กองทัพอากาศประจำจุดรอสเวลล์หน่วยที่8ได้ครอบครองจานบิน

หากพูดถึงมนุษย์ต่างดาวหนึ่งในเหตุการณ์สะเทือนโลกและได้เป็นจุดเริ่มต้นของการให้ความสำคัญกับ เอเลียน มากขึ้นในเวลาให้หลัง นั้นก็คือ อุบัติการณ์จานบินตกที่รอสเวลล์ได้มีการอธิบายเหตุการณ์ในครั้งนี้

อย่างหลากหลายทั้งที่เป็นทางการและไม่ได้เป็นทางการ แม้ว่ารัฐบาลสหรัฐจะออกมาประกาศว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเพียงบอลลูนตรวจการณ์ทางทหารของกองทัพบกเท่านั้นแต่ถึงอย่างไรก็ตามคำอธิบายที่มีชื่อเสียงและผู้คนต่างได้ให้ความสำคัญมากที่สุดนั่น

ก็คือวัตถุดังกล่าวเป็นยานอวกาศของสิ่งมีชีวิตของภูมิปัญญาจากนอกโลกและเรื่องราวที่จะพูดต่อจากนี้ไปก็คือ เรื่องราวสุดประหลาดที่เกิดขึ้นที่ไร่แห่งหนึ่งที่เมือง รอสเวลล์ เมื่อวันที่8กรกฎาคม ปี1947 เรืออากาศโทวอเตอร์โฮนท์

ซึ่งได้เป็นฝ่ายประชาสัมพันธุ์ของกองทัพบกสหรัฐแแห่งเมืองรอสเวลล์เขาได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่ากองทักบกได้ครอบครองจานบินลำหนึ่ง ซึ่งได้ตกมายังพื้นโลก เมื่อวันที่4กรกฎาคม ปี 1947 แล้วในเวลาต่อมาได้มีการแก้ข่าวในภายหลังว่าวัตถุที่ตกดังกล่าวนั้นมันได้เป็นเพียงบอลลนูตรวจการเท่านั้นเอง ประมาณเกือบเที่ยวคืนของวันที่ 4กรกฎาคม ปี 1947

ก็ได้มีเจ้าของฟามร์ที่ได้อยู่นอกเมืองรอสเวลล์ก็ได้เห็นปรากฎการณ์ที่แปลกประหลาดอยู่บนท้องฟ้าในคืนที่มีพายุฝนฟ้าคนองมีฟ้าผ่ามีแสงออกมา เจ้าขอไร่ได้กล่าวว่าเขาได้เห็นยานลักษณะสีเทาน้ำเงินได้ถูกฟ้าผ่าแตกออกมาเป็นชิ้นจนได้เสียการทรงตัว

และได้ตกลงสู่ท้ายไร่พร้อมกับมีเสีงที่ดังสนั่นตามมาและ เนื่องจากความกลัวเขาจึงไม่กล้าออกไปดูอีกทั้งยังดึกและมืดมากจนกระทั่งรุ่งเช้าเขาจึงได้ออกเดินทางไปยังที่จุดประหลาดตกและได้พบกับยานสีเทาน้ำเงินได้จอดอยู่บนพื้นในลักษณะตะแคงข้างปีกอีกข้างหนึ่ง

จมปักลงไปในพื้นจากนั้นเจ้าของไร่ก็ได้นำเอาเรื่องนี้ไปแจ้งให้กับนายอำเภอของเมืองรอสเวลล์ในขณะนั้นและได้ออกข่าวในสถานีวิทยุท้องถิ่นว่าได้เกิดเหตุยานยูเอฟโอตก ที่ไร่จากนั้นนายอำเภอก็ได้นำเอาเรื่องนี้ไปแจ้งให้กับผู้บังคับการบินกองทัพอากาศทางเมืองรอสเวลล์จากนั้นไม่นานมาก็ได้มีการแถลงการณ์ฉบับใหม่ว่าสิ่งที่ถูกฟ้าผ่าและได้ตกลงมาที่ไร่นั้น

มันเป็นบอลลนูตรวจอากาศ ซึ่งมันได้ถูกหุ้มด้วยฟรอยจึงทำให้มันได้มีสีเทาน้ำเงินและมันได้สะท้อนแสงออกมาการรายงานข่าวดังกล่าวได้กลายมาเป็นเรื่องดังและได้มีผู้คนจำนวนมากมายได้พูดถึงการทั้งสหรัฐสำนักข่าวต่างประเทศได้เปิดเผยว่าฝูงบินที่ทิ้งระเบิดที่509หน่วยที่8ของกองทัพอากาศประจำจุดรอสเวลล์ได้ยึดครองจานบินลำหนึ่งที่ฟาร์มสัตว์เลี้ยง

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนัน แทงขั้นต่ํา10บาท

เหตุใดไดโนเสาร์ถึงได้สูญพันธุ์ไปจากโลก?

สำหรับการสูญพันธุ์ครั้งที่4ในยุคไดโนเสาร์ ซึ่งได้เกิดขึ้นมาเมื่อประมาณ201.3ล้านปีก่อน ในยคุไทรแอสซิก-จูแรสซิกหรือในยุคเริ่มต้นของไดโนเสาร์ที่ยังไม่ได้มีไดโนเสาร์ที่ตัวใหญ่ๆหรือไดโดเสาร์ที่ร้อย%จะเป็นยุคเริ่มต้นพวกสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่อยู่ในทะเลเสียมากกว่า

โดยในยุคนี้เขาได้บอกว่ามีสิ่งมีชีวิตสูญพันธุ์ไปกว่า70-75%และตัวเด่นๆที่มันได้สูญพันธุ์ไปเลยนั่นก็คือ คอโนดอนต์  ซึ่งมันจะเป็นสัตว์ที่ดูคล้ายๆกับปลาไหลและมันยังได้มีลักษณะที่เด่นๆเลยก็คือมันมีฟันที่เป็นลักษณะเป็นใบเลื่อยและในการล้างบางครั้งนี้เขาก็ได้คาดการณ์กันว่าเกิดจากการปะถุของภูเขาไฟที่ได้ปล่อยลาวาออกมามากที่สุดในโลก

