การค้นพบมอธแมนที่ซิคาโกและมนุษย์แคระที่ไม่สามารถอธิบายได้

มอธแมนที่ซิคาโก

ตลอดปี2017ได้มีผู้คนมากกว่า50คนที่อยู่ในเมืองซิคาโกที่ได้พบสิ่งปริศนาที่บินได้ ซึ่งได้เชื่อกันว่ามันได้เป็นมอธแมนสิ่งนั้นได้มีลักษณะที่เหมือนกันกับมนุษย์ได้มีปีกสีดำขนาดใหญ่มีขาเป็นกล้ามเนื้อมีหางยาวและที่ดวงตาเรืองแสงเป็นสีแดง

ซึ่งหนึ่งในการพบเจอนั้นก็ได้มีผู้ที่สามารถบันทึกภาพของมันไว้ได้ด้วยความบังเอิญในขณะที่ช่างภาพกำลังถ่ายภาพหุ่นไฟเบอร์ที่ตั้งอยู่ในเมืองซิคาโกบางคนได้กล่าวว่าสิ่งที่เหมือนมนุษย์มีปีกนั้นได้บินโฉบไปมาด้วยความเงียบแต่ในขณะที่บางคนกลับบอกว่าพวกมันได้ส่งเสียงที่แหลมและดังเหมือนเสียงรถเบรคลักษณะของมันก็จะมีความสูงวประมาณ2.1เมตร

มักจะพบมันในช่วงกลางคืนและโดยส่วนมากมักจะปรากฎตัวในบริเวณทะเลสาบมิชิแกนหลังจากที่ได้มีการพบ มอธแมน จึงทำให้ชาวเมืงเกิดความหวาดกลัวที่เชื่อว่ามันอาจจะเป็นลางร้ายเหมือนกับที่ได้เคยเกิดขึ้นในเมืองพอยท์เพลแซนท์รัฐเวสต์เวอร์จิเนียในปี1967 ที่ได้มีมอธแมนปรากฎตัวขึ้นก่อนจะเกิดเหตุการณ์ที่สะพานซิลเวอร์ถล่ม

มนุษย์แคระปริศนา

 ในปี2012ขณะที่ เคนไฟเฟอร์ กำลังได้ทำงานกะดึกอยู่ภายในโรงงานแก๊สที่ตั้งอยู่ในรัฐเทกซัสหางตาของเขาได้เห็นบางสิ่งที่เดินโยกไปมาเขาจึงได้รีบถ่ายภาพเก็บเอาไว้ โดยเป็นภาพที่ได้ปรากฎบางสิ่งมีลักษณะเหมือนเด็กและมีปากที่กว้างดูน่าขนลุกสิ่งปริศนานั้น

ได้หายตัวไปก่อนที่เขาจะเดินเข้าไปใกล้มันอีกทั้งยังได้มีภาพวีดีโอเพิ่มเติมที่มีการเผยแพร่ออกมา ซึ่งเป็นภาพของบางสิ่งที่มีลักษณะคล้ายกับเด็กหรือคนแคระที่ปรากฎอยู่ในประเทศอเจนตินา ก่อนหน้านั้นไม่กี่ปี โดยในช่วงเวลานั้นชาวเมืองในอเจนตินาได้มีรายงานว่าถูกบางสิ่งที่เหมือนเด็กตัวเล็กไล่ทำร้ายคนที่เดินผ่านไปมาบ้างก็ว่าได้ถูกผลักตกจากจักรยานไปจนถึงถูกทำให้สลบทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้มีการแจ้งเตือนให้ชาวเมืองหลีกเลี่ยงในการเดินลำพังในช่วงกลางคืน

จนกระทั่งต่อมาสิ่งมีชีวิตปริศนานั้นได้หายตัวไปจากพื้นที่ทั้งนี้ยังได้มีอาลีโอเชนกาเป็นเป็นซากของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่ถูกพบโดยหญิงชราคนหนึ่งในประเทศรัสเซียปี1996ลักษณะของมันจะมีความยาวประมาณ25ซม.โดยมีลักษณะที่คล้ายกับเด็กที่เกิดก่อนวัยอันควรแต่เบ้าตาของมันได้มีขนาดใหญ่ครึ่งของใบหน้าและที่กระโหลกมีกระดูกแค่เพียง4

ส่วนทั้งที่จริงแล้วกะโหลกของมนุษย์ควรจะมี6ส่วนทางด้านเจ้าหน้าที่ชันสูตรศพได้ทำการตรวจสอบและพบว่ามันไม่ใช่ทั้งมนุษย์และสัตว์แต่เป็นรูปแบบสิ่งมีชีวิตใหม่ โดยเชื่อว่ามันอาจจะเป็นสิ่งที่มาจากนอกโลกอีกทั้งยังได้เชื่อกันว่าสิ่งปริศนานี้ได้ถูกต้องคำสาปและมันมีเหตุการณ์ที่มันไม่สามารถที่จะอธิบายได้เกิดขึ้นและคร่าชีวิตของผู้ที่ได้เข้ามาเกี่ยวข้อง

 

สนับสนุนโดย  next88 สมัคร

ถ้ำน้ำเขาศิวะ 

              สำหรับช่างที่เราจะพูดถึงกันต่อไปนี้ที่มีความเชื่อกันว่าเป็นสถานที่ที่มีการเชื่อมต่อไปยังเมืองบาดาลของพญานาคได้นั้นก็คือถ้ำน้ำเขาศิวะซึ่งอยู่ที่จังหวัดสระแก้ว โดยจะอยู่ในเขตอำเภอคลองหาดและถ้ำแห่งนี้ชาวบ้านได้มีการค้นพบเมื่อปีพุทธศักราช 2519

