ประวัติหลวงปู่เอี่ยม

ประวัติหลวงปู่เอี่ยม แห่งวัดสะพานสูง

             หลวงปู่เอี่ยมเป็นพระที่มีชื่อเสียงอย่างมาก ชาวบ้านให้ความเคารพศรัทธาท่านและทุกคนต่างก็รู้จักชื่อเสียงของหลวงปู่เอี่ยมกันเป็นอย่างดี  ท่านเป็นพระดังประจำจังหวัดนนทบุรีเลยทีเดียว สำหรับหลวงปู่เอี่ยมท่านจะเป็นพระรุ่นเดียวกันกับ หลวงพ่อเงิน หลวงพ่อโต และหลวงพ่อปาน เป็นต้น

           สำหรับเรื่องราวความเป็นมาของหลวงปู่เอี่ยมนั้นท่านเกิดในสมัยพระบาทสมเด็จพระเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ซึ่งท่านเกิดในปี พ.ศ. 2359 โดยเกิดที่ตำบลบ้านแหลมใหญ่ จังหวัดนนทบุรี  หลวงปู่เอี่ยมท่านมีพี่น้องทั้งหมด 4 คน ซึ่งท่านเป็นลูกของ นายนาค ส่วนมารดาชื่อว่า นางจันทร์ หลวงปู่เอี่ยม อุปสมบท เมื่อตอนที่ท่านอายุได้ 22 ปี

โดยมีการบวชพระที่วัดบ่อ ในจังหวัดนนทบุรี ซึ่งหลังจากที่ท่านบวชได้แค่ประมาณหนึ่งเดือนเท่านั้น  หลวงปู่เอี่ยมท่านก็ได้ย้ายไปจำพรรษาอยู่ที่วัด กัลยาณมิตร โดยหลวงปู่เอี่ยมท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดกัลยาณมิตรนาน 7 พรรษาถึงได้ย้ายไปจำพรรษาที่วัดอื่น และตอนที่หลวงปู่เอี่ยมจำพรรษาอยู่ที่วัดกัลยาณมิตรนั้นมีพระพิมลธรรมพร เป็นเจ้าอาวาสอยู่ในขณะนั้นและหลังจากนั้นอีกเจ็ดปีต่อมา ท่านก็ได้ย้ายไปอยู่ที่วัดประยุรวงศาวาส

  หลังจากที่หลวงปู่เอี่ยมอยู่ที่วัดประยุรวงศาวาส มาจนถึงปี พ.ศ. 2396 ชาวบ้านของหมู่บ้านคลองแหลมใหญ่ก็มาอัญเชิญหลวงปู่เอี่ยมให้กลับไปจำพรรษาที่วัดสว่างอารมณ์ ดังนั้น หลวงปู่เอี่ยมจึงมาจำพรรษาที่วัดสว่างอารมณ์นี้เรื่อยมา และหลังจากท่านอยู่วัดสว่างอารมณ์ได้สักพักก็ได้มีการเปลี่ยนชื่อวัดมาเป็นวัดสะพานสูง โดยสาเหตุที่มีการเปลี่ยนชื่อวัดเพราะว่า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้เสด็จมาที่วัดสว่างอารมณ์เพื่อทำการตรวจสอบพระสงฆ์

  และในขณะที่เดินทางมานั้น กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้มองเห็นสะพานข้ามคลองพระอุดม มีความสูงชัน ท่านจึงเรียกว่าวัดสะพานสูงและนับแต่นั้นมา ชาวบ้านก็เรียกวัดแห่งนี้ว่าวัดสะพานสูงตั้งแต่นั้นจวบจนมาถึงปัจจุบัน

             ในตอนแรกที่หลวงปู่เอี่ยมมาจำพรรษาที่วัดแห่งนี้มีพระสงฆ์แค่เพียง 2 รูปเท่านั้น ต่อมาหลวงปู่เอี่ยมได้ริเริ่มการก่อสร้าง ทั้งศาลาการเปรียญ  สร้างเจดีย์ และยังมีการสร้างสถานที่สำคัญภายในวัดไว้อีกมากมาย ซึ่งท่านได้สร้างวัตถุมงคลขึ้นมาเพื่อเป็นการตอบแทนน้ำใจชาวบ้านที่ช่วยกันนำเงินมาถวายวัดเพื่อใช้ในการสร้างสถานที่ต่างต่างภายในวัด

  หลวงปู่เอี่ยมได้ชื่อว่าเป็นพระที่มีวิชาอาคมแข็งกล้า มีเรื่องเล่าว่ามีหมู่บ้านที่อยู่ใกล้วัดสะพานสูง มีต้นตะเคียนตกน้ำมันและวิญญาณออกมาหลอกชาวบ้านทำให้ท่านต้องเข้ามาช่วยเหลือ เพียงแค่ท่านรดน้ำมนต์และภาวนาคาถาแล้วเป่าไปที่ต้นตะเคียนไม่นานต้นตะเคียนก็เหี่ยวและชาวบ้านก็ไม่เคยเจอผีอีกเลย