สูงงกว่าสองถึงสามล้านลูกบาศก์กิโลเมตรจนลาวามันได้ครอบคลุมพื้นที่ยาวไปกว่า11ตารางกิโลเมตรกันเลย หรือถ้าจะให้เราพูดแบบให้เห็นภาพกันก็คือลาวาที่พุ่งออกมาจากภูเขาไฟในปริมาณนั้นได้ครอบคลุมไปหมดหรือมากกว่าทวีป ทวีปหนึ่งกันเลยทีเดียวและที่สำคัญก็คือในการปะทุครั้งนั้นมันได้ทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

ปริมาณมากออกมาจากภูเขาไฟและผลที่ตามมาก็คือมันมีอยู่สองอย่างสำหรับก๊าศคาร์บอนไดออกไซด์มันจะทำให้โลกร้อนขึ้นเนื่องจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มันเป็นก๊าซเรืองกระจกและปริมาณที่มันได้ออกมาขนาดนั้นมันได้มีผลกระทบอยู่อีกอย่างหนึ่งก็คือทำให้ทะเลเกิดภาวะหนึ่งที่เรียกว่า “ทะเลกรด“ ไปทั่วโลก

ส่วนก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่มันออกในปริมาณมากก็มีผลเสียอยู่เหมือนกันโดยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์จะเปลี่ยนสภาพไปเป็นกรดSulfuric Acidมันเลยทำให้มีฝนตกลงมาในหลายพื้นที่จนทำให้สิ่งมีชีวิตไม่สามารถที่จะมีชีวิตอยู่ต่อได้และเกิดการล้มตายเป็นจำนวนมากจนมันได้สูญพันธุ์ไปนั่นเอง และครั้งสุดท้ายนี้มันน่าจะเป็นครั้งที่ใครหลายๆคน

ได้มีความสนใจกันมากที่สุดเกิดขึ้นเมื่อประมาณ66ล้านปีก่อนในยุคของครีเทเชียส-พาลิโอจีน ตามบันทึกเขาได้บอกว่าครั้งนี้ได้มีสิ่งมีชีวิตสูญพันธุ์ไปกว่า75%และในยุคนั้นสัตว์ที่สูญพันธุ์ที่โด่งดังที่สุดในตอนนั้นก็คือพวกไดโนเสาร์ทั้งหลายแต่เหตุการณ์การล้างเผ่าพันธุ์ไดโนเสาร์ที่เกิดขึ้นในอดีตที่ผ่านมาก็มีข้อดีอยู่ในตัวเหมืนกันก็คือพอหลังจากที่ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ไปแล้ว

มันก็ได้มีช่องว่างให้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในยุคสมัยนั้นเข้ามาแทนที่และได้ใช้ชีวิตและมีการดำรงชีวิตได้มาถึงทุกวันนี้และถ้าตามบันทึกได้มีการบอกเอาไว้แบบนี้จริงๆเราของสรุปความหนึ่งอย่างเลยคือถ้าสมมุติว่าในยุคนั้นไม่มีการล้างเผ่าพันธุ์ไดโนเสาร์เป็นไปได้หรือไม่ว่าปัจจุบันอาจจะไม่มีมนุษย์แบบเราอยู่ก็เป็นได้

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนัน ดีที่สุด pantip

รูปภาพของหลุมอุกกาบาตบนดวงจันทร์ที่มีชื่อว่า โคเปอร์นิคัส

แมคมูน 

ซึ่งในปี2009ที่ภายในร้านแมคโดนัลร้างที่นาซาได้ใช้เป็นสถาที่ ในการตรวจสอบเทปแม่เหล็กในภายใต้โครงการที่ได้มีชื่อว่า “แมคมูน”  ซึ่งมันก็ได้ทำให้พบกับรูปภาพ ในยุคแรกของภารกิจสสำรวจบนดวงจันทร์และยังได้เผยให้เห็นถึงภาพในต้นฉบับที่ได้มีความละเอียดสูงและในส่วนบริเวณด้านหลังของเคาน์เตอร์ของร้านแมคโดนัลด์

ซึ่งมันได้ถูกใช้ให้เป็นพื้นที่เก็บม้วนฟิล์มขนาด70มม.อีกทั้งก็ยังได้พบกับรูปภาพของสำเนาที่ได้มาจากอวกาศที่ได้ส่งผ่านมายังโลกกลับมายังที่โลกและนี่มันก็ได้เป็นหนึ่งในภาพที่ได้กู้คืนมาได้โดยได้กล่าวได้ว่าเป็นภาพแรกที่ได้ถ่ายดาวโลกจากบนดวงจันทร์

โดยยานลูนาร์ออร์บิเตอร์1ที่รวมไปถึงรูปภาพของหลุมอุกกาบาตบนดวงจันทร์ที่มีชื่อว่า โเปอร์นิคัส ซึ่งในยุคนั้นมันได้เป็นภาพที่ถูกขนานนามว่า “ภาพแห่งศตวรรษ” 

อพอลโล11

ในวันที่5สิงหาคม ปี2006 ก็ได้มีข้อมูลที่รั่วไหลออกมาจากองค์การนาซาที่ได้มีความเกี่ยวข้องกับการลบเทปวีดีโอต้นฉบับของภารกิจการเข้ามาเหยียบบนดวงจันทร์โครงการอพอลโล11คาดว่าได้มีเทปการบันทึกที่สูญหายไปกว่า200,000ม้วน