ซึ่งหลังจากที่มีการขุดพบถ้ำแห่งนี้ชาวบ้านบางคนก็จะเข้ามาหาของภายในถ้ำหรือเมื่อมาหาของป่าภายในบริเวณใกล้ๆถ้ำแห่งนี้และมีผลต่อก็จะมาพักอาศัยหลบแดดหลบฝนอยู่ภายในถ้ำแห่งนี้ว่ากันว่าหลังจากที่มีการค้นพบถ้ำแห่งนี้มายาวนานถึง 8 ปี

อยู่มาวันหนึ่งชาวบ้านบางคนก็ได้เห็นว่ามีสิ่งชีวิตชนิดหนึ่ง มีลำตัวยาวมากๆและมีสีแดงโดยกำลังเล่นน้ำอยู่ซึ่งสัตว์ชนิดนี้ว่ายน้ำเวียนไปทางขวา ซึ่งชาวบ้านเชื่อกันว่าการที่สัตว์ชนิดนั้นว่ายน้ำแล้วเอียงขวานั้นเหมือนกับการที่คนเราเดินเวียนรอบพระอุโบสถดังนั้นชาวบ้านจึงเชื่อกันว่าบริเวณนี้เป็นบริเวณที่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อาศัยอยู่

และแน่นอนว่าสัตว์ที่มีความยาวมากและมีสีแดงแถมยังเล่นน้ำอยู่ภายในบริเวณถ้ำนั้นชาวบ้านต่างก็ร่ำลือกันว่าสิ่งมีชีวิตชนิดนี้คือพญานาคนั่นเอง หลังจากที่มีคนพบเห็นสิ่งมีชีวิตที่คล้ายกับพญานาคชาวบ้านต่างก็เชื่อกันว่านี่คือถ้ำพญานาคจึงได้พากันมาสร้างศาลขึ้นบริเวณที่หน้าปากถ้ำ ตั้งชื่อศาลนี้ว่าศาลปู่นาคาซึ่งอยู่ตรงหน้าปากถ้ำน้ำเขาศิวะนี่เอง

ซึ่งสถานที่แห่งนี้ปัจจุบันนี้ชาวบ้านคนไหนที่เดินทางผ่านไปผ่านมาแถวนี้ต่างก็จะมากราบไหว้ขอพร และมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับภายในถ้ำน้ำเขาศิวะด้วยซึ่งมีเรื่องเล่ากันว่ามีเจ้าหน้าที่ได้มาสำรวจถ้ำแห่งนี้และทางเจ้าหน้าที่นั้นได้ลงไปสำรวจในน้ำที่อยู่ภายในถ้ำน้ำเขาศิวะ เจ้าหน้าที่นั้นมีการดำรงไปภายใต้น้ำภายในถ้ำนั้นและดำไปจนสุดทางซึ่งบริเวณดังกล่าวนั้นเป็นทางตัน น้ำภายในถ้ำแห่งนี้จะค่อนข้างลึกมากเมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึงทางตันก็ขึ้นมาบอกเล่าให้คนอื่นฟังว่าเขานั้น

ได้ดำไปยังจนสุดทางตันและเป็นแหล่งน้ำที่ลึกที่สุด ซึ่งระหว่างที่เขามีการดำไปในใต้น้ำนั้นเขาเห็นสถานที่แห่งหนึ่งมีลักษณะคล้ายกับเมืองบาดาล สำหรับถ้ำน้ำเขาศิวะแห่งนี้นั้นเรียกได้ว่าเป็นถ้ำที่มีความลึกลับซับซ้อนและผู้คนส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยกล้าเข้ามาสำรวจกันมากนักเนื่องจากเกรงว่าจะเป็นที่อยู่ของเหล่าพญานาคทั้งหลายจึงมีความเชื่อกันว่าถ้ำแห่งนี้น่าจะเป็นทางเชื่อมต่อระหว่างเมืองบาดาลกับโลกมนุษย์นั่นเอง 

 

สนับสนุนโดย  rb88 thailand

ตำนานเขาตาม่องล่ายจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 

          ถ้าเราจะมาพูดกันถึงเรื่องสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ที่มีความสวยงามและมีจุดชมวิวอยู่บนเทือกเขาและอย่างที่จะสามารถมองเห็นความงดงามของอ่าวประจวบได้แล้วแล้วก็ ต่างก็ต้องนึกถึงเขาตาม่องล่ายด้วยกันทุกคน และแน่นอนว่าสถานที่แต่ละที่นั้นย่อมมีตำนานเป็นของตัวเองดังนั้นเขาตาม่องล่าย

ก็ย่อมมีตำนานเป็นของเขาเช่นเดียวกัน ด้วยว่ากันว่าตำนานของเขาตาม่องล่ายนี้ได้กลายมาเป็นชื่อภูเขาและเป็นชื่อเกาะแก่งต่างๆ ทั่วทั้งภาคตะวันออกเลยทีเดียวซึ่งตำนานนั้นมีการพูดถึงและเล่าขานกันว่า ตาม่องล่ายนี่คือชื่อชายคนหนึ่งซึ่งเขาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านอ่าวน้อย

เขามีลูกสาวคนหนึ่งเป็นหญิงสาวที่สวยงามมากชื่อว่านางยมโดย ด้วยความงดงามของนางยมโดยนี้เองทำให้มีเจ้าเมืองประจวบนั้นชื่นชอบความงามของนางและมาขอนางแต่งงาน ซึ่งตาม่องล่ายก็ได้ยกลูกสาวให้กับเจ้าเมืองประจวบโดยที่เขานั้นไม่ได้ปรึกษาหรือบอกเล่าเรื่องราวนี้ให้กับนางรำพึงภรรยาของเขารู้เลย ต่อมา ได้มีลูกชายของเจ้ากรุงจีนได้เดินทางล่องเรือสำเภามาค้าขาย

