กองทัพอากาศประจำจุดรอสเวลล์หน่วยที่8ได้ครอบครองจานบิน

หากพูดถึงมนุษย์ต่างดาวหนึ่งในเหตุการณ์สะเทือนโลกและได้เป็นจุดเริ่มต้นของการให้ความสำคัญกับ เอเลียน มากขึ้นในเวลาให้หลัง นั้นก็คือ อุบัติการณ์จานบินตกที่รอสเวลล์ได้มีการอธิบายเหตุการณ์ในครั้งนี้

อย่างหลากหลายทั้งที่เป็นทางการและไม่ได้เป็นทางการ แม้ว่ารัฐบาลสหรัฐจะออกมาประกาศว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเพียงบอลลูนตรวจการณ์ทางทหารของกองทัพบกเท่านั้นแต่ถึงอย่างไรก็ตามคำอธิบายที่มีชื่อเสียงและผู้คนต่างได้ให้ความสำคัญมากที่สุดนั่น

ก็คือวัตถุดังกล่าวเป็นยานอวกาศของสิ่งมีชีวิตของภูมิปัญญาจากนอกโลกและเรื่องราวที่จะพูดต่อจากนี้ไปก็คือ เรื่องราวสุดประหลาดที่เกิดขึ้นที่ไร่แห่งหนึ่งที่เมือง รอสเวลล์ เมื่อวันที่8กรกฎาคม ปี1947 เรืออากาศโทวอเตอร์โฮนท์

ซึ่งได้เป็นฝ่ายประชาสัมพันธุ์ของกองทัพบกสหรัฐแแห่งเมืองรอสเวลล์เขาได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่ากองทักบกได้ครอบครองจานบินลำหนึ่ง ซึ่งได้ตกมายังพื้นโลก เมื่อวันที่4กรกฎาคม ปี 1947 แล้วในเวลาต่อมาได้มีการแก้ข่าวในภายหลังว่าวัตถุที่ตกดังกล่าวนั้นมันได้เป็นเพียงบอลลนูตรวจการเท่านั้นเอง ประมาณเกือบเที่ยวคืนของวันที่ 4กรกฎาคม ปี 1947

ก็ได้มีเจ้าของฟามร์ที่ได้อยู่นอกเมืองรอสเวลล์ก็ได้เห็นปรากฎการณ์ที่แปลกประหลาดอยู่บนท้องฟ้าในคืนที่มีพายุฝนฟ้าคนองมีฟ้าผ่ามีแสงออกมา เจ้าขอไร่ได้กล่าวว่าเขาได้เห็นยานลักษณะสีเทาน้ำเงินได้ถูกฟ้าผ่าแตกออกมาเป็นชิ้นจนได้เสียการทรงตัว

และได้ตกลงสู่ท้ายไร่พร้อมกับมีเสีงที่ดังสนั่นตามมาและ เนื่องจากความกลัวเขาจึงไม่กล้าออกไปดูอีกทั้งยังดึกและมืดมากจนกระทั่งรุ่งเช้าเขาจึงได้ออกเดินทางไปยังที่จุดประหลาดตกและได้พบกับยานสีเทาน้ำเงินได้จอดอยู่บนพื้นในลักษณะตะแคงข้างปีกอีกข้างหนึ่ง

จมปักลงไปในพื้นจากนั้นเจ้าของไร่ก็ได้นำเอาเรื่องนี้ไปแจ้งให้กับนายอำเภอของเมืองรอสเวลล์ในขณะนั้นและได้ออกข่าวในสถานีวิทยุท้องถิ่นว่าได้เกิดเหตุยานยูเอฟโอตก ที่ไร่จากนั้นนายอำเภอก็ได้นำเอาเรื่องนี้ไปแจ้งให้กับผู้บังคับการบินกองทัพอากาศทางเมืองรอสเวลล์จากนั้นไม่นานมาก็ได้มีการแถลงการณ์ฉบับใหม่ว่าสิ่งที่ถูกฟ้าผ่าและได้ตกลงมาที่ไร่นั้น

มันเป็นบอลลนูตรวจอากาศ ซึ่งมันได้ถูกหุ้มด้วยฟรอยจึงทำให้มันได้มีสีเทาน้ำเงินและมันได้สะท้อนแสงออกมาการรายงานข่าวดังกล่าวได้กลายมาเป็นเรื่องดังและได้มีผู้คนจำนวนมากมายได้พูดถึงการทั้งสหรัฐสำนักข่าวต่างประเทศได้เปิดเผยว่าฝูงบินที่ทิ้งระเบิดที่509หน่วยที่8ของกองทัพอากาศประจำจุดรอสเวลล์ได้ยึดครองจานบินลำหนึ่งที่ฟาร์มสัตว์เลี้ยง

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนัน แทงขั้นต่ํา10บาท

เหตุใดไดโนเสาร์ถึงได้สูญพันธุ์ไปจากโลก?

สำหรับการสูญพันธุ์ครั้งที่4ในยุคไดโนเสาร์ ซึ่งได้เกิดขึ้นมาเมื่อประมาณ201.3ล้านปีก่อน ในยคุไทรแอสซิก-จูแรสซิกหรือในยุคเริ่มต้นของไดโนเสาร์ที่ยังไม่ได้มีไดโนเสาร์ที่ตัวใหญ่ๆหรือไดโดเสาร์ที่ร้อย%จะเป็นยุคเริ่มต้นพวกสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่อยู่ในทะเลเสียมากกว่า

โดยในยุคนี้เขาได้บอกว่ามีสิ่งมีชีวิตสูญพันธุ์ไปกว่า70-75%และตัวเด่นๆที่มันได้สูญพันธุ์ไปเลยนั่นก็คือ คอโนดอนต์  ซึ่งมันจะเป็นสัตว์ที่ดูคล้ายๆกับปลาไหลและมันยังได้มีลักษณะที่เด่นๆเลยก็คือมันมีฟันที่เป็นลักษณะเป็นใบเลื่อยและในการล้างบางครั้งนี้เขาก็ได้คาดการณ์กันว่าเกิดจากการปะถุของภูเขาไฟที่ได้ปล่อยลาวาออกมามากที่สุดในโลก