โดยภายในเทปเหล่านั้นมันอาจจะมีวีดีโอฟุตเทจของภารกิจแห่งประวัติศาสตร์อยู่เชื่อกันว่าได้มีเทปจำนวนมากที่มันได้ถูกลบไปด้วยความผิดพลาด เนื่องจากว่าได้มีการนำเอาเทปเหล่านั้นเข้ามาใช้ซ้ำ ในช่วงที่ระหว่างที่ขาดแคลนเทปบันทึกข้อมูลใน ช่วงปี 1980

แต่มันน่าแปลกที่ได้มีการพบข้อมูลในการโทรมาตรของภารกิจอพอลโลในห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ทางทะเลของออสเตรเลียแต่ถึงเช่นนั้นมันก็ยังไม่ได้มีการค้นพบวีดีโอทางด้านฝั่งของรัฐเซียก็ไม่เห็นด้วยที่นาซา เก็บเรื่องเทปที่สูญหายเอาไว้เป็นความลับและยังได้มีการเรียกร้องให้มีการตรวจสอบโดยมีเป้าหมายที่จะต้องการความจริงที่เกี่ยวข้องกับการเหยียบบนดวงจันทร์ของอเมริกาที่

ซึ่งได้มีอยู่หลายคนที่เขาได้เชื่อว่า “เป็นเรื่องหลอกหลวง” ต่อมา ทางนาซาเองก็ได้ออกมาแถลงการอย่างเป็นทางการว่า “เทปต้นฉบับในบางส่วนนั้นมันน่าจะยังถูกเก็บเอาไว้ในที่ศูนย์การบินอวกาศก็อดเดิร์ด” แต่พวกเขาก็ยังไม่มีการค้นพบ หรือนำเอาออกมาเผยแพร่ใดๆทั้งสิ้นอีกทั้งทางรัฐเซียก็ยังตั้งข้อสงสัยอีกว่านอกจากเทปที่มันได้สูญหายไปแล้วพวกเขายังได้จับการมีพิรุธของการหายสาบสูญของหินจากดวงจันทร์ที่มีขนาดเกือบ400กิโลกรัมที่ทางนาซาได้นำเอากลับเข้ามายังโลก ในระหว่างภารกิจอพอลโล

 

สนับสนุนโดย  sagame77

ประวัติวังระแงะ เรือนไม้โบราณของเจ้าเมืองนราธิวาสในสมัยโบราณ 

         เคยมีการพูดถึงกันอย่างเดียวคราวในช่วงประมาณปีพ.ศ 2557 เนื่องจากในช่วงเวลานั้นเมื่อประมาณวันที่ 1 กันยายนเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นเมื่อมีบ้านทรงไทยหลังหนึ่งที่ชาวบ้านเรียกกันว่าเรือนเจ้าเมืองระแงะได้พังถล่มลงมาเนื่องจากว่าบ้านหลังดังกล่าวนั้นเป็นอาคารโบราณซึ่งมีการก่อสร้างมานานแล้วหลายร้อยปีซึ่งอาคารหลังดังกล่าวนั้นเป็นอาคารที่มีคุณค่าทางด้านจิตใจของชาวจังหวัดนราธิวาสเลยทีเดียว

สำหรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นนี้เนื่องมาจากว่าบ้านหลังเก่านั้นมีอายุนานมากแล้วและสภาพของตัวเรือนก็มีความซับซ้อนมากเนื่องจากตัวบ้านเองก็สร้างมาจากไม้เมื่อหลายปีเข้าด้วยความเก่าแก่และมีอายุยาวนานก็ทำให้บ้านนั้นพังถล่มลงมาได้รับความเสียหายเพราะมีการปล่อยทิ้งร้างไม่มีใครมาบูรณะซ่อมแซมนั่นเองสำหรับประวัติความเป็นมาของเรือนไม้โบราณหรือที่เราเรียกกันว่าวังระแงะนี้นั้นในอดีตนั้น

ว่ากันว่าเป็นบ้านของพระยาภูผาภักดี   ศรีสุวรรณประเทศวิเศษวงษาซึ่งท่านถือว่าเป็นเจ้าเมืองผู้ปกครองเมืองของจังหวัดนราธิวาสและท่านยังเป็นเจ้าองค์สุดท้ายที่ปกครองในสมัยมณฑลรัฐปัตตานีซึ่งในปัจจุบันนั้นเราเรียกมณฑลรัฐปัตตานีนี้ว่าจังหวัดปัตตานีนั่นเองโดยสมัยนั้นถือว่าตรงกับสมัยของรัชกาลที่ 5 ถ้าคำนวณอายุของบ้านหลัง

ดังกล่าวนั้นก็มีอายุยาวนานมากกว่า 100 กว่าปีมาแล้วสำหรับวังโบราณแห่งนี้มีการสร้างออกมาอย่างใหญ่โตและสวยงามมีการประดับตกแต่งตัวเรือนด้วยศิลปะลวดลาย เอาไว้อย่างสวยงามเป็นสถานที่ที่ชาวจังหวัดนราธิวาสนั้นให้ความเคารพนับถือและเป็นสถานที่ศึกษาของศิลปะสมัยโบราณแต่อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าจะมีความสวยงามแปลกตาอย่างไรก็แล้วแต่แต่เมื่อมีอายุนานเข้าก็ทำให้ความสวยงามนั้นถูกพังลงและทำให้บ้านนั้นถูกทำลายลงมา

เนื่องจากว่าบ้านหลังดังกล่าวนั้นไม่มีคนมาเดี๋ยวราหรือบูรณะซ่อมแซมเป็นเวลานานกว่าเกิน 30 ปีมาแล้วเนื่องจากลูกหลานของเจ้าเมืองระแงะนั้นต่างก็พากันแยกย้ายไปอยู่อาศัยที่อื่นที่สำคัญวังระแงะนั้นเป็นพื้นที่ที่มีพื้นที่กว้างขวางใหญ่โตหากจะบูรณะซ่อมแซมก็จะต้องใช้เงินและงบประมาณเป็นจำนวนมากซึ่งลูกหลานของเจ้าเมืองระแงะนั้นไม่สามารถที่จะหาเงินในปริมาณที่มากพอ