กับคนไทยเมื่อได้คบกับนางยมโดยก็เกิดชอบพอจึงได้มาทำการสู่ขอนางยมโดยกับนางรำพึงผู้เป็นแม่และนางรำพึงนั้นก็ยกให้ ลูกชายของเจ้ากรุงจีนเช่นกันโดยที่นางรำพึงนั้นก็ไม่ได้มีการบอกตาม่องล่ายเช่นเดียวกัน ดังนั้นเมื่อถึงวันที่ต้องยกขันหมากมาสู่ขอนางยมโดยทำให้มีขันหมากนั้นมาจากทางเจ้ากรุงจีนและขันหมากมาจากเจ้าเมืองประจวบ

ซึ่งขันหมากทั้งสองแห่งนั้นก็มาเจอหน้ากัน ทั้งสองฝ่ายต่างก็ตกใจกันมากที่ยกขบวนขันหมากมาเจอหน้ากันแต่อย่างไรก็ตามเรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้เป็นสาเหตุให้ทางตาม่องล่ายและนางรำพึงนั้นเกิดการทะเลาะวิวาทกัน โดยนางรำพึงนั้นด้วยความที่โมโหจึงได้คว้าหมวกไปฟาดใส่ที่ใบหน้าของตาม่องล่ายหมวกนั้นได้ปลิวไป ตกที่บริเวณริมหาดประจวบ

ซึ่งตรงบริเวณนั้นกลายเป็นภูเขาที่มีรูปร่างคล้ายหมวก ทำให้บริเวณนั้นถูกเรียกต่อมาว่าเขาล้อมหมวก ส่วนทางด้านตาม่องล่ายนั้นก็มีความโมโหภรรยาไม่แพ้กันจึงได้คว้ากระบุงขว้างใส่ภรรยาของตนเอง แต่เนื่องจากนางรำพึงนั้นหลบทันจึงทำให้กระบุงนั้นไปตกที่เกาะแห่งหนึ่งซึ่งต่อมามีชื่อเรียกว่าเกาะกระบุงอยู่ที่จังหวัดตราดนั่นเอง และด้วยความโมโหของตาม่องล่ายไม่ได้มีเพียงเท่านี้

เขาไม่ได้โมโหลูกสาวที่คิดว่าลูกสาวของเขานั้นเป็นต้นเหตุของเรื่องราวทั้งหมดจับร่างลูกสาวเขาฉีกออกเป็น 2 ส่วน โดยซีกหนึ่งนั้นกว้างไปทางเจ้าลาย  ไปตกในทะเลกลายเป็นเกาะนมสาวอยู่ที่อำเภอปราณบุรีส่วนอีกซีกหนึ่งนั้น ขว้างไปให้เจ้ากรุงจีน และร่างไปตกในทะเลจังหวัดจันทบุรี กลายเป็นสาวนั่นเอง ทางด้านนางรำพึงนั้นด้วยความกลัวจึงได้วิ่งหนีไป

และไปนอนร้องไห้รำพึงรำพัน ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นและเต็มใจตายเสียชีวิตลงที่นั่น ซึ่งตรงจุดนั้นเรียกว่าเขาแม่รำพึงส่วนตาม่องล่ายเองนั้น เขาเสียใจหนักมากได้ไปนั่งกินเหล้าอยู่ตรงเชิงเขาริมทะเล โดยเขากินเหล้าจนเสียชีวิตหลังจากนั้นที่นั่นก็เรียกว่าเขาตาม่องล่ายนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

 

 

สนับสนุนโดย  entaplay poker

สาเหตุที่น้ำในหลุมอุกกาบาตน้ำที่ตกลงมายังเมืองการันกัส

อุกกาบาตการันกัส

หลายวันหลังจากที่เกิดเหตุทางเจ้าหน้าที่ได้มีการออกมาเตือน เกี่ยวกับคลื่นรังสีที่เป็นอันตราย ซึ่งมันได้ตรงกับรายงานของชาวบ้านแต่นักวิทยาศาสตร์กลุ่มแรกที่ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้มันก็ยังคงไม่สามารถอธิบายได้ถึงลักษณะของสิ่งที่ปรากฎในเหตุการณ์นี้ได้ โดยเฉพาะฟองที่มันได้เกิดขึ้นมาในหลุมอุกกาบาต ซึ่งในปกติอุกกาบาตหรือวัตถุหรือวัตถุใดๆก็ตาม

เมื่อได้เข้าสู่ชั้นบรรยกาศของโลกแล้วจะมีมวลที่ลดน้อยลงและจากนั้นความร้อนที่มันได้เกิดจากการเสียดสีมันก็จะมีอุณหภูมิที่ต่ำลงแต่ทว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้มันกลับต่างออกไป ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ต่างก็ได้ยืนยันว่าอุกกาบาตนี้นี่เองที่ได้เป็นต้นเหตุ

ที่ทำให้น้ำในหลุมร้อนจนถึงจุดเดือด ซึ่งเมื่อได้ทำการวิเคราะห์แล้วจึงได้พบว่าอุกกาบาตนี้มันได้เป็นเพียงอุกกาบาตหินประเภทคอนไดร์ทปกติทั่วไปเท่านั้นและได้เป็น87%ของอุกกาบาตที่ตกลงสู่โลก โดดยมีต้นกำเนิดจากดาวเคราะห์น้อยที่อยู่ในอวกาศสามดวง

ซึ่งดาวเคราะห์น้อยเหล่านั้นได้อยู่ในกลุ่มเดียวกันกับอุกกาบาตที่มันได้เคยตกลงสู่โลกในยุคออร์โดวิเชียนที่ทำให้เกิดการระเบิดและทำให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพ เมื่อ470ล้านปีก่อน ซึ่งอุกกาบาตที่ได้ตกลงมาในการันกัสนี้ถือว่าเป็นอุกกาบาตชนิดเดียวที่ผ่านชั้นบรรยากาศของโลกมาได้โดยที่มวลของมันไม่ได้รับความเสียหายมากเท่าที่มันควรจะเป็นทว่าจากการตรวจสอบด้วย

สเปคโทรกราฟกลับไม่พบข้อมูลเพิ่มเติมที่เกี่ยวกับอาการป่วยปริศนาที่ได้เกิดขึ้นกับชาวบ้านเพราะว่ามันไม่ได้มีการค้นพบในการปนเปื้อนทางด้านชีววิทยาใดๆเลยทั้งสิ้นและยังปล่อยให้เป็นไปตามหลักการของทางนักวิทยาศาสตร์อีกต่อไปเพื่อหาขอสรุปออกมาให้ได้ว่าสาเหตุมันมาจากจุดใด

คำอธิบายถึงสาเหตุ?

