใช้ไม่ได้ก็คือเพราะว่าตูนมันเล็กซึ่เวลาเราวางลงไปนั้นมันสามารถพร้อมที่จะล้มได้ทันทีซึ่งมันต่างกันและเมื่อเราใส่น้ำเข้าไปแล้วพู่กันนั้นมันหนักมันก็จะล้มจะทำให้ไม่สะดวกต่อการวางภาพทำให้เลอะเทอะไปหมดซึ่งความที่เรามักง่ายความที่เราว่ามันอะไรก็ได้แต่สิ่งที่เรานั้นแนะนำก็จะเป็น ถังล้างพู่กัน พลาสติก Project 

ซึ่งก้นมันจะใหญ่มันสามารถจะมีฐานและไม่สามารถที่มันจะล้มได้หากเราเคยเห็นหรือสังเกตสะนั้นมันจะไม่มีทางที่มันจะล้มได้อีกที่งมันจะงสะดวกกระทัดรัด เเละ พับเก็บได้สามารถที่จะพกไปที่ไหนๆก็เพรันสะดวกมีน้ำหนักเบาต่อไปในส่วนที่สำคัญก็คือฟองน้ํา ฟองน้ําจะต้องเป็นฟองน้ำที่มีผ้าหุ้มซึ่งเป็นฟองน้ำที่เอาไว้ใช้ถูตัวเด็กเราจะใช้ในส่วนที่มีความนุ่มเพื่อใช้พนึบกระดาษ

และสิ่งที่สำคัญมากที่สุดก็คือพู่กันพู่กันนั้นมีหลายชนิดทั้งที่เก็บพู่กันการรักษาพุ่กันอะไรต่างๆชนั้นพุ่งกันจะมีหลายอย่างเราจะแบ่งเป็นพุ่กันกลมพู่งกันแบนและอีกอันก็จะมีลักษณะคล้ายไม้กวาดชื่อจริงๆเลยคือพุ่กันไม้กวาดฟังชั่นของมันก็มีพื้นที่ในการใช้สอยที่แตกต่างกันออกไปชนั้นพุ่งกันก็จะแบ่งกันในเชิงลึกว่าพุ่งกันขนอ่อนพุ่งกันขนแข็ง

ซึ่งพุ่งกันขนอ่อนที่มีลวดมัดนั้นจะมีขนที่อ่อนลักษระต่างกันกับพุ่งกับที่มีขนแข็งพุ่กันขนแข็งนั้นจะเป็นใยสังเคราะห์ชะส่วนใหญ่หรือจะเป็นพุ่กันอีกอย่างหนึ่งที่ทำมาจากขนสัตว์มันจะมีลักษณะไม่อ่อนมากไม่แข็งมากซึ่งมันจะใช้ในการเขียนภาพสีน้ำได้ดีกว่าหรือจะเป็นพุ่กันปลายตัด

ซึ่งมันมีวิธีการใช้ประโยช์นก็ต่างกันเพราะฉะนั้นพุ่งกันเหล่านี้จะเป็นขนแข็งเป็นใยสังเคราะห์กันสะส่วนใหญ่ฉะนั้นเราก็จะต้องแยกให้ออกเพราะวิธีการใช้มันก็จะแตกต่างกันออกไปสำหรับในด้านการทำงานเขียนภาพสีน้ำของนักศิลปะนั้นเขาก็จะใช้พุ่กันไม่เหมือนกันก็ขึ้นอยู่กับลักษณะงานศิลป์ของแต่ละบุคคล

 

ขอบคุณเรื่องราวโดย  entaplay

ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นก่อสงครามทั่วทวีป

เรื่องราวของการใช้อาวุธทำลายล้างม้วนชนครั้งแรกในประวัติศาสตร์เป้าหมายคือ จักรวรรดิญี่ปุ่นวันที่6สิงหาคมคริสตศักราช1945ระเบิดที่ไม่เหมือนกับลูกไหนๆก็ได้ล่นลงมาเหนือเมืองฮิโรชิม่าระเบบิดลูกนี้ได้รับการออกแบบโดยนักวิทยาศษสตร์ชั้นยอดของโลกและการนำเอามันมาใช้คือการตัดสิ้นใจทางการเมืองครั้งสำคัญที่สุดใน