ที่จะมาบูรณะซ่อมแซมได้จึงปล่อยให้วังระแงะนั้นทิ้งล้างเอาไว้จนเป็นที่นาของการพังทลายของวังระแงะขึ้นเนื่องจากว่าจังหวัดนราธิวาสนั้นปรากฏในเรื่องของพายุลมพายุฝนอยู่บ่อยครั้งเมื่อนานวันเข้าก็ทำให้ไม้ที่นำมาสร้างวังระแงะนั้นผุกร่อนลง จนในที่สุด วังระแงะก็พังทลายลงมา

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนันออนไลน์

ประวัติหลวงพ่อโสธร

        หลวงพ่อโสธรเป็นพระพุทธรูปที่อยู่คู่บ้านคู่เมืองกับชาวจังหวัดฉะเชิงเทรามาอย่างยาวนานซึ่งผู้คนต่างเดินทางไปกราบไหว้ขอพรหลวงพ่อโสธรกันเป็นจำนวนมากโดยที่วัดจะมีการจำลองหลวงพ่อโสธรไว้ในศาลาเพื่อให้ชาวบ้านได้เข้าไปกราบไหว้

และบนบานศาลกล่าวขอให้หลวงพ่อโสธรช่วยเหลือซึ่งหากใครที่บนหลวงพ่อแล้วได้สมดั่งใจปรารถนาก็จะเดินทางกลับมาแก้บนกับหลวงพ่อซึ่งสิ่งของที่แก้บนกับหลวงพ่อนั้นก็จะเป็นไข่ต้มซึ่งเป็นสิ่งที่หลวงพ่อชอบมากรวมถึงการรำไทย

ซึ่งจะมีนางรำคอยบริการอยู่ที่บริเวณหน้าศาลากลางเพื่อที่หากใครต้องการที่จะต้องการรำแก้บนก็สามารถที่จะจ้างนางรำให้รำแก้บนให้ได้เลยโดยมีค่าใช้จ่ายระบุไว้เป็นป้ายกระดานบอกราคาว่าต้องการที่จะให้นางรำไหว้ชุดเล็กหรือชุดใหญ่นั่นเองส่วนประวัติความเป็นมาของหลวงพ่อโสธรนั้นเชื่อว่าหลายคนอาจจะเคยได้ยินกันมาบ้างแล้ววันนี้เราจะมาทวนประวัติของท่านให้หลายคนได้รู้จักกันหลวงพ่อโสธรนั้นมีการเล่าเรื่องต่อๆกันมาว่าเป็นพระพุทธรูปที่ลอยมาตามน้ำของแม่น้ำเจ้าพระยา

ซึ่งในครั้งที่มีการลอยมานั้นมีคนเห็นว่ามีพระพุทธรูปลอยมาถึง 3 รูปด้วยกันแต่ละรูปก็จะมีการลอยแล้วแยกย้ายกันไปคนละวัดโดยหลวงพ่อโสธรนั้นได้ลอยมาติดแม่น้ำตรงแม่น้ำบางปะกงบริเวณหน้าวัดโสธรวรารามวรวิหารซื้อหลวงพ่อโสธรนั้น

ตั้งแต่มีการถูกอัญเชิญขึ้นจากแม่น้ำมาไว้ที่วัดโสธรวรารามวรวิหารนี้ก็มีอายุมาถึง 249 ปีแล้วสำหรับประวัติความเชื่อของหลวงพ่อโสธรนั้นเชื่อกันว่าเป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องการมาช่วยปัดเป่าทุกข์ให้กับประชาชนในจังหวัดฉะเชิงเทรา

ซึ่งก่อนที่จะสามารถอัญเชิญหลวงพ่อขึ้นมาจากน้ำได้นั้นได้มีการอุ้มแล้วก็ทางใช้เชือกดึงแต่ก็ไม่สามารถนำพระพุทธรูปขึ้นมาได้จนต้องมีการทำพิธีอัญเชิญจึงสามารถอัญเชิญพระพุทธรูปขึ้นมาไว้ประดิษฐานไว้ที่วัดแห่งนี้ได้นั่นเองและตั้งแต่ที่มีการนำพระพุทธรูปมาไว้ที่วัดแห่งนี้มีหลายคนได้มาขอพรแล้วก็สามารถได้รับสิ่งที่ขอดั่งใจหมาย

ซึ่งก่อนหน้านี้เคยมีเรื่องเล่าว่าหลวงพ่อโสธรศักดิ์สิทธิ์มากขนาดที่สามารถที่จะรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้กับชาวบ้านได้โดยในครั้งนั้นเกิดโรคระบาดขึ้นมีเรื่องของข้าวยากหมากแพงและฝนไม่ตกต้องตามฤดู ผู้คนและสัตว์ต่างก็พากันล้มตายมีครอบครัวหนึ่งที่ติดโรคระบาดนี้ได้มาขอให้หลวงพ่อโสธรช่วยด้วยการมากราบไหว้และบนบานศาลกล่าวหลังจากที่ไหว้ขอพรเรียบร้อย

แล้วก็นำเอาขี้ธูปกับดอกไม้แห้งที่ได้มีการบูชาหลวงพ่อโสธรรวมถึงหยดน้ำตาเทียนในอ่างน้ำมนต์โดยเอาทั้ง 3 อย่างนี้มาต้มน้ำแล้วกินดั่งว่าเป็นยาสมุนไพร แล้วเรื่องน่าอัศจรรย์ใจก็เกิดขึ้นโรคติดต่อที่ครอบครัวนี้เป็นการได้หายจนหมดสิ้น