สูงงกว่าสองถึงสามล้านลูกบาศก์กิโลเมตรจนลาวามันได้ครอบคลุมพื้นที่ยาวไปกว่า11ตารางกิโลเมตรกันเลย หรือถ้าจะให้เราพูดแบบให้เห็นภาพกันก็คือลาวาที่พุ่งออกมาจากภูเขาไฟในปริมาณนั้นได้ครอบคลุมไปหมดหรือมากกว่าทวีป ทวีปหนึ่งกันเลยทีเดียวและที่สำคัญก็คือในการปะทุครั้งนั้นมันได้ทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

ปริมาณมากออกมาจากภูเขาไฟและผลที่ตามมาก็คือมันมีอยู่สองอย่างสำหรับก๊าศคาร์บอนไดออกไซด์มันจะทำให้โลกร้อนขึ้นเนื่องจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มันเป็นก๊าซเรืองกระจกและปริมาณที่มันได้ออกมาขนาดนั้นมันได้มีผลกระทบอยู่อีกอย่างหนึ่งก็คือทำให้ทะเลเกิดภาวะหนึ่งที่เรียกว่า “ทะเลกรด“ ไปทั่วโลก

ส่วนก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่มันออกในปริมาณมากก็มีผลเสียอยู่เหมือนกันโดยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์จะเปลี่ยนสภาพไปเป็นกรดSulfuric Acidมันเลยทำให้มีฝนตกลงมาในหลายพื้นที่จนทำให้สิ่งมีชีวิตไม่สามารถที่จะมีชีวิตอยู่ต่อได้และเกิดการล้มตายเป็นจำนวนมากจนมันได้สูญพันธุ์ไปนั่นเอง และครั้งสุดท้ายนี้มันน่าจะเป็นครั้งที่ใครหลายๆคน

ได้มีความสนใจกันมากที่สุดเกิดขึ้นเมื่อประมาณ66ล้านปีก่อนในยุคของครีเทเชียส-พาลิโอจีน ตามบันทึกเขาได้บอกว่าครั้งนี้ได้มีสิ่งมีชีวิตสูญพันธุ์ไปกว่า75%และในยุคนั้นสัตว์ที่สูญพันธุ์ที่โด่งดังที่สุดในตอนนั้นก็คือพวกไดโนเสาร์ทั้งหลายแต่เหตุการณ์การล้างเผ่าพันธุ์ไดโนเสาร์ที่เกิดขึ้นในอดีตที่ผ่านมาก็มีข้อดีอยู่ในตัวเหมืนกันก็คือพอหลังจากที่ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ไปแล้ว

มันก็ได้มีช่องว่างให้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในยุคสมัยนั้นเข้ามาแทนที่และได้ใช้ชีวิตและมีการดำรงชีวิตได้มาถึงทุกวันนี้และถ้าตามบันทึกได้มีการบอกเอาไว้แบบนี้จริงๆเราของสรุปความหนึ่งอย่างเลยคือถ้าสมมุติว่าในยุคนั้นไม่มีการล้างเผ่าพันธุ์ไดโนเสาร์เป็นไปได้หรือไม่ว่าปัจจุบันอาจจะไม่มีมนุษย์แบบเราอยู่ก็เป็นได้

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนัน ดีที่สุด pantip

ตำนานภูตป่าหรือแฟรี่มีตัวตนจริงๆอยู่บนโลก

ตำนานภูตป่าหรือแฟรี่มีตัวตนจริงๆอยู่บนโลกและเคยมีคนพบเจอมาแล้วจริงหรือไม่?

สำหรับเรื่องนี้มันก็ได้เป็นอีกหนึ่งตำนานที่น่าสนใจและเราก็เชื่อว่าหลายๆคนก็น่าจะรู้จักกันมาเป็นอย่างดีอยู่แล้วและเราก็ได้ไปหาข้อมูลลงไปลึกๆจริงๆเขาได้บอกว่าในอดีต เมื่อประมาณปี1800-1900เขาได้มีการบันทึกและได้ยืนยันกันอย่างชัดเจนว่าเคยมีการค้นพบ แฟรี่ หรือ ภูตป่า มาแล้วและได้มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ

เวลาที่เราได้พูดถึงตำนาน ภูตป่าหรือภูตจิ๋ว หรือ เจ้าตัวแฟรี่ เราเชื่อว่าหลายๆคนก็คงจะจำภาพในรูปแบบของสิ่งที่มีชีวิตขนาดเล็กที่ได้มีรูปร่างน่าตาเหมือนกับมนุษย์แต่สิ่งที่มีชีวิตเหล่านั้นมีขนาดตัวที่เล็กกว่ามนุษย์หลายสิบเท่ามากมีหูที่แหลมคล้ายกับเผ่าเอล

และที่สำคัญก็คือมีปีนคล้ายกับผีเสื้อหรือแมลงและสามารถบินได้อย่างรวดเร็วจนบางตำนานได้ว่ากันว่าคนธรรมดาไม่สามารถที่จะมองเห็นด้วยตาเปล่าได้

ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะรู้จักภูตป่าหรือแฟรี่กันประมาณนี้แต่ถามว่าบางตำนานของแแฟรี่มันเป็นแบบที่เรารู้แบบนั้นร้อยเปอร์เซนเลยหรือเปล่า ถ้าเอาตามข้อมูลที่เราได้หามาเราต้องขอบอกว่ามันถูกต้องแต่ไม่ได้ถูกต้องครบร้อยเปอร์เซน คือ เราจะต้องขอบอกแบบนี้ก่อนเลยว่าตำนานแฟรี่