หลังจากสี่วันที่ได้มีการเกิดเหตุการณ์ก็ยังได้มีรายงานเข้ามาว่าชาวบ้านที่ได้มีอาการเจ็บป่วยปริศนาเหล่านั้นพวกชาวบ้านต่างก็ได้มีอาการที่ดีขึ้นแต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันก็ยังไม่มีใครที่จะรับรู้ถึงสาเหตุที่แน่นชัดได้อยุ่ดี ซึ่งข้อสรุปที่หลากหลายข้อที่มันดูเหมือนว่ามันจะเป็นไปได้มันก็ยังคงได้เป็นที่ถกเถียงกันอยู่ตรงที่จุดเกิดเหตุได้พบว่าได้มีสารหนูตกค้าง

อยู่ในบริเวณนั้นจึงได้สันนิษฐานว่าความร้อนจากอุกกาบาตนั่นเองที่มันได้ทำให้น้ำปนเปื้อนกับสารหนูร้อนจนถึงจุดเดือดและได้ปล่อยไอน้ำที่มีสารหนูปนเปื้อนลอยไปตาอวกาศซึ่งชาวบ้านที่มีอาการป่วยต่างเป็นผู้ที่เข้ามาสำรวจหรือได้อยู่ใกล้กับจุดเกิดเหตุทั้งสิ้น

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  ติดต่อ rb88

กองทัพอากาศประจำจุดรอสเวลล์หน่วยที่8ได้ครอบครองจานบิน

หากพูดถึงมนุษย์ต่างดาวหนึ่งในเหตุการณ์สะเทือนโลกและได้เป็นจุดเริ่มต้นของการให้ความสำคัญกับ เอเลียน มากขึ้นในเวลาให้หลัง นั้นก็คือ อุบัติการณ์จานบินตกที่รอสเวลล์ได้มีการอธิบายเหตุการณ์ในครั้งนี้

อย่างหลากหลายทั้งที่เป็นทางการและไม่ได้เป็นทางการ แม้ว่ารัฐบาลสหรัฐจะออกมาประกาศว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเพียงบอลลูนตรวจการณ์ทางทหารของกองทัพบกเท่านั้นแต่ถึงอย่างไรก็ตามคำอธิบายที่มีชื่อเสียงและผู้คนต่างได้ให้ความสำคัญมากที่สุดนั่น

ก็คือวัตถุดังกล่าวเป็นยานอวกาศของสิ่งมีชีวิตของภูมิปัญญาจากนอกโลกและเรื่องราวที่จะพูดต่อจากนี้ไปก็คือ เรื่องราวสุดประหลาดที่เกิดขึ้นที่ไร่แห่งหนึ่งที่เมือง รอสเวลล์ เมื่อวันที่8กรกฎาคม ปี1947 เรืออากาศโทวอเตอร์โฮนท์

ซึ่งได้เป็นฝ่ายประชาสัมพันธุ์ของกองทัพบกสหรัฐแแห่งเมืองรอสเวลล์เขาได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่ากองทักบกได้ครอบครองจานบินลำหนึ่ง ซึ่งได้ตกมายังพื้นโลก เมื่อวันที่4กรกฎาคม ปี 1947 แล้วในเวลาต่อมาได้มีการแก้ข่าวในภายหลังว่าวัตถุที่ตกดังกล่าวนั้นมันได้เป็นเพียงบอลลนูตรวจการเท่านั้นเอง ประมาณเกือบเที่ยวคืนของวันที่ 4กรกฎาคม ปี 1947

ก็ได้มีเจ้าของฟามร์ที่ได้อยู่นอกเมืองรอสเวลล์ก็ได้เห็นปรากฎการณ์ที่แปลกประหลาดอยู่บนท้องฟ้าในคืนที่มีพายุฝนฟ้าคนองมีฟ้าผ่ามีแสงออกมา เจ้าขอไร่ได้กล่าวว่าเขาได้เห็นยานลักษณะสีเทาน้ำเงินได้ถูกฟ้าผ่าแตกออกมาเป็นชิ้นจนได้เสียการทรงตัว

และได้ตกลงสู่ท้ายไร่พร้อมกับมีเสีงที่ดังสนั่นตามมาและ เนื่องจากความกลัวเขาจึงไม่กล้าออกไปดูอีกทั้งยังดึกและมืดมากจนกระทั่งรุ่งเช้าเขาจึงได้ออกเดินทางไปยังที่จุดประหลาดตกและได้พบกับยานสีเทาน้ำเงินได้จอดอยู่บนพื้นในลักษณะตะแคงข้างปีกอีกข้างหนึ่ง

จมปักลงไปในพื้นจากนั้นเจ้าของไร่ก็ได้นำเอาเรื่องนี้ไปแจ้งให้กับนายอำเภอของเมืองรอสเวลล์ในขณะนั้นและได้ออกข่าวในสถานีวิทยุท้องถิ่นว่าได้เกิดเหตุยานยูเอฟโอตก ที่ไร่จากนั้นนายอำเภอก็ได้นำเอาเรื่องนี้ไปแจ้งให้กับผู้บังคับการบินกองทัพอากาศทางเมืองรอสเวลล์จากนั้นไม่นานมาก็ได้มีการแถลงการณ์ฉบับใหม่ว่าสิ่งที่ถูกฟ้าผ่าและได้ตกลงมาที่ไร่นั้น

