ดร.มาร์เซล เพททิออตได้สบโอกาสที่จะกอบโกยผลประโยชน์ทุกๆรูปแบบ

ซึ่งในช่วงสงครามโลกครั้งที่2ได้กำลังก่อตัวขึ้นหมอมาร์เซลยังได้เพลิดเพลินกับการใช้อำนาจในมือออกใบมรณะบัตรอันเป็นเท็จให้แก่คนไข้ที่ตายผิดปกติหรือดูมีเงื่อนงำไม่ได้แตกต่างจากเมื่อที่เขายังอยู่ที่เมืองวินเนอม ซิวยองพฤติกรรมที่ต้องสงสัยของมาร์เซลก็ได้สร้างความพอใจให้กับชาวเมืองเป็นอย่างมากจะมีข่าวลือในด้านไม่ดีเกี่ยวกับตัวเขาที่ได้แพร่ออกไป

ทั่วทั้งเมืองแต่นั้นมันก็ไม่ได้ทำให้ ดร.มาร์เซล เพททิออต เกิดความรู้สึกหวั่นไหวหรือต้องวิตกกังวลใดๆและเขาก็ยังคงตั้งหน้าตั้งตากอบโกยผลประโยชน์ทุกๆรูปแบบได้เข้ากระเป๋าตัวเองต่อไป ซึ่งมันดูเหมือนว่ายิ่งหมอมาร์เซลตักตวงผลประโยชน์ได้มากเท่าไหร่ความโลภของเขามันก็ยิ่งเพิ่มเข้าตามไปด้วยใน ปี1940วันที่ ดร.มาร์เซล เพททิออต รอคอยโอกาสที่จะกอบโกยทรัพย์มหาสาร

ก็มาถึง เมื่อสภาวะการของสงครามโลกครั้งที่2ได้ปะทุขึ้นทั่วทั้งแผ่นดินยุโรปกองทัพนาซีภายใต้การนำ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ได้ยกกองกำลังทหารบุกเข้ามาถึงกรุงปารีสได้อย่างง่ายดาย เนื่องจากทางประเทศฝรั่งเศสยอมจำนน

ซึ่งเป้าหมายแรกของการครอบครองฝรั่งเศสโดยนาซีนั้นก็หนีไม่พ้นการออกไล่ล่าและทำลายร้างคนชาวยิวให้สิ้นซากตามนโยบายของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ที่ได้มีความรังเกียจชาวยิวเป็นอย่างมากพวกนาซีได้ทำการจัดตั้งตำรวจลับในประเทศฝรั่งเศส

โดยได้มีภารกิจหลักคือการออกสืบค้นหาและทำการล่าสังหารกลุ่มคนที่ได้ออกมาต่อต้านพวกนาซีให้สิ้นซากหมดไปรวมถึงจับกุมใครก็ตามที่คาดว่าน่าจะเป็นชาวยิวที่จะส่งตัวไปยังข่ายมรณะหรือได้ส่งตัวไปใช้แรงงานอย่างทารุนที่ค่ายกักกันกว่าจะตายนั่นจึงได้ทำให้พวกชาวยิวที่ได้อาศัยอยู่ในฝรั่งเศสต่างก็ได้ทยอยหายกันไปเรื่อยๆโดยที่บางคนไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตอนนี้พ่อแม่หรือญาติพี่น้องของตนได้ถูกจับตัวให้ไปอยู่ที่ค่ายมรณะหรือค่ายกักกัน

แล้วความหวาดกลัวต่อความเฮียมโหดของพวกนาซีทำให้ชาวยิวหลายคนต้องการที่จะหนีออกจากประเทศฝรั่งเศสแต่พวกเขาก็ไม่รู้ว่าพวกเขาจะทำได้อย่างไรเพราะได้มีตำรวจลับที่คอยไล่ล่าคนชาวยิวเต็มเมืองไปหมด ดร.มาร์เซล เพททิออต

ก็ได้เรงเห็นโอกาสที่เหมาะสมที่จะตักตวงทรัพย์สินอย่างมหาสารจากสถานการณ์การไล่ล่าชีวิตชาวยิว เนื่องจากว่าพวกคนชาวยิวนั้นต่างก็ได้มีสถานะที่ดีและมั่นคงอย่างมากมายที่ต้องการที่จะเข้าชีวิตรอดด้วยการที่จะต้องพาครอบครัวหลบหนีไม่เพียงแต่เท่านั้น

ความตึงเครียดและแรงบีบคั้นทางจิตใจที่เกิดขึ้นกับชาวยิวก็ยิ่งกระตุ้นให้สันดานดิบของ ดร.มาร์เซล เพททิออต ซึ่งได้หลงไหลในการทารุนกรรมผู้อื่นได้ลุกขึ้นมาอีกครั้งจึงไม่มีโอกาสไหนเหมาะไปมากกว่านี้อีกแล้วที่เขาจะได้ทรัพย์สินเงินทอง