ประวัติศาสตร์เรื่องราวของลูกเรือบนเครื่องบินที่ปติบัติการภาระกิจลับในการทิ้งะเบิดที่ทำให้เมืองฮิโรชิม่าทั้งเมืองต้องพังพินาจภายในไม่กีวินาทีและระเบิดลูกนั้นก็ได้ช่วยยุติสงครามโลกครั้งที่2และเป็นจุดเริ่มต้นบทใหม่ของประวัติศาสตร์ของม้วนมนุษย์สยชาติในปีคริสตศักราช1920ญี่ปุ่นได้เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจตกต่ำอย่างหนัก

จนทำให้รัฐบาลเริ่มมีความอ่อนแอแนวคิดเรื่องการปกครองแบบเผด็จการของยุโรปเริ่มระบาดในหมู่ของทหารของญี่ปุ่นและยังได้รับการสนับสนุนจากประชาชนที่อยู่ในสภาวะอับจนทางเศรษฐกิจด้วยกองทัพก็ได้เริ่มแยกตัวเป็นอิสระจากการบังคับบันชาของรัฐบาลจนในปีปีคริสศักราช1931กองทัพญี่ปุ่นก้ได้เข้ายึดประเทศแมนจูของจีน

โดยที่รัฐบาลญี่ปุ่นนั้นไม่ทราบเรื่องจึงได้เป็นการแสดงออกอย่างชัดเจนว่ากองทัพไม่ยอมรับอำนาจของรัฐบาลจากนั้นอีก4ปีกองทัพญี่ปุ่นได้ก่อรัฐประหารเพื่อที่จะล้มรัฐบาลแต่มันก็ไม่ได้เป้นผลสำเร็จกับทำให้เหล่าขุนพลเหล่านั้นกลับยิ่งมีอำนาจมากขึ้นจนในปีคริสตศักราช1941 นายพลฮิเดกิ โตโจ นายทหารคนสำคัญก็ได้เป้นนายกรัฐมนตรีและนับตั้งแต่นั้นมา

ประเทศญี่ปุ่นก็ได้มีรูปแบบในการบริหารแบบฟาสซิลแบบในยุโรปและช่วงเริ่มสงครามใหม่ๆญี่ปุ่นดูท่าทางว่าจะไปได้สวยได้บุกไปทำลายอ่างไข่มุกที่เกาะฮาวายของอเมริกาโดยที่อเมริกาทำอะไรไม่ได้เลยในแถบเอเชียไม่ว่าจะไปบุกที่ประเทศจีน เกลาหลี หรือไม่ว่าจะไปที่ไหนๆ

ก็ไม่มีใครที่จะสามารถต้านทานญี่ปุ่นได้กองกำลังของประเทศญี่ปุ่นนั้นเข้มแข็งเป็นอย่างมากแต่พอมาถึงช่วงปลายสงครามครั้งที่2ประเทศที่เป็นเกาะหรือจะมาต้านทานมหาอำนาจอย่างอเมริกาได้ญี่ปุ่นเริ่มอ่อนแอเรือบรรทุกน้ำมันที่นำน้ำมันมาจากประเทศอินโดนีเซียก็โดนโจมตีเชื้อเพลิงไม่มีเรือที่ขนเสบียงก็โนโจมตีได้จมทะเลก่อนจะไปถึงจุดหมายคนญี่ปุ่นที่ไปรบในแถบอาเชียได้เสียชีวิตกันไปเป็นจำนวนมาจากการขาดเสบียงอาหารและยารักษาโรคในประเทศญี่ปุ่นเครื่องบินอเมริกาได้บินมาถล่มญี่ปุ่นทุกคืนเมืองใหญ่

ๆ ไม่ว่าจะเป็น โตเกียว  โอซาก้า นาโกย่า โดน ถล่มแถบจะเป็นเมืองล่างเกือบทั้งเมืองทหารและพลเรือนเสียชีวิตเป็นจำนวนมากแสนแสนยานุภาพของเครื่องบินรบญี่ปุ่นช่วงหลังสงครามก็แถบจะทำอะไรเรืรบอเมริกาไม่ได้เลยทำได้อย่างเดียวคือวิ่งชนเพื่อที่จะเอาตัวรอด