มันได้เป็นตำนานที่มันได้มีอยู่ทั่วโลกในรูปแบบของ ภูต ขนาดจิ๋ว ภูตตัวเล็กหรือผีพราย ที่อาศัยอยู่ในป่าวิญญาณที่ได้สิงห์อยู่ในป่าไม้ ซึ่งในแต่ละที่นั้นมันก็จะมีชื่อที่เรียกแตกต่างกันออกไปแต่ส่วนใหญ่ตำนานภูตป่าแฟรี่เหล่านี้จะอยู่ในรูปแบบของมนุษย์ตัวจิ๋วและจะถูกพบเห็นหรือจะถูกพบเจอในพื้นที่ป่าลึกหรือบนภูเขาอย่างเดียวเท่านั้น

ซึ่งถ้าจะให้เรายกตัวอย่างชื่อเช่นชื่อที่เราได้คุ้นหูกันหรือชื่อในตำนานเราก็ได้ไปเจอมาประมาณสามถึงสี่ชื่อก็จะมีFer Sidhe มีPixy มีFairy โดนชื่อทั้งหมดเป็นชื่อของภูตป่าหรือภูตที่มีขนาดจิ๋วทั้งหมดเลย ซึ่งลักษณะทั้งสามตัวนี้ไม่ได้แตกต่างกันมากแต่ข้อแตกต่างของสามตัวนี้มันมีอยู่เล็กน้อยคืออย่าง Pixyกับ Fairy

จะมีลักษณะภูตที่มีนิสัยสนุกสนานร่าเริงและเป็นมิตรต่อมนุษย์ว่ากันว่ามีพลังวิเศษที่สามารถทำให้ผลไม้ที่อยู่ในป่าเจริญเติบโตขึ้นมาได้อย่างรวดเร็วและถ้าเกิดผู้ใดที่มีอาการอ่อนล้าปวดเมื่อยมีอาการป่วยอยู่ได้กินผลไม้ที่เหล่าแฟรี่ได้ทำให้เจริญเติบโตขึ้นนั้นก็จะทำให้อาการปวดเมื่อยหายไปได้อย่างเห็นได้ชัด

 

สนับสนุนโดย  dewabet

รูปภาพของหลุมอุกกาบาตบนดวงจันทร์ที่มีชื่อว่า โคเปอร์นิคัส

แมคมูน 

ซึ่งในปี2009ที่ภายในร้านแมคโดนัลร้างที่นาซาได้ใช้เป็นสถาที่ ในการตรวจสอบเทปแม่เหล็กในภายใต้โครงการที่ได้มีชื่อว่า “แมคมูน”  ซึ่งมันก็ได้ทำให้พบกับรูปภาพ ในยุคแรกของภารกิจสสำรวจบนดวงจันทร์และยังได้เผยให้เห็นถึงภาพในต้นฉบับที่ได้มีความละเอียดสูงและในส่วนบริเวณด้านหลังของเคาน์เตอร์ของร้านแมคโดนัลด์

ซึ่งมันได้ถูกใช้ให้เป็นพื้นที่เก็บม้วนฟิล์มขนาด70มม.อีกทั้งก็ยังได้พบกับรูปภาพของสำเนาที่ได้มาจากอวกาศที่ได้ส่งผ่านมายังโลกกลับมายังที่โลกและนี่มันก็ได้เป็นหนึ่งในภาพที่ได้กู้คืนมาได้โดยได้กล่าวได้ว่าเป็นภาพแรกที่ได้ถ่ายดาวโลกจากบนดวงจันทร์

โดยยานลูนาร์ออร์บิเตอร์1ที่รวมไปถึงรูปภาพของหลุมอุกกาบาตบนดวงจันทร์ที่มีชื่อว่า โเปอร์นิคัส ซึ่งในยุคนั้นมันได้เป็นภาพที่ถูกขนานนามว่า “ภาพแห่งศตวรรษ” 

อพอลโล11

ในวันที่5สิงหาคม ปี2006 ก็ได้มีข้อมูลที่รั่วไหลออกมาจากองค์การนาซาที่ได้มีความเกี่ยวข้องกับการลบเทปวีดีโอต้นฉบับของภารกิจการเข้ามาเหยียบบนดวงจันทร์โครงการอพอลโล11คาดว่าได้มีเทปการบันทึกที่สูญหายไปกว่า200,000ม้วน

โดยภายในเทปเหล่านั้นมันอาจจะมีวีดีโอฟุตเทจของภารกิจแห่งประวัติศาสตร์อยู่เชื่อกันว่าได้มีเทปจำนวนมากที่มันได้ถูกลบไปด้วยความผิดพลาด เนื่องจากว่าได้มีการนำเอาเทปเหล่านั้นเข้ามาใช้ซ้ำ ในช่วงที่ระหว่างที่ขาดแคลนเทปบันทึกข้อมูลใน ช่วงปี 1980

แต่มันน่าแปลกที่ได้มีการพบข้อมูลในการโทรมาตรของภารกิจอพอลโลในห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ทางทะเลของออสเตรเลียแต่ถึงเช่นนั้นมันก็ยังไม่ได้มีการค้นพบวีดีโอทางด้านฝั่งของรัฐเซียก็ไม่เห็นด้วยที่นาซา เก็บเรื่องเทปที่สูญหายเอาไว้เป็นความลับและยังได้มีการเรียกร้องให้มีการตรวจสอบโดยมีเป้าหมายที่จะต้องการความจริงที่เกี่ยวข้องกับการเหยียบบนดวงจันทร์ของอเมริกาที่