 

สนับสนุนโดย  next88

สัตว์ที่หลงเหลือมาจากสมัย100ล้านปีก่อน

ห้วงมหาสมุทรมันเป็นดินแดนที่ความเร้นลับที่มันยากเกินกว่าที่มนุษย์จะจินตนาการโลกใต้สมุทรนั้นอีกทั้งมืดสนิทและก็กว้างขวางที่เต็มไปด้วยความอันตราย ก็เลยได้ทำให้ในขณะนี้เหล่านักวิทยาศาสตร์ สามารถได้กระทำการออกตรวจสอบใต้ห้วงมหาสมุทรได้แค่เพียง5/7%เท่านั้น แล้วก็อีก90%นั้นที่ยังมิได้กระทำการสำรวจ

ซึ่งมันอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีสิ่งมีชีวิตที่ลึกลับที่มันได้หลงเหลือมาจากสมัย100ล้านปี ที่มันได้เข้ามาอาศัยอยู่ก็เป็นไปได้และวันนี้พวกเราจะพาคุณไปพบกับสิ่งที่มีชีวิตอยู่ใต้ท้องทะเลที่มันได้ถูกศึกษาและทำการค้นพบจากภาพดาวเทียม นั้นก็คือ

Giant Shark หรือปลาฉลามยักษ์

นอกจากนั้นนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียประเทศแคนาดา ทั้งนี้ก็ยังได้รับรายงานอีกว่าได้เจอสัตว์ที่ได้มีขนาดใหญ่ที่ได้ขยับเขยื้อนอยู่ใต้ผิวน้ำของอ่าวเปอร์เซียต่อจากนั้นเหล่านัดหมายวิทยาศาสตร์ ก็ได้กระทำการตรวจสอบจากภาพถ่านดาวเทียม โดยกูเกิลต่อจากนั้นมันก็ยังได้ทำให้พวกเขานั้นควรต้องตกอกตกใจกับภาพที่พวกเขานั้นได้เห็นเป็นอันมาก

เพราะว่าเนื่องจากรูปภาพที่มันได้ปรากฎขึ้นมานั้นมันได้เป็นรูปภาพของเจ้าปลาฉลามที่มีขนาดใหญ่ที่คาดการณ์ว่ามันคงจะมีความยาวราวๆถึง70ฟุตกันเลยทีเดียวดังนี้มันก็ยังได้เป็นปลาฉลามที่มีตัวขนาดใหญ่สูงที่สุดเท่าที่ได้เคยมีการเขียนบันทึกมาเพราะเหตุว่ามันได้มีความยาวเพียงแค่ราวๆ60ฟุตเพียงแค่นั้น

ซึ่งก็ได้ทำให้เหล่านักวิทยาศาสตร์ไม่สามารถกำหนดได้ในทันทีเลนว่ามันได้เป็นปลาฉลามอยู่ในสายพันธุ์ไหนกันแน่หรือมีความรู้สึกว่ามันบางครั้งอาจจะเป็นปลาฉลามในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่มันได้หลงเหลือมาจากโลกอายุ100ล้านปีมันก็บางครั้งอาจจะเป็นไปได้

ปลาฉลาม Megalodon

นอกนั้นมันก็ยังได้มีเรื่องราวอีกเพียบเลยที่ได้เข้าไปกระทำการสำรวจเพื่อได้พบกับเจ้าปลาฉลามMegalodon โดยคนที่ชำนาญทางด้านของสัตว์ทะเลมันก็ยังคงได้หาหลักฐานของสัตว์ที่มันได้มีชีวิตอยู่ซึ่งจะหาหลักฐานที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับMegalodonที่มันยังได้อาศัยอยู่ในใต้น้ำทะเลระดับลึก

ดังนี้ทางด้านหน่วยชีววิทยาทางทะเลจากมหาวิทยาลัยซิดนีย์ที่อยู่ประเทศออสเตรียพวกเขาก็ได้เปิดรูปภาพของเจ้าปลาฉลามMegalodonที่มันได้โดนจับภาพเอาไว้ได้โดยกูเกิล ซึ่งมันไปอยู่ทางด้านชายชายหาดของประเทศออสเตรียแต่ว่าอย่างไรก็ดีมันได้ดูเหมือนกับว่าเป็นปลาฉลามยักษ์อย่างมากแต่ว่าอย่างไรก็ดีก็ย่อมมีคนที่จะโต้แย่งอีกด้วยว่าสิ่งดังกล่าวมาแล้วข้างต้นมันบางทีอาจจะเป็นแค่เพียงผิวทรายที่มันบางทีอาจจะพัดเข้ามาจับกลุ่มกัน