ตำนานพระแก้วมรกตจากเวียงจันทร์กลับมาสู่ไทย

ตามประวัติตำนานพระแก้วมรกตนั้น เดิมถูกค้นพบที่ประเทศไทยและได้ถูกพระเจ้าชัยเชษฐา อันเชิญไปประดิษฐานที่นครเวียงจันทร์และได้อยู่นั่นเป็นระยะเวลาถึง 215 ปี และมีเหตุการณ์เกิดขึ้นที่ประเทศไทยได้พระแก้วมรกตกลับคืนมานั่นก็คือ ในปี พ.ศ. 2310

พม่าได้บุกตีกรุงศรีอยุธยาและในเวลาไม่นานพระเจ้าตากสินก็ได้ยึดคืนกรุงศรีอยุธยากลับคืนมาเป็นราชธานีอีกครั้งซึ่งพระเจ้าตากสินใช้ระยะเวลา 15 ปีก็สามารถรวมรวมกรุงศรีอยุธยาให้กลับมาเป็นปึกแผ่นอีกครั้งโดยมีเจ้าพระยามหากษัตรศึกคอยเป็นพระสหายและคอยถวายงานอย่างใกล้ชิด 

ซึ่งเจ้าพระยามหากษัตรศึกคอยถวายงานพระเจ้าตากสินโดยเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดและไม่นานก็มีการไปตีเมืองเวียงจันทร์และสามารถยึดเมืองเวียงจันทร์มาเป็นเมืองขึ้นได้สำเร็จและได้อัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐานที่เมืองกรุงธนบุรี ซึ่งตรงกับปี พ.ศ. .2321

ซึ่งสมเด็จพระเจ้าตากสินได้ทรงอัญเชิญพระแก้วมรกตไปประดิษฐานไว้กับวัดอรุณ และพระแก้วมรกตได้ประดิษฐานอยู่ที่เมืองกรุงธนบุรีจนกระทั่งพระเจ้าตากสินเสด็จสวรรคต โดยในต่อมาภายหลัง เจ้าพระยามหากษัตรศึก ได้ปราบดาขึ้นเป็นสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

ซึ่งก็คือรัชกาลที่ 1 นั่นเองและ สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้ทรงมีการย้ายราชธานีข้ามฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยามาตั้งใหม่อยู่ตรงจุดที่เป็นกรุงเทพในปัจจุบัน และในตอนนั้นพระแก้วมรกตก็ได้ถูกอัญเชิญข้ามแม่น้ำมาด้วยและได้มีการจัดพิธีอันยิ่งใหญ่โตมโหฬารและสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ทรงโปรดให้มีการสร้างรัตนศาสดารามหรือที่ปัจจุบันชาวบ้านต่างก็เรียกกันว่าวัดพระแก้วเพื่อให้เป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตนั้นเอง

และหลังจากนั้น สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 จึงได้ให้จัดงานสมโภชน์ติดต่อกันยาวนานถึง 3 วัน 3 คืน เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองวัดพระศรีรัตนศาสดารามซึ่งเป็นที่ประดิษฐานต่อพระแก้วมรกตและต่อมาภายหลังรัชกาลที่ 1 ทรงเปลี่ยนชื่อราชธานีใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับพระนามของพระแก้วมรกตชึ่งมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรณ์โดยเปลี่ยนชื่อราชธานีเป็นกรุงเทพมหานครในปัจจุบัน

ซึ่งแปลว่าเป็นราชธานีที่ประดิษฐาน พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรณ์ ซึ่งแกะสลักขึ้นจากหยกอันงดงามที่สุดวิจิตรและบรรจงโดยเป็นที่เชื่อกันว่า พระแก้วมรกตจะช่วยเสริมพระเกียรติบารมีของพระมหากษัตรผู้ทรงสถาปนากรุงเทพมหานคร

และนี่คือประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับการอัญเชิญพระแก้วมรกตจากเวียงจันทร์มาสู่ประเทศไทยได้อย่างไร

ประวัติศาสตร์การแย่งชิงยึดอำนาจของกัมพูชา

ตำนานสังหารที่โลกไม่เคยลืมบทบันทึกความเลวร้ายปรากฏในประวัติศาสตร์ที่มนุษย์กับมนุษย์กระทำด้วยกันอย่างป่าเถื่อนทารุณโศกนาฏกรรม กัมพูชา  ช่วงที่เขรมแดงเรืองอำนาจหลังจากที่ได้ยึดครองกรุงพนมเปญในปี2518ทั่วทั้งแผ่นดินนั้นแดงไปด้วยเลือดประชาชนผู้ผู้บริสุทธิ์ได้ตกเป็นเหยื่อของความโหดเฮี้ยม