 

ขอบคุณผู้ที่ให้การสนับสนุนโดย  next88

ประวัติศาสตร์คุกตวลสเลงหรือS21ที่มีความโหดติดอันดับโลก

ตวลสเลงซึ่งเป็นคุกถือได้ว่าเป็นความโหดร้ายที่สุดที่ติดอันดับโลกแห่งหนึ่งเลยก็ว่าได้ก็คือคุกแห่งนี้นั้นแต่เดิมเป็นโรงเรียนมัธยมจะมีพื้นที่ประมาณ9ไร้แล้วก็จะมีตึกอยู่ประมาณทั้งหมด4ตึกในแต่ละตึกนั้นก็จะมีก็จะมีสามชั้น ซึ่งสถานที่นี้เป็นคุกของตวลสเลง อยู่ที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา 

วันนี้เราจะมาพูดถึงประวัติศาสตร์ที่คุกตวลสเลง หรือที่เรียกกันอย่างไม่เป็นทางการ คือ S21 และที่คุกแห่งนี้นั้นยังได้จัดให้เป็นพิพิธภัณฑ์อีกด้วยเรื่องทั้งหมดนี้ได้เกิดขึ้นเมื่อในปี1975ถึงปี1979ซึ่งจะเป็นพิพิธภัณฑ์ฆ่าล้างเผ่าพันที่แห่งนี้

ถือได้ว่าเป็นคุกที่ติดอันดับที่มีความโหดร้ายที่สุดแต่คนที่เข้ามาที่คุกนั้นจะต้องมีลมหายใจอยู่แต่ถ้าใครที่คิดอยากจะออกจะต้องหมดลมหายใจเท่านั้นที่จะออกได้และในช่วง1975ถึงปี1979และคนที่ได้เล่าให้ฟังนั้นเขาก้ได้อยู่ในเหตุการณ์ด้วยและครอบครัวของเขาก็สูญหายที่คุกตวลสเลงแห่งนี้ด้วยและทุกวันนี้ก็ยังหายไม่เจอคาดว่าหน้าจะเสียชีวิตที่คุกแห่งนี้เลย

เมื่อช่วงเวลา4ปีที่แล้วก็ได้มีการถูกทรมานกักขังแล้วก็เสียงชีวิตทั้งหมด1,2000คนทุกวันนี้เขาก็ยงหาญาติที่เสียชีวิตไม่เจอแล้วก็อย่างที่บอกไปว่าคุกที่ตวลสเลงนั้นเขาได้ตั้งชื่อมาจากพระมหากษัตริย์ของกัมพูชาในสมัยก่อนแล้วก็มาในตอนหลังก็ได้เปลี่ยน S21หรือว่าคุกตวลสเลง ทั้งหลังนั้นมีหลุมศพประมา14หลุมและทางด้านหลังของหลุมศพนั้นเราก็จะเห็นอนุสาวรีย์ที่ทางยูเนสโกเขาได้สร้างเอาไว้และที่สสร้างเอาไว้เพื่อให้เรานั้นลำลึกถึงเหตุการณ์ที่เลวร้ายของ คุกของตวลสเลงแห่งนี้

อย่างที่ได้กล่าวไปเมื่อข้างต้นนั้นแต่ก็ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะทำกับมนุษย์เดียวกันในอย่างลงคอและตึกที่ได้อยู่ข้างหลุมศพนั้นเมื่อก่อนจะเป็นชั้นเรียนมัธยมและตึกนี้เขาจะเรียกกันว่าตึกอาคารเอและตึกนี้ก็จะเป็นตึกของอาหารขังเดียว

และเมื่อได้เดินเข้าไปที่ตัวอาคารนั้นก็จะเห็นป้ายต่างๆที่แสดงให้เห็นข้อห้ามต่างๆณที่ตรงนั้นและเมื่อเราได้เข้าไปดูห้องนักโทษนั้นก็จะมีประวัติที่ค่อนข้างที่จะทรมานนักโทษอยู่เหมือนกันและบรรดานักโทษก็จะใช้กล่องเหล่านี้เพื่อขับถ่ายหากใครที่ทำเลอะเทอะเปรอะพื้นโดนที่ไม่ได้ตั้งใจก็จะต้องทำความสะอาดด้วยตัวเองโดยที่ใช้ลิ้นเสียสิ่งปฏิกูลที่ตัวเองนั้นทำเลอะเทอะให้สะอาดและถ้าหากว่าใครที่ไม่ทำก็จะถูกทุบตีอย่างทรมานจนเสียชีวิต