มันเป็นบอลลนูตรวจอากาศ ซึ่งมันได้ถูกหุ้มด้วยฟรอยจึงทำให้มันได้มีสีเทาน้ำเงินและมันได้สะท้อนแสงออกมาการรายงานข่าวดังกล่าวได้กลายมาเป็นเรื่องดังและได้มีผู้คนจำนวนมากมายได้พูดถึงการทั้งสหรัฐสำนักข่าวต่างประเทศได้เปิดเผยว่าฝูงบินที่ทิ้งระเบิดที่509หน่วยที่8ของกองทัพอากาศประจำจุดรอสเวลล์ได้ยึดครองจานบินลำหนึ่งที่ฟาร์มสัตว์เลี้ยง

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนัน แทงขั้นต่ํา10บาท

เหตุใดไดโนเสาร์ถึงได้สูญพันธุ์ไปจากโลก?

สำหรับการสูญพันธุ์ครั้งที่4ในยุคไดโนเสาร์ ซึ่งได้เกิดขึ้นมาเมื่อประมาณ201.3ล้านปีก่อน ในยคุไทรแอสซิก-จูแรสซิกหรือในยุคเริ่มต้นของไดโนเสาร์ที่ยังไม่ได้มีไดโนเสาร์ที่ตัวใหญ่ๆหรือไดโดเสาร์ที่ร้อย%จะเป็นยุคเริ่มต้นพวกสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่อยู่ในทะเลเสียมากกว่า

โดยในยุคนี้เขาได้บอกว่ามีสิ่งมีชีวิตสูญพันธุ์ไปกว่า70-75%และตัวเด่นๆที่มันได้สูญพันธุ์ไปเลยนั่นก็คือ คอโนดอนต์  ซึ่งมันจะเป็นสัตว์ที่ดูคล้ายๆกับปลาไหลและมันยังได้มีลักษณะที่เด่นๆเลยก็คือมันมีฟันที่เป็นลักษณะเป็นใบเลื่อยและในการล้างบางครั้งนี้เขาก็ได้คาดการณ์กันว่าเกิดจากการปะถุของภูเขาไฟที่ได้ปล่อยลาวาออกมามากที่สุดในโลก

สูงงกว่าสองถึงสามล้านลูกบาศก์กิโลเมตรจนลาวามันได้ครอบคลุมพื้นที่ยาวไปกว่า11ตารางกิโลเมตรกันเลย หรือถ้าจะให้เราพูดแบบให้เห็นภาพกันก็คือลาวาที่พุ่งออกมาจากภูเขาไฟในปริมาณนั้นได้ครอบคลุมไปหมดหรือมากกว่าทวีป ทวีปหนึ่งกันเลยทีเดียวและที่สำคัญก็คือในการปะทุครั้งนั้นมันได้ทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

ปริมาณมากออกมาจากภูเขาไฟและผลที่ตามมาก็คือมันมีอยู่สองอย่างสำหรับก๊าศคาร์บอนไดออกไซด์มันจะทำให้โลกร้อนขึ้นเนื่องจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มันเป็นก๊าซเรืองกระจกและปริมาณที่มันได้ออกมาขนาดนั้นมันได้มีผลกระทบอยู่อีกอย่างหนึ่งก็คือทำให้ทะเลเกิดภาวะหนึ่งที่เรียกว่า “ทะเลกรด“ ไปทั่วโลก

ส่วนก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่มันออกในปริมาณมากก็มีผลเสียอยู่เหมือนกันโดยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์จะเปลี่ยนสภาพไปเป็นกรดSulfuric Acidมันเลยทำให้มีฝนตกลงมาในหลายพื้นที่จนทำให้สิ่งมีชีวิตไม่สามารถที่จะมีชีวิตอยู่ต่อได้และเกิดการล้มตายเป็นจำนวนมากจนมันได้สูญพันธุ์ไปนั่นเอง และครั้งสุดท้ายนี้มันน่าจะเป็นครั้งที่ใครหลายๆคน

ได้มีความสนใจกันมากที่สุดเกิดขึ้นเมื่อประมาณ66ล้านปีก่อนในยุคของครีเทเชียส-พาลิโอจีน ตามบันทึกเขาได้บอกว่าครั้งนี้ได้มีสิ่งมีชีวิตสูญพันธุ์ไปกว่า75%และในยุคนั้นสัตว์ที่สูญพันธุ์ที่โด่งดังที่สุดในตอนนั้นก็คือพวกไดโนเสาร์ทั้งหลายแต่เหตุการณ์การล้างเผ่าพันธุ์ไดโนเสาร์ที่เกิดขึ้นในอดีตที่ผ่านมาก็มีข้อดีอยู่ในตัวเหมืนกันก็คือพอหลังจากที่ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ไปแล้ว

มันก็ได้มีช่องว่างให้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในยุคสมัยนั้นเข้ามาแทนที่และได้ใช้ชีวิตและมีการดำรงชีวิตได้มาถึงทุกวันนี้และถ้าตามบันทึกได้มีการบอกเอาไว้แบบนี้จริงๆเราของสรุปความหนึ่งอย่างเลยคือถ้าสมมุติว่าในยุคนั้นไม่มีการล้างเผ่าพันธุ์ไดโนเสาร์เป็นไปได้หรือไม่ว่าปัจจุบันอาจจะไม่มีมนุษย์แบบเราอยู่ก็เป็นได้

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนัน ดีที่สุด pantip

ตำนานภูตป่าหรือแฟรี่มีตัวตนจริงๆอยู่บนโลก

ตำนานภูตป่าหรือแฟรี่มีตัวตนจริงๆอยู่บนโลกและเคยมีคนพบเจอมาแล้วจริงหรือไม่?