จึงทำให้มีการเล่าลือถึงความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อกันเป็นอย่างมากโดยมีการมาแก้บนจนหลวงพ่อนั้นมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนก็จะมาบนขอให้หลวงพ่อช่วยและแทบไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่ไม่ประสบความสำเร็จ

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  เว็บพนัน ถูกกฎหมาย

ค้นพบอสูรกายมนุษย์ต่างดาวที่ถ้ําซันดอง

อสูรกายที่อยู่ในถ้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลกมันอาจจะเป็นมนุษย์ต่างดาวเรปทิเลี่ยน สำหรับกาค้นพบถ้ำที่ใหญ่มากที่สุดในโลกก็เพิ่งจะมีการค้นพบมาได้เมื่อไม่นานมานี้เองมันเป็นถ้ำที่มีความใหญ่โตและมันก็ได้มีความสลับซับซ้อนที่ซ้อนความลึกลับและความน่ากลัวพอๆกับความสวยงามของมัน

ถ้ำแห่งนี้ได้ซ้อนตัวอยู่ในถ้ำภูเขาภายใต้ป่าทึบที่มาที่ไปของมันลึกลับและมีความน่ากลัวไม่แพ้กันชาวบ้านที่อยู่แถวนั้นต่างก็ได้เล่าถึงความน่ากลัวของมันทั้งๆที่มันได้เป็นถ้ำที่มีขนาดที่ใหญ่มากที่สุดในโลกที่มีความสวยงามไม่แพ้ถ้ำใดๆแต่มันกับอยู่ซ้อนเอาไว้อยู่ในป่าลึกมานานนับล้านปีเพิ่งจะมีการค้นพบในปี1991หรือไม่ถึง30ปีมานี่เอง

ที่ได้มีการค้นพบถ้ำแห่งนี้และยังได้มีการสำรวจกันอย่างจริงจังและได้ถูกพัฒนามาให้เป็นแห่งท่องเที่ยวของเวียดนามเมื่อประมาณ10มานี่เองก่อนหน้านี้ก็ได้มีเสียงเล่าลือกันมาว่ามันได้มีเผ่าพันธ์อสูรกายที่เป็นมนุษย์ประหลาดครึ่งคนครึ่งสัตว์เลื้อยคานอาศัยอยู่ในถ้ำแห่งนี้

จึงไม่มีชาวบ้านหรือว่าคนในที่นั้นกล้าที่จะเข้าไปในถ้ำซึ่งคำบรรยายของอสูรกายตามคำบอกเล่าของชาวบ้านไม่ตรงกับสัตว์ชนิดใดๆในโลกแต่มันจะตรงกับลักษณะของเรปทิเลี่ยนมนุษย์ต่างดาวครึ่งคนครึ่งสัตว์เลื้อยคานนั้นเองพบอสูรกายปริศนาในถ้ําซันดองถ้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก เรื่องรางของสัตว์ลึกลับได้มีมากมายทั่วโลกล้วนแต่มีสิ่งที่น่าสนใจให้ติดตาม

และเป็นเรื่องที่มันน่าสนใจวันนี้คือ อสูรกายที่มันได้อาศัยอยู่ในถ้ําซันดองเป็นถ้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่อยู่ในประเทศเวียดนามในปี1991ก็ได้มีการค้นพบครั้งยิ่งใหญ่ชาวบ้านที่ได้อาศัยอยู่ในอุทยานแห่งชาติจังหวัดคังบินประเทศเวียดนาม ได้ค้นพบถ้ำขนาดใหญ่ที่มันได้แทรกตัวอยู่ในป่าลึกมาเป็นเวลายาวนานซึ่งหลังจากการค้นพบมันถูกตั้งชื่อว่าซันดอง

ซึ่งแปลกว่าหุบเขาแม่น้ำถ้ำแห่งนี้สำหรับที่ได้มีการตรวจกันอย่างละเอียดในอีก10ปีต่อมาพบว่ามันได้เป็นถ้ำที่มีขนาดใหญ่มากที่สุดในโลกโดยเกิดจากการกัดเซาะของกระแสน้ำที่มันได้ไหลอยู่ใต้ภูเขาสิ่งที่น่าตาตื่นใจสำหรับถ้ำแห่งนี้ก็คือมันเป็นถ้ำที่มีระบบนิเวทเป็นของตัวเองทั้งผืนป่าและแม่น้ำไม่ต่างอะไรจากระบบนิเวทภายนอกที่ดูคล้ายเหมือนกับเมืองลับแล

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  bk8

ธนาคารกลางที่บุกเข้าไปได้ยากมากที่สุดในโลก

ใครๆก็ต่างรู้ว่าธนาคารกลางของสหรัฐได้มีทั้งหมด12สาขาทั่วประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งธนาคารแต่ละสาขาต่างก็ได้มีหน้าที่ตัดสินใจเริ่มนโยบายการเงินรวมกันและทำหน้าที่เป็นนายแบงค์ให้กับธนาคารของสหรัฐอเมริกาธนาคารกลางสาขานิวยอร์ก ซิตี้

ทำหน้าที่คุมพื้นที่ครอบคุมทั้งหมดในรัฐนิวยอร์กและยังรวมไปถึงนิวเจอร์ซีย์คอนเนคติคัทเปอร์โตริโกและหมู่เกาะเวอร์จินมันได้เป็นสาขาที่มีอิทธิพลมากที่สุดในบรรดาธนาคารกลาง

ในทั้งหมด12แห่งที่แห่งนี้มีทรัพย์สินที่จะต้องดูแลมากที่สุดมีธุรกรรมทางการเงินได้เกิดขึ้นที่แห่งนี้เป็นจำนวนมากและในอาคารแห่งนี้ได้ตั้งอยู่บนเลขที่33ที่นครนิวยอร์ก