 

สนับสนุนโดย  entaplay line

ตำนานแม่มดวูดู

             อย่างที่เรารู้กันดีว่าเรื่องของพ่อมดแม่มดนั้น มีความเชื่อกันมาช้านานแล้ว และถึงแม้ว่าปัจจุบันความเชื่อเหล่านั้นจะค่อยค่อยลดเลือนหายไปตามกาลเวลาแต่ว่าความเชื่อเหล่านั้นก็ยังคงมีอยู่ ความเชื่อเกี่ยวกับแม่มดนั้นมีกันทุกประเทศไม่ได้ยกเว้นแม้แต่ประเทศ

ที่เราเรียกว่าประเทศที่เจริญแล้วอย่างประเทศอเมริกาก็ตาม ยิ่งโดยเฉพาะในสมัยก่อนที่ประเทศสหรัฐอเมริกายังมีการปกครองระบบทาสกันอยู่ ซึ่งวันเวลาก็ล่วงเลยมาเกินว่าสองร้อยกว่าปีมาแล้ว ซึ่งในสมัยนั้นข้าทาสของคนอเมริกาส่วนใหญ่นั้นเป็นคนผิวดำ  หรือที่เราเรียกว่าชนกลุ่มชาวแอฟริกานั่นเอง สำหรับเรื่องราวของแม่มดวูดูนี้เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่เมือง นิวออร์ลีนส์ 

ซึ่งในปัจจุบันความเชื่อเหล่านี้ยังคงมีอยู่ โดยในตำนานที่มีการเล่าจากรุ่นสู่รุ่นต่อกันมาก็คือ  ที่เมืองนิวออร์ลีนส์นั้น เป็นเมืองที่มีทาสผิวดำเยอะมาก และหนึ่งในทาสผิวดำที่มีชื่อเสียงและเป็นที่กล่าวถึงมากที่สุดเลยก็คือ ทาสที่ชื่อว่า Marrie Laveau  

เธอเป็นหญิงสาวที่แตกต่างจากทาสคนอื่นอื่น เนื่องจากว่าเธอนั้นมีการนำลัทธิเก่าแก่ที่เรียกกันว่า ลัทธิวูดู เข้ามาด้วย ซึ่งลัทธิวูดูนี้ว่ากันว่ามีมานานหลายร้อยปีมาแล้ว ซึ่งลัทธินี้เป็นลัทธิของกลุ่มแม่มด ที่จะคอยสาปแช่งคนที่พวกที่นับถือลัทธินั้นไม่พอใจ ซึ่งคนที่นับถือลัทธินี้นั้น ส่วนใหญ่มักจะเป็นคนที่เป็นแม่มดทั้งหลาย สำหรับ Marrie Laveau 

นั้นเธอมีชีวิตอยู่ในช่วงปี ค.ศ. 1800 ซึ่งมีประวัติพูดถึงเธอว่า เพื่อนบ้านของเธอมักจะมีการพูดถึง Marrie Laveau  กันว่าเธอนั้นเป็นคนที่สามารถใช้เวทมนต์ได้ และเธอยังมีคำสาปที่สามารถสาปทำร้ายคนและสัตว์ได้ด้วย แต่อย่างไรก็ตามไม่เคยมีเรื่องเล่าออกมาว่าเธอนั้นเคยไปสาปแช่งหรือทำร้ายใครหรือไม่ แต่จากการที่คนเก่าแก่มักจะพูดถึง Marrie Laveau  

ในเรื่องของการเป็นแม่มดที่เก่งกาจและสาปแช่งคนมักจะได้ผลทุกรายไปทำให้ชื่อเสียงของเธอโด่งดังมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งหากใครที่ไปเที่ยวที่เมืองนิวออร์ลีนส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา แล้วล่ะก็ พวกเขาจะรู้ว่าที่นี่จะมีการพาทัวร์ บ้านหลังหนึ่งชึ่งเชื่อกันว่าบ้านหลังดังกล่าวนั้น เป็นบ้านของ Marrie Laveau  ตอนที่เธอยังมีชีวิตอยู่

และหากใครที่อยากจะให้วิญญาณของ Marrie Laveau  ช่วยสาปแช่งศัตรูให้ล่ะก็ให้ไปที่บ้านของ Marrie Laveau  แล้วทำการเคาะที่โลงศพของ Marrie Laveau   สามครั้งด้วยกันหลังจากนั้นยังจะต้องหมุนตัวเองในลักษณะของการทวนเข็มนาฬิกาอีกสามรอบ นำเหล้ารัมไปเซ่นไหว้ที่หลุมฝังศพของ Marrie Laveau  เสร็จแล้วให้กระโดดข้ามไปมาอีกสามรอบ