ซึ่งได้มีอยู่หลายคนที่เขาได้เชื่อว่า “เป็นเรื่องหลอกหลวง” ต่อมา ทางนาซาเองก็ได้ออกมาแถลงการอย่างเป็นทางการว่า “เทปต้นฉบับในบางส่วนนั้นมันน่าจะยังถูกเก็บเอาไว้ในที่ศูนย์การบินอวกาศก็อดเดิร์ด” แต่พวกเขาก็ยังไม่มีการค้นพบ หรือนำเอาออกมาเผยแพร่ใดๆทั้งสิ้นอีกทั้งทางรัฐเซียก็ยังตั้งข้อสงสัยอีกว่านอกจากเทปที่มันได้สูญหายไปแล้วพวกเขายังได้จับการมีพิรุธของการหายสาบสูญของหินจากดวงจันทร์ที่มีขนาดเกือบ400กิโลกรัมที่ทางนาซาได้นำเอากลับเข้ามายังโลก ในระหว่างภารกิจอพอลโล

 

สนับสนุนโดย  sagame77

ตำนานแม่มด ฮูดู แห่ง นิวออร์ลีนส์ 

        ตำนานเกี่ยวกับแม่มดหมอผี ที่มีอยู่ที่เมืองนิวออร์ลีนส์   ของประเทศสหรัฐอเมริกา  ซึ่งเมือง นิวออร์ลีนส์ แห่งนี้เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงอย่างมากเกี่ยวกับเรื่องของการบูชาพ่อมดหมอผีหรือพวกลัทธิฮูดูที่เข้ามายึดพื้นที่ตั้งแต่เมื่อ 200 กว่าปีก่อนมาแล้ว

  ซึ่งช่วงเวลานั้นเป็นช่วงที่ทาสชาวแอฟริกันได้พากันอพยพเข้ามาที่เมือง นิวออร์ลีนส์ แห่งนี้และได้นำลัทธิฮูดูเข้ามาด้วย ซึ่งลัทธิ ฮูดู นี้เป็นลัทธิที่มีอายุเก่าแก่มานานกว่า 7000 ปีมาแล้ว

โดยเฉพาะในประเทศแถบสหรัฐอเมริกา  โดยมี หญิงสาวคนหนึ่งที่เธอมีชื่อว่า  Marrie Laveau  ว่ากันว่าเธอนั้นเป็นผู้นำของลัทธิฮูดู เลยก็ว่าได้ เพราะเธอนั้น เป็นคนที่มีความศรัทธาอย่างแรงกล้า เกี่ยวกับคำสาปแช่งและเกี่ยวกับลัทธิฮูดูนี้ 

สำหรับ   Marrie Laveau นั้นมีการเล่าลือกันถึงเรื่องของเธอ ว่าเธอนั้นมีอายุอยู่ในช่วงปีคริสต์ศักราช 1800   โดยมีการเล่ามาจากเพื่อนบ้านของเธอซึ่งมีบ้านที่อยู่ใกล้ๆกับบ้านของ  Marrie Laveau  นั้นต่างก็ออกมาพูดถึง Marrie Laveau กันว่า เธอนั้นสามารถใช้เวทมนตร์ได้ทั้งกับคนและก็สัตว์ เรื่องเล่าเกี่ยวกับวิชาอาคมของ Marrie Laveau นั้น

มีการเล่าเป็นตำนานสืบต่อกันมา จนถึงแม้ว่าปัจจุบัน Marrie Laveau จะเสียชีวิตไปนานแล้ว แต่เรื่องเล่าของเธอก็ยังคงมีการเล่าต่อกันมาอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นตำนานของเมืองนิวออร์ลีนส์ ไปแล้ว และใน ปัจจุบันนี้ได้มีบริษัทจัดทำทัวร์ขึ้นมาเป็นการทำทัวร์เพื่อมาเที่ยวบ้านของ  Marrie Laveau  

และลูกทัวร์สามารถเข้าไปขอพรให้ Marrie Laveau  ช่วยใช้วิชามนต์ดำนั้นสาปแช่งบุคคลที่พวกเขาไม่ชอบได้ด้วย โดยลูกทัวร์ส่วนใหญ่นั้นก็จะเข้าไปในบ้านของเธอเพื่อพากันไปบนบานศาลกล่าวเพื่อขอให้เธอนั้นช่วยเหลือ ด้วยการให้เธอนั้นช่วยสาบศัตรูคู่อริของพวกเขาให้ศัตรูของพวกเขานั้นมีอันเป็นไป แต่คนที่จะขอได้นั้นจะต้องมีการปฏิบัติตามกฎอย่างเคร่งครัด

โดยกฎ ที่ว่าก็คือ คนที่จะขอพรคำสาปแช่งนั้นจะต้อง เคาะโลงศพของ  Marrie Laveau  จำนวน 3 ครั้งหลังจากนั้นก็จะต้องหมุนตัว 3 ครั้งแบบทวนเข็มนาฬิกา  และต้องนำเหล้ารัมมาเซ่นไหว้หลุมศพ  Marrie Laveau พร้อมทั้งผู้ที่ต้องการขอให้  Marrie Laveauช่วยสาปแช่งให้นั้น

จะต้องมีการกระโดดข้ามหลุมฝังศพของ  Marrie Laveauจำนวน 3 รอบอีกด้วย หลังจากกระโดดเสร็จเรียบร้อยแล้วผู้ที่กระโดดจะต้องมีการตะโกนชื่อของ Marrie Laveau ออกมาดังๆและให้บอกว่าถูกประสงค์ว่าต้องการที่จะให้ Marrie Laveauช่วยสาปแช่งใคร ซึ่งมีการเล่าลือกันว่าคำสาปแช่งและการใช้มนต์ดำของ Marrie Laveauนั้น ขลังมากๆ

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  sagame

เสียง The Bloopปริศนาที่ดังมาจากใต้ท้องทะเลที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้

มหาสมุทรนั้นมันได้เป็นพื้นที่กว้างใหญ่และยังไม่ได้มีการเข้าไปทำการสำรวจมากที่สุดบนโลกใบนี้และที่มันได้น่าทึ่งไปกว่านั้นก็คือใน95%ของมหาสมุทรที่ยังไม่ได้ถูกเห็นโดยมนุษย์และมันก็ยังได้เป็นคำถามอยู่เรื่อยมาว่าในท้อที่ของมหาสมุทร