การค้นพบปราสาทในเขตอีสานใต้

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาตชคอีสานของประเทศไทยเป็นแหล่งอารยธรรมเก่าแก่มันตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์โดยพบหลักฐานการตั้งชุมชนของมนุษย์มานานหลายพันปีเพราะในพื้นที่มีแม่น้ำสำคัญๆอยู่หลายสายไหลผ่านและที่ลาบลุ่มริมน้ำก็เป็นพื้นที่อันเหมาะสมอันต่อการสร้างชุมชนแหล่งอาศัยในทางภูมิศาสตร์ได้แบ่งภาคอีสานเป็นสองส่วนใหญ่ๆคือ แอ่งสกลนคร และ แอ่งโคราช

โดยใช้แนวภูเขาภูพานเป็นเส้นกำเนิด

ซึ่งทั้งสองส่วนแม้จะอยู่ห่างกันแค่เพียงเขากั้นแต่ความแตกต่างทางภูมิประเทศและทรัพยากรก็ได้ทำให้ผู้คนสองฝั่งมีรายละเอียดทางวัฒนธรรมต่างกันไปด้วย ซึ่งเรื่องนี้มีหลักฐานยืนยันมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์จนแม้เมื่ออารยธรรมจากต่างแดนหลากหลายเข้ามาความแตกต่างนี้ก็ยังมีให้เห็น ในช่วงพุทธศตวรรษที่12เมื่อพุทธศาสตร์สนาแผร่จากอินเดียเข้าสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาชุมชนดั่งเดิมในภูมิภาค

ได้มีการเปลี่ยนแปรงทางสังคมและวัฒนธรรมเกิดเป็นวัฒนธรรมใหม่ที่เรียกว่าทวารวดี

ซึ่งต่อมาได้ขยายตัวข้ามจากภาคกลางสู่แอ่งโคราช และ แอ่งสกลนคร จนมีการผสมผสานกับวัฒนธรรมพื้นถิ่นเดิมกลายมาเป็นวัฒนธรรมทวารวดีแบบท้องถิ่นขึ้นมาขณะที่ช่วงเวลาไกล้เคียงกันนั้นอิทธิพลทางศาสตร์สนาอินเดียก็ยังแผร่เข้าสู่ชุมชนบริเวณสามเลี่ยมปากแม่น้ำโขรงด้วย จึงเกิดลักษณะศิลปะกรรมของทางพุทธสนาแบบฟูนันและฮินดูแบบเจนละ อันเป็นต้นทางของวัฒนธรรมขอม

ซึ่งได้เข้ามามีอิทธิพลในยุคต่อมา และวันนี้เราอยู่ที่จังหวัดอีสานใต้เพื่อมาเล่าถึงศาสตร์สถานเก่าแก่ที่ถูกค้นพบอยู่บนถนนแถวหลวงหมายเลข24 สถาปัตยกรรมโบราณเหล่านี้สร้างขึ้นในวัฒนธรรมขอมเมื่อหลายร้อยปีก่อนแต่ด้วยวัสดุที่แข็งแกร่งทนอย่างศิลาทำให้วันนี้เรายังพบเห็นร่องรอยอันหน้าอัศจรรย์ที่คนรุ่นก่อนเพียงสร้างเอาไว้ พบกันเรื่องราวของปราสาทขอม

หรือ ปราสาทหินที่น่าสนใจ สุรินทร์เป็นหนึ่งในห้าของจังหวัดเขตอีสานใต้ที่ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข24ตัดผ่าน สุรินทร์เป็นชุมชนเก่าแก่โบราณ

ซึ่งพบหลักฐานว่ามีมนุษย์อยู่อาศัยตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายก่อนจะค่อยๆพัฒนาเจริญรุ่งเรืองผ่านยุคสมัยต่างๆมีจนถึงปัจจุบันทั่วจังหวัดสุรินทร์มีรายงานโบราณสถานอยู่เป็นจำนวนมากรวมถึงปราสาทหินซึ่งเป็นเป่าหมายที่สำคัญจากสี่แยกปราสาทบนถนนหมายเลข24เมื่อเราเลี่ยวซ้ายต่อไปราวๆ60กิโลเมตรผ่านเขตอำเภอเมืองถนนจะผาไปถึงปราสาทที่มีชื่อเสียงที่สุดของจังหวัดสุรินทร์นั้นคือ ปราสาทหินศรีขรภูมิ

จากการสำรวจและขุดแต่งนักโบราณคดีพบว่าปราสาท ศรีขรภูมิ สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่17เพื่อเป็นศาสตร์สถานศาสนาฮินดูก่อนพบการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัยอยุธยาตอนปลายราวพุทธศตวรรษที่22ถึง23เพื่อดัดแปรงให้เป็นวัดในพระพุทธศาสนา