สำหรับเรื่องนี้มันก็ได้เป็นอีกหนึ่งตำนานที่น่าสนใจและเราก็เชื่อว่าหลายๆคนก็น่าจะรู้จักกันมาเป็นอย่างดีอยู่แล้วและเราก็ได้ไปหาข้อมูลลงไปลึกๆจริงๆเขาได้บอกว่าในอดีต เมื่อประมาณปี1800-1900เขาได้มีการบันทึกและได้ยืนยันกันอย่างชัดเจนว่าเคยมีการค้นพบ แฟรี่ หรือ ภูตป่า มาแล้วและได้มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ

เวลาที่เราได้พูดถึงตำนาน ภูตป่าหรือภูตจิ๋ว หรือ เจ้าตัวแฟรี่ เราเชื่อว่าหลายๆคนก็คงจะจำภาพในรูปแบบของสิ่งที่มีชีวิตขนาดเล็กที่ได้มีรูปร่างน่าตาเหมือนกับมนุษย์แต่สิ่งที่มีชีวิตเหล่านั้นมีขนาดตัวที่เล็กกว่ามนุษย์หลายสิบเท่ามากมีหูที่แหลมคล้ายกับเผ่าเอล

และที่สำคัญก็คือมีปีนคล้ายกับผีเสื้อหรือแมลงและสามารถบินได้อย่างรวดเร็วจนบางตำนานได้ว่ากันว่าคนธรรมดาไม่สามารถที่จะมองเห็นด้วยตาเปล่าได้

ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะรู้จักภูตป่าหรือแฟรี่กันประมาณนี้แต่ถามว่าบางตำนานของแแฟรี่มันเป็นแบบที่เรารู้แบบนั้นร้อยเปอร์เซนเลยหรือเปล่า ถ้าเอาตามข้อมูลที่เราได้หามาเราต้องขอบอกว่ามันถูกต้องแต่ไม่ได้ถูกต้องครบร้อยเปอร์เซน คือ เราจะต้องขอบอกแบบนี้ก่อนเลยว่าตำนานแฟรี่

มันได้เป็นตำนานที่มันได้มีอยู่ทั่วโลกในรูปแบบของ ภูต ขนาดจิ๋ว ภูตตัวเล็กหรือผีพราย ที่อาศัยอยู่ในป่าวิญญาณที่ได้สิงห์อยู่ในป่าไม้ ซึ่งในแต่ละที่นั้นมันก็จะมีชื่อที่เรียกแตกต่างกันออกไปแต่ส่วนใหญ่ตำนานภูตป่าแฟรี่เหล่านี้จะอยู่ในรูปแบบของมนุษย์ตัวจิ๋วและจะถูกพบเห็นหรือจะถูกพบเจอในพื้นที่ป่าลึกหรือบนภูเขาอย่างเดียวเท่านั้น

ซึ่งถ้าจะให้เรายกตัวอย่างชื่อเช่นชื่อที่เราได้คุ้นหูกันหรือชื่อในตำนานเราก็ได้ไปเจอมาประมาณสามถึงสี่ชื่อก็จะมีFer Sidhe มีPixy มีFairy โดนชื่อทั้งหมดเป็นชื่อของภูตป่าหรือภูตที่มีขนาดจิ๋วทั้งหมดเลย ซึ่งลักษณะทั้งสามตัวนี้ไม่ได้แตกต่างกันมากแต่ข้อแตกต่างของสามตัวนี้มันมีอยู่เล็กน้อยคืออย่าง Pixyกับ Fairy

จะมีลักษณะภูตที่มีนิสัยสนุกสนานร่าเริงและเป็นมิตรต่อมนุษย์ว่ากันว่ามีพลังวิเศษที่สามารถทำให้ผลไม้ที่อยู่ในป่าเจริญเติบโตขึ้นมาได้อย่างรวดเร็วและถ้าเกิดผู้ใดที่มีอาการอ่อนล้าปวดเมื่อยมีอาการป่วยอยู่ได้กินผลไม้ที่เหล่าแฟรี่ได้ทำให้เจริญเติบโตขึ้นนั้นก็จะทำให้อาการปวดเมื่อยหายไปได้อย่างเห็นได้ชัด

 

สนับสนุนโดย  dewabet

รูปภาพของหลุมอุกกาบาตบนดวงจันทร์ที่มีชื่อว่า โคเปอร์นิคัส

แมคมูน 

ซึ่งในปี2009ที่ภายในร้านแมคโดนัลร้างที่นาซาได้ใช้เป็นสถาที่ ในการตรวจสอบเทปแม่เหล็กในภายใต้โครงการที่ได้มีชื่อว่า “แมคมูน”  ซึ่งมันก็ได้ทำให้พบกับรูปภาพ ในยุคแรกของภารกิจสสำรวจบนดวงจันทร์และยังได้เผยให้เห็นถึงภาพในต้นฉบับที่ได้มีความละเอียดสูงและในส่วนบริเวณด้านหลังของเคาน์เตอร์ของร้านแมคโดนัลด์

ซึ่งมันได้ถูกใช้ให้เป็นพื้นที่เก็บม้วนฟิล์มขนาด70มม.อีกทั้งก็ยังได้พบกับรูปภาพของสำเนาที่ได้มาจากอวกาศที่ได้ส่งผ่านมายังโลกกลับมายังที่โลกและนี่มันก็ได้เป็นหนึ่งในภาพที่ได้กู้คืนมาได้โดยได้กล่าวได้ว่าเป็นภาพแรกที่ได้ถ่ายดาวโลกจากบนดวงจันทร์

โดยยานลูนาร์ออร์บิเตอร์1ที่รวมไปถึงรูปภาพของหลุมอุกกาบาตบนดวงจันทร์ที่มีชื่อว่า โเปอร์นิคัส ซึ่งในยุคนั้นมันได้เป็นภาพที่ถูกขนานนามว่า “ภาพแห่งศตวรรษ” 