ในทางตอนใต้ของแมนทัดตั้นธนาคารแห่งนี้เป็นสถานที่ที่ใช้จัดเตรียมและแถลงนโยบายทางการเงินมาโยตลอดและที่แห่งนี้ก็มีห้องนิรภัยที่ขนาดใหญ่ที่ได้เอาไว้เก็บทรัพย์สมบัติของหลายๆประเทศ

เอามาไว้รวมกันใครๆก็รู้ว่าสถานที่แห่งนี้ได้มีทองคำแท่งที่มีน้ำหนักรวมกันมากถึง7,000ตัน ซึ่งมันได้มีมูลค่ารวมกันมาถึง2.5เหรียญดอนลาร์สหรัฐซึ่งในเงินจำนวนมหาสารนี้มีค่ามากพอที่จะชำระหนี้สินของประเทศซาอุดิอาระเบียได้เลยทีเดียว

และใครจะเชื่อว่ามีทองคำจำนวนเล็กน้อยเท่านั้นที่เป็นของสหรัฐอเมริกาทองคำเกือบทั้งหมดได้เป็นของธนาคารกลางต่างประเทศและองค์กรระหว่างประเทศเท่านั้นบริษัทและบุคคลโดยทั่วไปไม่ได้รับอนุญาติให้ฝากทองคำเอาไว้ในนี้

สำหรับในการเก็บทองคำเอาไว้ในตู้นิรภัยหลังนี้ไม่มีค่าทำเนียมและค่าใช้จ่าย สำหรับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยค่าทำเนียมนั้นจะถูกเรียกเก็บได้กรณีเดี่ยวนั่นก็คือ เมื่อมันได้มีการเคลื่อนย้ายทองคำออกจากห้องนิรภัยแห่งนี้รวมไปถึงในการสับเปลี่ยนทองคำระหว่างบันชีภายในห้องนิรภัยและเมื่อได้มาถึงตรงนี้แล้วหลายคนที่อาจจะรู้แล้วว่ามันมีอะไรที่มันได้ซ่อนอยู่ในห้องนิรภัยแห่งนี้

และอะไรกันที่มันได้ทำให้มันกลายเป็นสถานที่ที่บุกเข้าไปได้ยากมาที่สุดในโลก อย่างแรกเลยสำหรับห้องนิรภัใยแห่งนี้มันเต็มไปด้วยทองคำทั้งหมดซึ่งมันได้ถูกสร้างให้มันได้อยู่ลึกลงไปจากพื้นท้องถนน24เมตรและภายในตัวอาคารก็มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย

ที่ได้ติดอาวุธประจำการตลอด24ชั่วโมงและยังได้มีกล้องวงจรปิดไปทั่วทุกมุมตัวอาคารที่อยู่ทั้งภายในและภายนอกถ้าสมมุติว่าตัวคุณนั้นอาบรอบเข้าไปถึงห้องใต้ดินได้คุณก็จะพบว่ามันได้มีทางข้าแค่เพียงทางเดียวที่จะสามารถเข้าไปสู่ห้องนิรภัยได้

และทางที่ได้ใช้เข้าสู่ห้องนิรภัยนี้มันจะมีความยาวเกือบ3เมตรและมันก็ได้มีน้ำหนักมากถึง90ตันอีกทั้งกลไกรทางเข้าของมันยังทำด้วยเหล็กที่เสริมคอนกรีตที่มีน้ำหนักมากถึง140ตันด้วยกัน

 

สนับสนุนโดย  bk8 ฝากเงิน

การดัดแปลงผลไม้ด้วยฝีมือของมนุษย์

การปรับแต่งพันธุกรรมในอุสาหกรรมการเกษตรได้มีการพัฒนาอยู่เสมอในช่วงหลายศตววษที่ผ่านมาเพื่อให้ได้ผลผลิตและสร้างรสชาติสารอาหารที่มนุษย์ต้องการมากที่สุด ซึ่งในกระบวนการตามธรรมชาติอาจจะกินเวลามากจนเกินไป

และมันอาจจะทำให้ผลไม้ในบางชนิดจึงต้องได้ผ่าน การคัดเลือกพันธุ์และการดัดแปลงด้านของทำพันธุกรรมจนทำให้น่าตาและรูปร่างและรสชาติของพวกมันได้แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิงวันนี้เราจะพาไปดูเลยว่าบรรพบุรุษของผลไม้บางชนิดมันจะมีน่าตาแบบไหนมาดูกัน

แตงโมป่ากับแตงโมในปัจจุบัน

ซึ่งรูปภาพจากในศตวรรษที่17บ่งบอกให้รู้เลยว่าแตงโมในสมัยนั้นมันมีความแตกต่างไปจากแตงโมที่เรานั้นได้รู้จักกันอย่างสิ้นเชิง สำหรับผลงานของรูปภาพนี้ได้ถูกวาดขึ้นเมื่อในปี1645-1672 ซึ่งก็ได้มีลายละเอียดของแตงโมที่ได้เป็นทรงกลมแต่ได้มีเนื้อข้างในที่ได้แบ่งเป็น6ส่วนรวมไปถึงเมล็ดเนื้อแตงโมส่วนหนึ่งยังเป็นสีขาวซึ่งแน่นอนว่าหากได้เป็นแตงโมสมัยในปัจจุบัน

คนอาจจะกินมันไม่ได้จึงทำให้มนุษย์นั้นได้เพาะพันธุแตงโมขึ้นมาใหม่เพื่อให้ได้รูปร่างและความหวานฉ่ำที่คนเรานั้นต้องการนอกจากนี้แตงโมได้มีสีสันและรสชาติที่ได้ทำให้ผู้คนทั่งโลกได้เห็นชอบซึ่งมันอาจจะมีในสายพันธุของผลแตงโมที่มันนั้นไม่มีเมล็ดอีกด้วย เนื่องจากการทำการผลผลิตข้ามสายพันธุเพื่อจะทำให้แตงโมนั้นเป็นหมัน