ที่มันยังไม่ถูกสำรวจนั้นมันจะมีอะไรที่ซ่อนอยู่ใต้ท้องทะเลบ้างและ ทางด้านผู้เชียวชาญจำนวนมากก็ได้เชื่อกันว่ามันก็คงจะไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกหากพื้นที่ของผิวน้ำที่มีความกว้างใหญ่นั้นมันจะมีสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่มากๆที่มันยังไม่ได้ถูกค้นพบและเราจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่า

เวลาที่ได้มีการพูดถึงท้องทะเลลึกที่มันยังไม่เคยได้ถูกสำรวจและสิ่งแรกๆที่มีผู้คนพูดถึงนั้นก็คือความเป็นไปได้ที่จะมีสิ่งมีชีวิตในใต้ท้องทะเลที่มันมีความน่ากลัวในตำนานและถึงแม้ว่าในความคิดเช่นนั้นมันจะฟังดูเจ๋งไม่น้อยแต่มันก็ยังน่ากลัวมากอีกเช่นกัน

และในระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาเทคโนโลยีมันได้ช่วยให้มีการตรวจจับและได้พบเข้ากับสิ่งที่ลึกลับที่มันได้อาศัยอยู่ใต้มหาสมุทรและจนถึงทุกวันนี้มันก็ยังไม่มีคนที่จะสามารถสรุปได้อย่างมั่นใจว่ามันเป็นเสียงของอะไรกันแน่นและมันอาจะเป็นเสียงของสัตว์ที่มันได้มีชีวิตอยู่ใต้ท้องทะเลหรือสิ่งที่มันมีชีวิตอะไรกัน

แน่นเสียงจากใต้ทะเลที่ว่ากันว่าลึกลับมากที่สุดเท่าที่มันได้มีการถูกบันทึกมา The Bloopเรามาเริ่มกันด้วยเสียงจากใต้น้ำที่ได้เป็นที่รู้จักกันมากที่และThe Bloopพวกคุณหลายคนก็อาจจะเคยได้ยินกันมาบ้างแล้วแต่ในบางคนก็ยังไม่มีโอกาสที่เคยได้ฟังมัน

ซึ่งมันได้ถูกจับได้จากเครื่องมือตรวจวัดสัญญาณเสียงหรือไฮโดโฟนที่มันได้ถูกติดตั้งลงในทุ่นมหาสมุทรแปซิฟิกและไม่ว่ามันจะเป็นเสียงของอะไรและเสียงของมันก็ได้มีเสียงในความถี่ที่ต่ำมากและมันก็ได้มีความถี่สูงขึ้นมาเรื่อยๆในเวลาแค่เพียงหนึ่งนาทีอีกทั้งยังเป็นเสียงที่ดังมากๆจนไมโคโฟนใต้น้ำ

สามารถจับได้ทั้งที่ต้นเสียงมันได้มาจากที่ที่ห่างไกลถึง3,000ไมล์เวอร์ชั่นทั่วไปที่ทุกคนสามารถที่จะหาฟังกันได้ในอินเตอร์เน็ตและมันก็จะถูกเร่งความเร็วถึง16เท่ามันจึงสามรถทำให้คุณนั้นสามารถได้ยินเสียงของ The Bloopได้ง่ายกว่าในแบบของต้นฉบับที่มันดูเป็นความลึกลับ

และน่าขนลุกมากกว่าหลังจากที่คลิปเสียงนั้นมันได้ถูกเผยแพร่ออกมามันจึงทำให้องค์กรบริหารสมุทรศาสตร์และบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐอเมริกาหรือnoaaค้นหาพื้นที่ที่จุดเกิดเสียงก้ได้พบว่ามันได้อยู่ห่างออกไปจากชายฝั่งของอเมริกาใต้ประมาณ650ไมล์

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  เว็บพนันดีที่สุด

ตำนานของเจตภูต

ซึ่งตรงนี้คนไทยโบราณเขาก็ได้มีความเชื่ออีกอย่างหนึ่งนั่นก็คือในขณะที่เรานอนหลับ ดวงจิตของเราจะออกจากร่างและได้ไปอยู่อีกพบภูหนึ่งก่อนที่เราจะตื่นขึ้นมาอีกทีดวงจิตของเรามันก็จะกลับเข้ามาสู่ร่างแต่ถ้าดงจิตของเรากลับเข้ามาสู่ร่างไม่ทันหรือหาร่างของเราไม่ทันเรา

ก็จะเสียชีวิตไปทันที ซึ่งตรงนี้มันได้เป็นอีกหนึ่งความเชื่อหนึ่งที่คนไทยโบราณเขาได้มีความเชื่อกันและตรงนี้มันอาจจะมีคนตั้งคำถามขึ้นมาอยู่ในใจอยู่หนึ่งคำถามว่า ถ้าดวงจิตของเราออกจากร่างแล้วอยู่ดีๆดวงจิตของเราจะกลับเข้าร่างดวงจิตของเราก็สามารถที่จะกระโดนเข้าร่างกายคนนู้นไปคนนี้ไปโดยที่ไม่มีข้อจำกัดได้เลย ถ้าอย่างั้นแล้วเราก็สามารถที่จะสลับเรื่องกายกับคนนู้นคนนี้โดยที่ไม่มีข้อจำกัดเลยใช่หรือไม่

ซึ่งตรงนี้ข้อมูลเองงเราก็ยังสงสัยอยู่เช่นกันเราเลยโทรไปหาอาจารย์ท่านหนึ่งที่เป็นนักวิทยาศาสตร์แล้วอาจารย์ก็ยังได้บอกกับเรามาอีกว่าเรื่องนี้ทางวิทยาศาสตร์ฟิสิกส์เขาสามารถที่จะหาคำตอบเบื้องต้นได้แล้วและเขากำลังหาคำตอบกันอยู่