อพอลโล11

ในวันที่5สิงหาคม ปี2006 ก็ได้มีข้อมูลที่รั่วไหลออกมาจากองค์การนาซาที่ได้มีความเกี่ยวข้องกับการลบเทปวีดีโอต้นฉบับของภารกิจการเข้ามาเหยียบบนดวงจันทร์โครงการอพอลโล11คาดว่าได้มีเทปการบันทึกที่สูญหายไปกว่า200,000ม้วน

โดยภายในเทปเหล่านั้นมันอาจจะมีวีดีโอฟุตเทจของภารกิจแห่งประวัติศาสตร์อยู่เชื่อกันว่าได้มีเทปจำนวนมากที่มันได้ถูกลบไปด้วยความผิดพลาด เนื่องจากว่าได้มีการนำเอาเทปเหล่านั้นเข้ามาใช้ซ้ำ ในช่วงที่ระหว่างที่ขาดแคลนเทปบันทึกข้อมูลใน ช่วงปี 1980

แต่มันน่าแปลกที่ได้มีการพบข้อมูลในการโทรมาตรของภารกิจอพอลโลในห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ทางทะเลของออสเตรเลียแต่ถึงเช่นนั้นมันก็ยังไม่ได้มีการค้นพบวีดีโอทางด้านฝั่งของรัฐเซียก็ไม่เห็นด้วยที่นาซา เก็บเรื่องเทปที่สูญหายเอาไว้เป็นความลับและยังได้มีการเรียกร้องให้มีการตรวจสอบโดยมีเป้าหมายที่จะต้องการความจริงที่เกี่ยวข้องกับการเหยียบบนดวงจันทร์ของอเมริกาที่

ซึ่งได้มีอยู่หลายคนที่เขาได้เชื่อว่า “เป็นเรื่องหลอกหลวง” ต่อมา ทางนาซาเองก็ได้ออกมาแถลงการอย่างเป็นทางการว่า “เทปต้นฉบับในบางส่วนนั้นมันน่าจะยังถูกเก็บเอาไว้ในที่ศูนย์การบินอวกาศก็อดเดิร์ด” แต่พวกเขาก็ยังไม่มีการค้นพบ หรือนำเอาออกมาเผยแพร่ใดๆทั้งสิ้นอีกทั้งทางรัฐเซียก็ยังตั้งข้อสงสัยอีกว่านอกจากเทปที่มันได้สูญหายไปแล้วพวกเขายังได้จับการมีพิรุธของการหายสาบสูญของหินจากดวงจันทร์ที่มีขนาดเกือบ400กิโลกรัมที่ทางนาซาได้นำเอากลับเข้ามายังโลก ในระหว่างภารกิจอพอลโล

 

สนับสนุนโดย  sagame77

ตำนานแม่มด ฮูดู แห่ง นิวออร์ลีนส์ 

        ตำนานเกี่ยวกับแม่มดหมอผี ที่มีอยู่ที่เมืองนิวออร์ลีนส์   ของประเทศสหรัฐอเมริกา  ซึ่งเมือง นิวออร์ลีนส์ แห่งนี้เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงอย่างมากเกี่ยวกับเรื่องของการบูชาพ่อมดหมอผีหรือพวกลัทธิฮูดูที่เข้ามายึดพื้นที่ตั้งแต่เมื่อ 200 กว่าปีก่อนมาแล้ว

  ซึ่งช่วงเวลานั้นเป็นช่วงที่ทาสชาวแอฟริกันได้พากันอพยพเข้ามาที่เมือง นิวออร์ลีนส์ แห่งนี้และได้นำลัทธิฮูดูเข้ามาด้วย ซึ่งลัทธิ ฮูดู นี้เป็นลัทธิที่มีอายุเก่าแก่มานานกว่า 7000 ปีมาแล้ว

โดยเฉพาะในประเทศแถบสหรัฐอเมริกา  โดยมี หญิงสาวคนหนึ่งที่เธอมีชื่อว่า  Marrie Laveau  ว่ากันว่าเธอนั้นเป็นผู้นำของลัทธิฮูดู เลยก็ว่าได้ เพราะเธอนั้น เป็นคนที่มีความศรัทธาอย่างแรงกล้า เกี่ยวกับคำสาปแช่งและเกี่ยวกับลัทธิฮูดูนี้ 

สำหรับ   Marrie Laveau นั้นมีการเล่าลือกันถึงเรื่องของเธอ ว่าเธอนั้นมีอายุอยู่ในช่วงปีคริสต์ศักราช 1800   โดยมีการเล่ามาจากเพื่อนบ้านของเธอซึ่งมีบ้านที่อยู่ใกล้ๆกับบ้านของ  Marrie Laveau  นั้นต่างก็ออกมาพูดถึง Marrie Laveau กันว่า เธอนั้นสามารถใช้เวทมนตร์ได้ทั้งกับคนและก็สัตว์ เรื่องเล่าเกี่ยวกับวิชาอาคมของ Marrie Laveau นั้น

มีการเล่าเป็นตำนานสืบต่อกันมา จนถึงแม้ว่าปัจจุบัน Marrie Laveau จะเสียชีวิตไปนานแล้ว แต่เรื่องเล่าของเธอก็ยังคงมีการเล่าต่อกันมาอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นตำนานของเมืองนิวออร์ลีนส์ ไปแล้ว และใน ปัจจุบันนี้ได้มีบริษัทจัดทำทัวร์ขึ้นมาเป็นการทำทัวร์เพื่อมาเที่ยวบ้านของ  Marrie Laveau  

และลูกทัวร์สามารถเข้าไปขอพรให้ Marrie Laveau  ช่วยใช้วิชามนต์ดำนั้นสาปแช่งบุคคลที่พวกเขาไม่ชอบได้ด้วย โดยลูกทัวร์ส่วนใหญ่นั้นก็จะเข้าไปในบ้านของเธอเพื่อพากันไปบนบานศาลกล่าวเพื่อขอให้เธอนั้นช่วยเหลือ ด้วยการให้เธอนั้นช่วยสาบศัตรูคู่อริของพวกเขาให้ศัตรูของพวกเขานั้นมีอันเป็นไป แต่คนที่จะขอได้นั้นจะต้องมีการปฏิบัติตามกฎอย่างเคร่งครัด