กล้วยป่ากับกล้วยในปัจจุบัน

ซึ่งต้นกำเนิดของกล้วยหากเรานั้นได้ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ12,000ปีก่อนก็ได้มีบรรดาเหล่านักสำรวจได้เข้าไปพบกับซากฟอสซิลของกล้วยก่อนที่กล้วยนั้นมันจะมีผลสุขและมันก็ได้มีคุณค่าทางด้านอาหารแต่ถึงอย่างไรก็ตามเจ้ากล้วยป่าชนิดนี้มันได้มีการเปลี่ยนแปลงสายพันธุอย่างงสิ้นเชิง

ซึ่งที่มันได้มีความแตกต่างจากกล้วยนั้นต้องบอกเลยว่ากล้วยในยุคแรกนั้นมันจะไม่มีเมล็ดเหมือนกับกล้วยในปัจจุบันเราจะเห็นได้เลยว่ากล้วยในปัจจุบันนั้นมันมีเมล็ดที่เส็กและน้อยมากเมื่อได้นำเอากล้วยในยุคก่อนหน้านี่มาเทียบกันจะเห็นได้เลยว่ามันจะมีเมล็ดที่ใหญ่กว่ากล้วย

ในปัจจุบันซึ่งมันก็ได้มีในปริมาตรที่เยอะมากจนทำได้เต็มพื้นที่ขนาดใหญ่ของกล้วยเองและเราก็ไม่สามารถที่จะนำเอามารับประทานไม่ได้ง่ายๆเหมือนอย่างคําสุภาษิตได้กล่าวเอาไว้ว่าง่ายเหมือนปลอกกล้วยเข้าปากทั้งนี้ก็ได้มีการปรับแต่งสายพันธุมาอย่างยาวนานเพิ่มจะผลิตให้กล้วยนั้นมีจำนวนมากเพื่อให้มันได้เพียงพอในตลาดโลก

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  bk8th

เรือมหาสมุดผีสิงที่ยังหาคำตอบไม่ได้

เรือThe Lady Lovibond
สำหรับเรื่องราวของเรือใบลำนี้
เนื่องจากในวันที่13กุมภาพันธ์ในปีประมาณ1778ซึ่งทางด้านกัปตันเรือได้นำเอาเรื
อดังกล่าวนำเอาออกมาฉลองในงานแต่งงานของภรรยาและตัวของเขาเองที่บริเว
ณด้านชายฝั่งที่อยู่ในประเทศอังกฤษ
ซึ่งด้านความเชื่อของเรือดังเดิมมันก็ได้มีอยู่ว่า
ซึ่งใครผู้ใดที่ได้นำพาเอาผู้หญิงขึ้นมาบนเรือดังกล่าวมันก็จะส่งผลให้กับเรือดังกล่าวอย่างแน่นอน
และในความเชื่อของสิ่งนี้นี่เองมันจึงได้มีปรากฎการณ์ที่มันได้เกิดเหตุการณ์ที่ต้อง
ทำให้เรือดังกล่าวนี้เป็นดังอย่างคำโบราณจริงๆ
เมื่อสถานการณ์ที่โหดร้ายมันได้เกิดขึ้น ได้มีต้นหนเรือประจำผู้หนึ่ง
ซึ่งเขาได้เกิดหลงไหลในความสวยของภรรยากัปตันเรือมันจึงได้ทำให้ตัวของเขา
นั้นเกิดอาการมีความอิจฉาริษยาและได้มีความโกรธรวมไปถึงอาการหึงหวงเมียของกัปตันเรือ
และในช่วงเวลาวันนั้นที่ด้านกัปตันเรือพร้อมแขกพวกเขาก็กำลังดื่มกินฉลองกันที่ด้านบนด่านฟ้าของเรือThe Lady Lovibond นอกจากนี้ทางด้านต้นหนเรือก็ได้ขับเรือTheLady Lovibondให้เดินหน้าไปอย่างเร็ว
เมื่อลำเรือเร่งความเร็วไปได้ไม่นานเรือลำนี้ก็ได้ไปพบเจออุบัติเหตุที่ประเทศอังกฤษ
เนื่องจากเหตุการณ์ดังกล่าวนี่ทำให้ผู้คนที่อยู่บนเรือลำนี้ได้เสียชีวิตกันไปทั้งหมด
ภายในระยะเวลาต่อมา เมื่อประมาณวันที่13กุมภาพันธ์
เวลาก็ได้ผ่านเลยไปประมาณททุกๆ15ปี เรือThe Lady Lovibondก็จะออกปรากฎอยู่บนท้องทะเลซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเรือผีสิงที่มันยังคงเป็นเรื่องราวลึกลับที่ยังถูกพูดกันจนถึงทุกวันนี้เรือMary Celeste
สำหรับเรื่องของเรือลำนี้ ได้เกิดขึ้นเมื่อในวันที่5ธันวาคม ในปีประมาณ1872
ได้มีเรือสัญชาติอังกฤษก็ได้มีผุ้คนได้พบเห็นเรือMaryCelesteที่บนลำเรือดังกล่าวนี้ไม่มีแม้แต่คนอยู่บนเรือและเรือก็ยังคงแล่นไปอย่างไม่มีจุดมุ่งหมาย ซึ่งเรือจะแล่มอยู่แถวบริเวณมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ
ทั้งนี้เมื่อในระยะเวลาต่อมาทางด้านทีมงานนักสำรวจก็ได้ทำการออกค้นหาในส่วน
ของเรือMary Celesteจากนั้นเมื่อทีมนักสำรวจได้เข้าไปสำรวจที่ลำเรือเรียบร้อยแต่ก็ต้องตกตะลึ่งเพราะว่าไม่พบใครแม้แต่คนเดียวบนลำเรือดังกล่าวนี้ภายในลำเรือนั้นก็ยังเป็นที่น่าตกใจเป็นอย่างมาก
ซึ่งภายในเรือนั้นมันดูเหมือนว่ามีผู้คนและลูกเรือได้อาศัยอยู่กับบเรือลำนี้อีกทั้งยังได้พร้อมกับสมุดจดบันทึกการเดินเรือที่ได้สูญหายไปหลายแผ่นทั้งนี้สิ่งที่ต้องทำให้ต้องตกใจมากก็คือครั้งสุดท้ายที่ได้จดบันทึกมันได้เป็นวันที่25พฤศจิกายน1872เมื่อ10วันที่แล้วจากเรือดังกล่าวยังได้พบว่าเรือMaryCelesteได้กลางใบแล่นอยู่ในทะเลมาเกือบ100ไมล์เลยทีเดียว