ซึ่งตรงจุดนี้เราคงต้องของอธิบายเป็นหลักการนิดนึงแต่เราจะอธิบายให้ได้เข้าใจง่ายที่สุดแล้วกัน คือ ในทางวิทยาศาสตร์สมัยก่อนเขาไม่มีความเชื่อในเรื่องภูผีวิญญาณเขาไม่เชื่อเรื่องอะไรก็แล้วแต่ที่พิสูจน์ไม่ได้แต่ใน ณ ปัจจุบันนี้ทางฟิสิกส์เขามีความต้องการที่จะหาความจริงเกี่ยวกับความเชื่อของคนในด้านความเชื่อของผี

และเรื่องวิญญาณให้ได้ เนื่องจากว่าได้มีคนหลายๆคนอ้างว่าเวลาที่เขาได้นั่งสมาธินานๆเขาจะรู้สึกว่าวิญญาณของเขาหรือยานของเขาเริ่มลอยสูงขึ้นๆเรื่อยๆและเจอกับตัวเองเจอกับสิ่งๆนู้นเจอกับสิ่งๆนี้หรือบางคนมีอาการกึ่งหลับกึ่งตื่นและเห็นตัวเองกำลังนอนอยู่

ก็มีอยูเช่นกัน เขาเลยคิดว่าเรื่องราวเหล่านี้อาจจะเกี่ยวข้องกับเรื่องวิญญาณภูผีวิญญาณมันก็เป็นได้ เขาเลยมีการศึกษาและวิจัยกันอย่างจริงจังกับเรื่องนี้ ซึ่งการศึกษาและวิจัยทางฟิสิกส์เขาก็จะต้องมีการพิงและจะต้องมีการยึดหลักฟิสิกส์เขาก่อน

โดยหลักของฟิสิกส์จะมีอยู่ประมาณ4-5หลักด้วยกันนั่นก็คือ หลักกลศาสตร์ พลังงานแม่เหล็กไฟฟ้า พลังงานความร้อน พลังงานคลื่น และ พลังงานมิตควอนตัม

ซึ่งหลังจากที่เขาได้วิจัยไปได้ ปรากฎว่าสิ่งที่อยู่ในร่างกายเราที่คลาดว่ามันเป็นไปได้ว่ามันอาจจะเป็นวิญญาณมันน่าจะเป็นพลังงานในรูปแบบของแม่เหล็กไฟฟ้าซึ่งเราก็น่าจะรู้กันดีอยู่แล้วว่าในร่างกายของคนเรามันมีส่วนที่เป็นพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าอยู่นั่นก็คือสมองของเรานั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  bk8

ตำนานเรื่องราวความรักของ ผาชู้ 

             ผาชู้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งในจังหวัดน่านซึ่งมีพื้นที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติศรีน่าน  อำเภอ นาน้อย  ในปัจจุบันหากใครได้ยินคำว่าผาชู้คงจะคิดว่าเป็นผาที่พูดถึงเรื่องของชายหนุ่มหญิงสาวซึ่งแอบมีชู้กันแต่อันที่จริงแล้วคำว่าผาสุกในที่นี้นั้นไม่ได้พูดถึงของการมีชู้แต่อย่างใดแต่เป็นการพูดถึงเรื่องราวความรักซึ่งเป็นรักสามเศร้าระหว่างเจ้าเมืองกับหญิงสาว 2 คน

ซึ่งเรื่องราวความรักของทั้งสามคนนี้ถูกถ่ายทอดและเล่าต่อกันมากลายเป็นตำนานความรักให้คนจังหวัดน่านได้พูดถึงและระลึกถึงกันอยู่เสมอและหากใครก็ตามที่มาเที่ยวที่ผาชู้แห่งนี้ก็มักจะได้รับคำบอกเล่าเกี่ยวกับตำนานความเชื่อของหน้าผาแห่งนี้

ซึ่งตำนานความรักของทั้ง 3 คนนั้นมีเรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อมีเจ้าเมืองคนหนึ่งซึ่งเป็นชายหนุ่มที่มีรูปสมบัติและทรัพย์สมบัติมีความหล่อเหลาเอาการเป็นที่เลื่องลือไปทั่ว ซึ่ง เจ้าเมืองคนนี้ชื่อว่า เจ้าจ๋วง  และถึงแม้เจ้าจ๋วงนั้นจะเป็นชายหนุ่มรูปงามแต่พระองค์ก็มีภรรยาของพระองค์อยู่แล้วที่ว่าเจ้าจันผาอย่างไรก็ตามในครั้งหนึ่งนั้นในขณะที่เจ้าจ๋วงนั้นได้ออกไปประพาสป่า

เพื่อออกไปล่าสัตว์บังเอิญว่า  พระองค์ได้ไปเจอกับหญิงสาวคนหนึ่งที่เธอชื่อว่า  เอื้อง  ซึ่งเอื้อง นั้นเป็นลูกสาวของพรานป่านั่นเองซึ่งพรานป่าคนนี้เป็นคนที่เจ้าจ๋วง ได้มีการตั้งมาเพื่อให้พาไปล่าสัตว์ทำให้ทั้งสองคนทั้ง เอื้อง แป๊ะเจ้าจ๋วง สนิทสนมกันจนในที่สุดก็เกิดการรักใคร่กันจนเกิดการได้เสียกันส่วนทางด้านเจ้าจันผานั้นเมื่อเห็นว่าสามีของตนเองนั้น