ย้อนอดีตหลายศตวรรษให้หลังมหาอาณาจักรอันเกรียงไกรประวัติศาสตร์ กัมพูชา ยุคใหม่เริ่มต้นเมื่อได้รับเอกราชอย่างสมบูรณ์ตามข้อตกลงจาก เจนีวา ระหว่างเวียดนามกับฝรั่งเศษเมื่อพุทธศักราช2497สมเด็จเจ้านโรดมสีหนุได้ปกครองประเทศมาอย่างต่อเนื่อง

จนกระทั้งผลกกระทบต่อสงครามเย็นทำให้กัมพูชาในช่วงปี2508สภาพเศรษฐกิจเลอะสภาพของสังคมต่ำเสื่อมโทรมถึงขีดสุดเกิดความวุ่นวายทางการเมืองและการเดินขบวนประทวงของนักศึกษาและประชาชนเดือนเมษายม2510ชาวบ้านและชาวนาในเขตอำเภอสำรูด จังหวัดพระตะบอง

ก่อการจรจนรัฐบาลส่งทหารเข้าปราบปามอย่างรุณแรงทำให้ประชาชนซึ่งได้ถูกรวมเรียกว่าฝ่ายซ้ายหลบหนีไปเข้ารวมกับคอมนิสกัมพูชาที่ได้ตั้งฐษนที่มั่นอยู่ในพื้นที่ป่าเขาต่อมาเดือนมีนาคม2513นายพล ลอน นอล ได้ทำการรัฐประหารก่อนกองกำลังฝ่ายคอมนิสกัมพูชาหรือเขรมแดงมีเวียดกรงเป็นพันธ์มิตรเข้ายึดอำนาจปกครองกัมพูชาได้สำเร็จ

เมื่อวันที่17เมษายน2518จริงๆแล้วต้องบอกว่า นายพล ลอน นอล  นั้นได้รับการสนับสนุนอย่างลับๆจากสหรัฐอเมริกาเพื่อที่จะล้มอำนาจของ สมเด็จเจ้านโรดมสีหนุ หลังจากที่ได้ทำการรัฐประหารยึดอำนาจเสร็จสิ้น สมเด็จเจ้านโรดมสีหนุ ได้หลีกภัยไปอยู่ที่ประเทศจีน

และได้ปลุกกระแสม้วนชนที่ยังคงสนับสนุนพระองค์จากทางวิทยุกระจายเสียงและผู้ที่อยู่เบี้ยงหลังเขรมแดงที่แท้จริงคนกัมพูชาคงจะรู้ดีอยู่แก่ใจ สมเด็จเจ้านโรดมสีหนุ ได้ปลุกกระแสม้วนชนให้หันมาสนับสนุนกองทัพเขรมแดงซึ่ง ณ ตอนนั้นยังไม่ได้แสดงท่าแท้ของความเฮี้ยมโหดออกมาโดยหวังว่าพระองค์จะได้กลับมาปกครองประเทศอีกครั้งหลังจากที่เขรมแดงได้เข้ายึดอำนาจได้ในปี2518และทุกอย่างนั้น

ดูเหมือนว่ามันจะดีขึ้นแต่ไม่นานมาพระองค์ก็ได้ถูกพวกเขรมแดงรวบอำนาจทั้งหมดจากนั้นมากัมพูชาก็ตกอยู่ภายใต้อำนาจของนาย พล พต ผู้ที่นำกลุ่มเขรมแดงผู้ที่ล้มรัฐบาลนายพล ลอน นอล ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา กัมพูชาในกำมือของ พล พต ระหว่างปี2518ถึง2522ได้ตกอยู่ในความรุณแรงอย่างสุดขั่วเพื่อประปรุงเศรษฐกิจและสังคมนิยมพึ้งตนเองและไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากภายนอกประเทศ

และก้ไม่ยอมที่จะเป็นมิตรกับประเทศชาติใดๆโดนเดียวประเทศออกจากอิทธิพลของต่างชาติและได้ปิดโรงเรียนโรงพยาบาลโรงงานยกเลิกระบบธนาคารระบบเงินตรา