 

สนับสนุนโดย  rb88 ล็อกอิน

เรื่องทหารญี่ปุ่นยึดเอาพื้นที่เมืองกาญจนบุรีเป็นฐานที่มั่น

ในช่วงเวลาประมาณปี2485 ทางประเทศไทยเองก็ได้ต้องอยู่ในท่ามกลางของสงครามโลกครั้งที่สองอย่างที่ปฏิเสธไม่ได้ ซึ่งได้มีจำนวนเหล่าทหารญี่ปุ่นได้บุกเข้ามาได้ประเทศไทยทางด้านของจังหวัดกาญจนบุรี

เนื่องจากว่าจะเข้ายึดเอาพื้นที่ให้เป็นฐานทักเพื่อที่จะทำการโจมตีทางฝั่งของอเมริการวมไปถึงพรรคพันธมิตรที่อยู่ทางด้านภาคพื้นเอเชียที่มันได้มีสภาพพื้นที่ที่มันได้มีป่าทึบมันได้ทำให้เหล่าพวกญี่ปุ่นนั้นได้คิดถึงความปลอดภัยที่เอาไว้เป็นที่หลบซ่อนจากสงครามที่อยู่ฝ่ายตรงข้าม

จากนั้นพวกทหารญี่ปุ่นก็ได้นำเอาพวกเชลยที่เหล่าพวกทหารญี่ปุ่นที่จับมาได้นั้นนำตัวมาใช้แรงงานให้มาทำการก่อสร้างทางข้ามแม่น้ำแคว ซึ่งมันจะทำให้รถไฟของญี่ปุ่นนั้นสามารถที่จะทำการขนอาวุธต่างได้อย่างสบายอีกนี้ที่ยังได้มีเรื่องเล่าขานกันมาว่ากล่าวที่พวกทหารญี่ปุ่นจะก่อสร้างทางรถไฟได้สำเร็จนั้น

ก็จะต้องเสียเชลยศึกไปหลายหมื่นคนอีกทั้งยังได้มีคำพูดออกมาว่า สำหรับ1ท่อนไม้หมอนรถไฟก็จะต้องสังเวยชีวิตจำนวน1คนต่อ1หมอนรถไฟ

นอกจากนี้ในช่วงระยะเวลาสมัยนั้นพวกทหารญี่ปุ่นก็ยังได้ยึดเอาพื้นที่ที่มันอยู่กลางป่าของจังหวัดกาญจนบุรีเข้าไว้เป็นที่กองทัพและที่สำคัญว่ามันจะต้องล้ำเข้าไปในอาณาเขตของเหล่าสัตว์ป่าที่มันได้มีระดับความลึกที่ไม่เคยมีใครหรือชาวบ้านคนไหนที่จะกล้าเข้าไปสำรวจยังสถานที่แห่งนั้นเลยและที่ได้รวมไปถึงภายในถ้ำช่องหินที่อยู่ภายในถ้ำ

หรือจะเป็นตามพุ้มไม้ต่างๆซึ่งทั้งหมดนั้นก็ได้ถูกจัดระเบียบทำเป็นที่ป้องกันที่จะต่อต้านพวกข้าศึกในช่วงที่ตะวันตกดินเหล่าทหารญี่ปุ่นทั้งหลายก็ได้แบ่งกำลังกันออกลาดตระเวนโดยระยะพื้นที่โดยรอบอีกทั้งยังได้แบ่งพวกทหารออกตรวจการ10ถึง15คนในทุกๆ15นาที

ซึ่งจะใช้เพื่อการลาดตะเวนในทุกๆคืน วันดีคือดีเหล่าทหารที่ได้ออกไปลาดตระเวนนั้นต่างก็จะกลับมาไม่ครบคนจึงได้ทำให้เหล่าทหารญี่ปุ่นได้คิดว่าเป็นพวกข้าศึกที่แอบเข้ามาฆ่าทหารญี่ปุ่นจากนั้นได้มีการเพิ่มกำลังที่มากขึ้นเป็นอีกเท่าตัวแต่ถึงอย่างไร

ก็ตามพวกทหารนั้นก็ยังหายตัวไปกันทุกคืนจนทำให้ผู้บบันชาการหมดความอดทนพวกเขาก็ได้ออกตามหาพวกทหายของเขาที่ได้หายตัวไปจากนั้นพวกเขาก็ได้ไปเจอถ้ำแห่งหนึ่งจากนั้นเขาก็ได้ส่งทหารเข้าไปดูพวกทหารก็ได้วิ่งหนีตายกัน

ออกมาและได้บอกกันผู้การว่าพวกเขานั้นเจอกับสัตว์ประหลาดจากนั้นผู้การจึงได้สั่งระเบิดถ้ำแห่งนั้นเสียทันใดนั้นเขาก็ได้พบกับงูยักษ์ที่มีขนาดเท่ากับตู่กับข้าวบ้านเราพวกเขาจึงได้ระเบิดเจ้างูยักษ์ตัวนั้นทิ้งสะนอกจากนี้เขาก็ได้เข้าไปดูภายในถ้ำก็ต้องพบกับกระดูกของทหารญี่ปุ่นเป็นพันธ์ชิ้น

 

สนับสนุนโดย  ทางเข้าdewabet