ออกมาล่าสัตว์นานเกินไปจะได้ออกมาตามหาจนในที่สุดเราจันผาก็มาพบว่า   สามีของเธอก็คือเจ้าจ๋วง ได้อยู่กินกับสาวคนหนึ่งที่ชื่อว่า เอื้อง ซึ่ง  เมื่อเจ้าจันทราเห็นอย่างนั้นเธอจึงได้มีการบอกให้สามีของเธอเลือกระหว่างตัวเธอกับ เอื้อง ว่าเขานั้นจะเลือกใครแต่เนื่องจากว่าเจ้าจ๋วง รักทั้งสองคนไม่สามารถที่จะเลือกใครได้พระองค์จึงได้ตัดสินใจที่จะกระโดดหน้าผาเพื่อฆ่าตัวตายซึ่งก่อนที่จะกระโดดหน้าผาพระองค์ได้มีการอธิษฐานเกี่ยวกับเรื่องของความรักสามเศร้าของพระองค์ในครั้งนี้

ว่าหากเป็นความรักที่เกิดจากความบริสุทธิ์ใจของทั้ง 3 คนแล้วก็ขอให้ตายไปแล้วเกิดมาเป็นต้นไม้อยู่คู่กับโขดหินหลังจากนั้น  เจ้าจ๋วงก็ได้กระโดดหน้าผาลงมาส่วนทางด้านเจ้าจันผาเมื่อเห็นว่าสามีกระโดดหน้าผาตายคือจึงได้กระโดดหน้าผาฆ่าตัวตายตาม

และทางด้านของสาวเอื้องนั้นไม่เห็นว่าทั้งคู่จะโดดหน้าผาเธอจึงกระโดดหน้าผาตามไปด้วยอีกคนนึงจนทำให้ต่อมานั้นกลายมาเป็นเรื่องของชื่อต้นไม้ที่อยู่กับหน้าผาดังกล่าวโดยมีการพูดถึงต้นไม้ว่าสำหรับต้นสนนั้นก็คือ เจ้าจ๋วง นั่นเองและเจ้าจันทรานั้นเมื่อตายไปแล้วเธอได้กลายเป็นต้นจันผาในขณะที่นางสาวเอื้องนั้นกลายมาเป็นดอกกล้วยไม้

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนัน ถูกกฎหมาย ใน ประเทศไทย

ตำนานความรักของเจ้าแม่เขาสามมุก 

      สำหรับตำนานความรักของเจ้าแม่เขาสามมุกนั้นเกิดขึ้นที่จังหวัดชลบุรีซึ่งเรื่องราวความรักในครั้งนั้นเกิดขึ้นในช่วงสมัยตอนปลายอยุธยาสำหรับศาลเจ้าแม่เขาสามมุกถ้าหากใครเคยไปเที่ยวที่จังหวัดชลบุรีหรือผ่านไปเส้นทางนั้นแล้วจะเห็นว่าตรงบริเวณเชิงเขาจะมีการตั้งศาลไว้ 1 ศาล

ซึ่งป้ายหน้าศาลนั้นจะเขียนไว้ว่าศาลเจ้าแม่สามมุขโดยมีเรื่องเล่าจากชาวบ้านที่มีการเล่าสืบต่อกันมาว่าในสมัยก่อนนั้นมีผู้ชายคนหนึ่งชื่อว่าแสนเขาเป็นลูกชายของกำนันของหมู่บ้านแห่งนั้น อยู่มาวันหนึ่งขณะที่แสนกำลังวิ่งเล่นว่าวอยู่กับเพื่อนๆ

อยู่นั้นเองปรากฏว่าว่าวของแสงนั้นไปตกลงอยู่ที่หน้าหญิงสาวคนหนึ่งเธอชื่อว่ามุกซึ่งมุกนั้นเป็นหญิงสาวที่มีรูปร่างหน้าตาสวยสดงดงามแต่ครอบครัวของสามมุกนั้นเป็นครอบครัวที่มีฐานะยากจนแตกต่างจากกับครอบครัวของแสนที่มีฐานะร่ำรวยและมีพ่อเป็นถึงกำนันของหมู่บ้าน  ส่วนเด็กสาวที่ชื่อสามมุกนั้นเป็นเด็กกำพร้าซึ่งปัจจุบันนั้นอาศัยอยู่กับยาย

หลังจากพี่นายแสนได้เห็นหน้าของนางสาวสามมุกทั้งคู่ก็รู้สึกรักแรกพบหลังจากนั้นทั้งคู่ก็สนิทสนมกันเรื่อยมามีอยู่มาวันหนึ่งทั้งคู่ได้ไปบริเวณที่หน้าผาและทำการอธิษฐานถึงความรักของทั้งคู่โดยมีการสาบานกันเอาไว้ว่าหากคนใดคนหนึ่งผิดคำสาบานคนที่ผิดคำสาบานนั้นจะต้องโดดหน้าผาตายอยู่ที่สุดแห่งนี้ซึ่งทั้งคู่นั้นสาบานว่าจะมีการครองรักกันตราบชั่วนิรันดร์

โดยในวันที่มีการสาบานกันนั้นนายแสงได้มอบแหวนวงหนึ่งให้กับสามมุกเพื่อเอาไว้เป็นแหวนแทนใจและเป็นการยืนยันคำมั่นในรักแท้แต่หลังจากที่พ่อของนายแสนรู้เรื่องนี้เข้าก็ไม่พอใจจัดการให้นายแสนไปแต่งงานกับผู้หญิงคนอื่นซึ่งเมื่อสามมุกรู้เรื่องจึงไปร่วมงานแต่งงานและเห็นนายแสนกำลังเข้าพิธีแต่งงานกับหญิงอื่น

สามมุขเสียใจมากถอดแหวนคืนแสนไปหลังจากนั้นก็วิ่งไปที่หน้าผาและกระโดดหน้าผาที่เคยสาบานรักกันไว้เป็นเหตุให้ สามมุขนั้นตายส่วนทางด้านนายแสนนั้นก็ได้วิ่งตามสามมุกออกมาและเมื่อมาถึงก็พบว่าสามมุกนั้นกระโดดหน้าผาตายเสียแล้วเสียใจมาก