ประวัติศาสตร์คุกตวลสเลงหรือS21ที่มีความโหดติดอันดับโลก

ตวลสเลงซึ่งเป็นคุกถือได้ว่าเป็นความโหดร้ายที่สุดที่ติดอันดับโลกแห่งหนึ่งเลยก็ว่าได้ก็คือคุกแห่งนี้นั้นแต่เดิมเป็นโรงเรียนมัธยมจะมีพื้นที่ประมาณ9ไร้แล้วก็จะมีตึกอยู่ประมาณทั้งหมด4ตึกในแต่ละตึกนั้นก็จะมีก็จะมีสามชั้น ซึ่งสถานที่นี้เป็นคุกของตวลสเลง อยู่ที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา 

วันนี้เราจะมาพูดถึงประวัติศาสตร์ที่คุกตวลสเลง หรือที่เรียกกันอย่างไม่เป็นทางการ คือ S21 และที่คุกแห่งนี้นั้นยังได้จัดให้เป็นพิพิธภัณฑ์อีกด้วยเรื่องทั้งหมดนี้ได้เกิดขึ้นเมื่อในปี1975ถึงปี1979ซึ่งจะเป็นพิพิธภัณฑ์ฆ่าล้างเผ่าพันที่แห่งนี้

ถือได้ว่าเป็นคุกที่ติดอันดับที่มีความโหดร้ายที่สุดแต่คนที่เข้ามาที่คุกนั้นจะต้องมีลมหายใจอยู่แต่ถ้าใครที่คิดอยากจะออกจะต้องหมดลมหายใจเท่านั้นที่จะออกได้และในช่วง1975ถึงปี1979และคนที่ได้เล่าให้ฟังนั้นเขาก้ได้อยู่ในเหตุการณ์ด้วยและครอบครัวของเขาก็สูญหายที่คุกตวลสเลงแห่งนี้ด้วยและทุกวันนี้ก็ยังหายไม่เจอคาดว่าหน้าจะเสียชีวิตที่คุกแห่งนี้เลย

เมื่อช่วงเวลา4ปีที่แล้วก็ได้มีการถูกทรมานกักขังแล้วก็เสียงชีวิตทั้งหมด1,2000คนทุกวันนี้เขาก็ยงหาญาติที่เสียชีวิตไม่เจอแล้วก็อย่างที่บอกไปว่าคุกที่ตวลสเลงนั้นเขาได้ตั้งชื่อมาจากพระมหากษัตริย์ของกัมพูชาในสมัยก่อนแล้วก็มาในตอนหลังก็ได้เปลี่ยน S21หรือว่าคุกตวลสเลง ทั้งหลังนั้นมีหลุมศพประมา14หลุมและทางด้านหลังของหลุมศพนั้นเราก็จะเห็นอนุสาวรีย์ที่ทางยูเนสโกเขาได้สร้างเอาไว้และที่สสร้างเอาไว้เพื่อให้เรานั้นลำลึกถึงเหตุการณ์ที่เลวร้ายของ คุกของตวลสเลงแห่งนี้

อย่างที่ได้กล่าวไปเมื่อข้างต้นนั้นแต่ก็ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะทำกับมนุษย์เดียวกันในอย่างลงคอและตึกที่ได้อยู่ข้างหลุมศพนั้นเมื่อก่อนจะเป็นชั้นเรียนมัธยมและตึกนี้เขาจะเรียกกันว่าตึกอาคารเอและตึกนี้ก็จะเป็นตึกของอาหารขังเดียว

และเมื่อได้เดินเข้าไปที่ตัวอาคารนั้นก็จะเห็นป้ายต่างๆที่แสดงให้เห็นข้อห้ามต่างๆณที่ตรงนั้นและเมื่อเราได้เข้าไปดูห้องนักโทษนั้นก็จะมีประวัติที่ค่อนข้างที่จะทรมานนักโทษอยู่เหมือนกันและบรรดานักโทษก็จะใช้กล่องเหล่านี้เพื่อขับถ่ายหากใครที่ทำเลอะเทอะเปรอะพื้นโดนที่ไม่ได้ตั้งใจก็จะต้องทำความสะอาดด้วยตัวเองโดยที่ใช้ลิ้นเสียสิ่งปฏิกูลที่ตัวเองนั้นทำเลอะเทอะให้สะอาดและถ้าหากว่าใครที่ไม่ทำก็จะถูกทุบตีอย่างทรมานจนเสียชีวิต