โดยกฎ ที่ว่าก็คือ คนที่จะขอพรคำสาปแช่งนั้นจะต้อง เคาะโลงศพของ  Marrie Laveau  จำนวน 3 ครั้งหลังจากนั้นก็จะต้องหมุนตัว 3 ครั้งแบบทวนเข็มนาฬิกา  และต้องนำเหล้ารัมมาเซ่นไหว้หลุมศพ  Marrie Laveau พร้อมทั้งผู้ที่ต้องการขอให้  Marrie Laveauช่วยสาปแช่งให้นั้น

จะต้องมีการกระโดดข้ามหลุมฝังศพของ  Marrie Laveauจำนวน 3 รอบอีกด้วย หลังจากกระโดดเสร็จเรียบร้อยแล้วผู้ที่กระโดดจะต้องมีการตะโกนชื่อของ Marrie Laveau ออกมาดังๆและให้บอกว่าถูกประสงค์ว่าต้องการที่จะให้ Marrie Laveauช่วยสาปแช่งใคร ซึ่งมีการเล่าลือกันว่าคำสาปแช่งและการใช้มนต์ดำของ Marrie Laveauนั้น ขลังมากๆ

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  sagame

เสียง The Bloopปริศนาที่ดังมาจากใต้ท้องทะเลที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้

มหาสมุทรนั้นมันได้เป็นพื้นที่กว้างใหญ่และยังไม่ได้มีการเข้าไปทำการสำรวจมากที่สุดบนโลกใบนี้และที่มันได้น่าทึ่งไปกว่านั้นก็คือใน95%ของมหาสมุทรที่ยังไม่ได้ถูกเห็นโดยมนุษย์และมันก็ยังได้เป็นคำถามอยู่เรื่อยมาว่าในท้อที่ของมหาสมุทร

ที่มันยังไม่ถูกสำรวจนั้นมันจะมีอะไรที่ซ่อนอยู่ใต้ท้องทะเลบ้างและ ทางด้านผู้เชียวชาญจำนวนมากก็ได้เชื่อกันว่ามันก็คงจะไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกหากพื้นที่ของผิวน้ำที่มีความกว้างใหญ่นั้นมันจะมีสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่มากๆที่มันยังไม่ได้ถูกค้นพบและเราจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่า

เวลาที่ได้มีการพูดถึงท้องทะเลลึกที่มันยังไม่เคยได้ถูกสำรวจและสิ่งแรกๆที่มีผู้คนพูดถึงนั้นก็คือความเป็นไปได้ที่จะมีสิ่งมีชีวิตในใต้ท้องทะเลที่มันมีความน่ากลัวในตำนานและถึงแม้ว่าในความคิดเช่นนั้นมันจะฟังดูเจ๋งไม่น้อยแต่มันก็ยังน่ากลัวมากอีกเช่นกัน

และในระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาเทคโนโลยีมันได้ช่วยให้มีการตรวจจับและได้พบเข้ากับสิ่งที่ลึกลับที่มันได้อาศัยอยู่ใต้มหาสมุทรและจนถึงทุกวันนี้มันก็ยังไม่มีคนที่จะสามารถสรุปได้อย่างมั่นใจว่ามันเป็นเสียงของอะไรกันแน่นและมันอาจะเป็นเสียงของสัตว์ที่มันได้มีชีวิตอยู่ใต้ท้องทะเลหรือสิ่งที่มันมีชีวิตอะไรกัน

แน่นเสียงจากใต้ทะเลที่ว่ากันว่าลึกลับมากที่สุดเท่าที่มันได้มีการถูกบันทึกมา The Bloopเรามาเริ่มกันด้วยเสียงจากใต้น้ำที่ได้เป็นที่รู้จักกันมากที่และThe Bloopพวกคุณหลายคนก็อาจจะเคยได้ยินกันมาบ้างแล้วแต่ในบางคนก็ยังไม่มีโอกาสที่เคยได้ฟังมัน

ซึ่งมันได้ถูกจับได้จากเครื่องมือตรวจวัดสัญญาณเสียงหรือไฮโดโฟนที่มันได้ถูกติดตั้งลงในทุ่นมหาสมุทรแปซิฟิกและไม่ว่ามันจะเป็นเสียงของอะไรและเสียงของมันก็ได้มีเสียงในความถี่ที่ต่ำมากและมันก็ได้มีความถี่สูงขึ้นมาเรื่อยๆในเวลาแค่เพียงหนึ่งนาทีอีกทั้งยังเป็นเสียงที่ดังมากๆจนไมโคโฟนใต้น้ำ

สามารถจับได้ทั้งที่ต้นเสียงมันได้มาจากที่ที่ห่างไกลถึง3,000ไมล์เวอร์ชั่นทั่วไปที่ทุกคนสามารถที่จะหาฟังกันได้ในอินเตอร์เน็ตและมันก็จะถูกเร่งความเร็วถึง16เท่ามันจึงสามรถทำให้คุณนั้นสามารถได้ยินเสียงของ The Bloopได้ง่ายกว่าในแบบของต้นฉบับที่มันดูเป็นความลึกลับ

และน่าขนลุกมากกว่าหลังจากที่คลิปเสียงนั้นมันได้ถูกเผยแพร่ออกมามันจึงทำให้องค์กรบริหารสมุทรศาสตร์และบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐอเมริกาหรือnoaaค้นหาพื้นที่ที่จุดเกิดเสียงก้ได้พบว่ามันได้อยู่ห่างออกไปจากชายฝั่งของอเมริกาใต้ประมาณ650ไมล์

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  เว็บพนันดีที่สุด