จึงกระโดดหน้าผาตามสามมุกไปและก็ตายทั้งคู่ชาวบ้านต่างก็รู้เรื่องราวและพากันสาปแช่งพ่อของนายแสนที่ขัดขวางความรักของคนทั้งคู่จนเป็นสาเหตุให้คนทั้งคู่นั้นฆ่าตัวตายด้วยความเสียใจกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นพ่อของนายแสนจึงได้นำข้าวของเครื่องใช้ต่างๆมาไว้ภายในถ้ำตรงบริเวณหน้าผาซึ่งทางลูกชายของตนเองและสามมุกกระโดดลงมาฆ่าตัวตาย

หวังว่าสิ่งของเหล่านั้นจะเอาไว้ให้กับวิญญาณของคนทั้งคู่ได้ใช้และมีการตั้งหน้าผาบริเวณนี้ว่าเขาสามมุขซึ่งหน้าผาแห่งนี้จะอยู่ติดกับชายหาดบางแสนนั่นเองและนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาส่งหน้าผาสามมุขนี้ก็จะเป็นที่ที่คนที่มีความรักมาอธิษฐานเรื่องความรักและขอพรและก็สุขสมหวังกันนั้นเป็นต้นมารวมถึงถ้าหากชาวบ้านแถวนั้นจะออกทะเลไปหาปลาก็มักจะมาขอพรที่ศาลเจ้าแม่สามมุกกันทุกครั้งเพื่อป้องกันอันตรายทางทะเล

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนัน

แฟชั่นสีม่วงพาสเทลกำลังมา

ต้องบอกเลยว่าในทุกๆปีนั้นด้านวงการแฟชั่นมักจะมีการเปลี่ยนแปลงไปเสมอ ไม่ว่าจะการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านรูปแบบดีไซส์แฟชั่นหรือความเปลี่ยนแปลงความนิยมของสี ละวงการแฟชั่นมีอิทธิพลอย่างมากในเรื่องของสี เพราะเมื่อแฟชั่นมีการไปเปลี่ยนสีไปในทิศทางใด สีก็จะมีอิทธส่งผลไปยังด้านอื่นๆนอกจากแฟชั่นด้วย

และในปี2020ที่ผ่านมาสีที่ได้รับความนิยมและมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านวงการแฟชั่นไปก็คือสีม่วงนั่นเอง แต่จะเป็นสีม่วงที่มีโทนพาสเทล จริงๆแล้วโทนพาสเทลนั้นค่อนข้างจะได้รับความนิยมในวงการด้านแฟชั่นอย่างมากในช่วง5ปีที่ผ่านมา สีพาสเทลมีการนำมาประยุกต์ให้เข้ากับแฟชั่นต่างๆออกมาอย่างสวยงาม ทำให้สีพาสเทลนั้นได้รับความนิยมขึ้นมาอย่างมากนั่นเอง

สีม่วงนั้นถ้าหากเป็นสีม่วงเข้มแน่นอนว่าจะดูไม่น่ารักและสีม่วงเป็นสีที่ไม่ค่อยช่วยในเรื่องความขับผิวสักเท่าไหร่ไม่เหมือนสีโทนอื่นๆนั่นเอง แต่พอเมื่อแฟชั่นสีม่วงพาสเทลได้รับความนิยมนั้นก็ถือว่าสีม่วงพาสเทลนั้นเป็นสีที่สามารถใส่ได้ในคนทุกสีผิวถึงแม้สีม่วงจะไม่ได้เป็นสีที่ช่วยในเรื่องการขับสีผิวเมื่อใส่แล้วให้ขาวหรือสว่าง แต่ก็เป็นโทนสีที่คนทุกสีผิว

สามารถใส่ได้และไม่ดูน่าเกลียดด้วย โดยสีม่วงพาสเทลนั้นไม่ได้แค่ได้รับความนิยมในด้านวงการแฟชั่นเสื้อผ้าเท่านั้นแต่ยังรวมไปถึงแฟชั่นในด้านอื่นๆด้วย ไม่ว่าจะเป็นแฟชั่นรองเท้า กระเป๋า และอื่นอีกมากมายล้วนก็มีการผลิตเป็นสีม่วงพาสเทลทั้งสิ้น

เมื่อสีม่วงพสาเทลเป็นที่นิยมและกลับมาเป็นกระแสอีกครั้งทำให้แฟชั่นนิสต้าทั้งหลายนั้นหันมาใส่เสื้อผ้าสีม่วงพลาสเทลกันมากขึ้นนั่นเอง ทำให้ไม่ว่าจะมีการผลิตอะไรด้านแฟชั่นที่เป็นสีม่วงออกมานั้นก็จะสามารถขายได้จนหมดในเวลาอันรวดเร็ว

เพราะเป็นสีที่ได้รับความนิยมทั้งในผู้ชายและผู้หญืงในขณะนั้นนั่นเอง ต่าจะต้องทำใจหากอยากจะใส่เสื้อผ้าที่เป็นสีม่วงนั้นในเรื่องการมิกซ์แอนด์แมตซ์นั้นอาจจะยากกว่าสีอื้น เพราะด้วยความที่สีม่วงก็เป็นสีที่หาอะไรมาแมตซ์ได้ยากแล้วนั้น ยิ่งเป็นสีม่วงพาสเทลที่มีความอื่อนของสีถ้าหากแมซต์ผิดสีหรือไม่เข้าโทนนั้นก็จะทำให้แฟชั่นสีม่วงพาสเทลนั้น

ดูครอปไปเลยได้ ดังนั้นแล้วสีท่ะสามารถใส่ร่วมกับสีม่วงพาสเทลที่ดีก็คือสีขาวและสีดำ ซึ่งจริงๆเราสามารถเอาสีอื่นๆในโทนพาสเทลนั้นมาแมซต์ให้เข้ากันได้ แต่สีดำและสีขาวนั้นจะเป็นสีที่สามารถแมซต์ได้อย่างปลอดภัยที่สุด

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  bk8