หลังจากนั้นให้ตะโกนเรียกชื่อของเธอและพูดเรื่องที่อยากให้เธอทำให้ วิธีการนี้จะเป็นการที่จะช่วยเรียกวิญญาณของ Marrie Laveau  ให้มาช่วยสาปแช่งคนที่เราอยากจะทำร้ายได้

 

สนับสนุนโดย  rb88 pantip

ตำนานชนเผ่ากินมนุษย์

สำหรับเรื่องราวของชนเผ่าบาเตาะ หรือ มนุษย์กินคนก็ได้มีเรื่องราวมานานกว่า100ปีแล้วชาวบ้านในจังหวัดนราธิวาสก็ยังเชื่อว่ายังมีชนเผ่าบาเตาะมนุษย์กินคนหลงเหลืออยู่จำนวนหนึ่งแต่สำหรับในปัจจุบันมันอาจจะไม่มีทางแล้วมันอาจจะเหลือเป็นเนื้องอกขึ้นมาเป็นติ่งเล็กๆ

ซึ่งชนเผ่าบาเตาะยังคงหลงเหลืออยู่ในปัจจุบันเพราะ เนื่องจากว่าชาวบาเตาะไม่ได้มีเพียงกลุ่ม กลุ่มเดียวแต่เนื่องจากว่าชนเผ่าบาเตาะได้แบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆอีกประกอบไปด้วยชนเผ่าโคบาจากคำสัมภาษณ์คนกลุ่มหนึ่งที่ได้เป็นผู้ที่ได้สืบเชื้อสายของบาเตาะมาโดยตรง

แต่ได้เป็นในส่วนของกลุ่มแมนดารินเชื้อสายดินโดนีเซียเราพอจะสรุปๆได้คร่าวๆว่าเผ่าพันธุ์เดิมของเขาจะมีนิสัยที่ดุร้ายและป่าเถื่อน ซึ่งชนเผ่าเหล่านี้เขาจะชอบปลูกผักปลูกผลไม้และอาศัยอยู่ในพื้นที่เย็นๆ ในบรรดากลุ่มต่างๆก็จะมีกลุ่มแมนดารินที่ได้มีการพบมากที่สุดและเขาก็ได้ให้สัมภาษณ์ว่าชนเผ่าบาเตาะนั้นที่ได้อาสัยอยู่ในป่า บาลา ฮาลา

ในบ้านเราอาจจะเป็นชนเผ่าที่มีชื่อกลุ่มว่ากลุ่มโคบาเพราะเขาได้มีนิสัยรูปประพันสันฐานที่คล้ายกับคนในชุมชนได้เล่าถึงมากที่สุดแต่คนในชุมชนก็ยังได้ให้ข้อมูลอีกว่าการกินเนื้อมนุษย์ของชาวบาเตาะก็จะมีนัยที่สำคัญเขาก็จะกินเนื้อมนุษย์ก็ต่อเมื่อที่พวกเขาไม่มีอะไรกินเท่านั้นไม่ได้กินเป็นประจำทุกๆวันเหมือนอย่างที่เราได้กินเนื้อหมูไก่กัน

เพราะว่าพวกเขาก็ได้มีการกินเนื้อสัตว์เช่นเดียวกันกับพวกเราแต่พวกเขาจะกินเนื้อมนุษย์ก็ต่อเมื่อเขาไม่มีอะไรจะกินแล้วจริงๆหรือเป็นช่วงที่ไม่สามารถที่จะออกล่าสัตว์หรือหาอาหารกินได้เท่านั้น สำหรับคนที่ยังสงสัยว่าพื้นที่อาศัยของชนเผ่าบาเตาะในเขตป่า บาลา ฮาลา จะแบ่งด้วยกันเป็นสอนเขต เขตฮาลาก็จะตั้งอยู่ในจังหวัดยะลา และในเขต บาลา

ก็จะตั้งอยู่ในจังหวัดนราธิวาส นั่นเองพื้นที่ตรงนั้นได้เป็นพื้นที่ที่ได้มีความสลับซับซ้อนได้เป็นเขตร้อนเป็นป่าที่ได้มีความชื่นสูงตลอดทั้งปีและยังมีสัตว์ป่าพื้นเมืองที่หายากมากมายเลยและที่แห่งนี้ได้มีความอุดมสมบูรณ์มากเลยถึงขนาดที่ว่าได้รับฉายาว่าพื้นที่ตรงนี้คือ ป่าอเมซอน แห่งประเทศไทยเลยก็ว่าได้

และก็ยังมีอีกหนึ่งเรื่องราวที่มีความเกี่ยวข้องกับชาวบาเตาะผู้เฒ่าคนนี้เขาได้เล่าให้ฟังว่าลักษณะของบาเตาะจะเหมือนกับมนุษย์เรามันจะแตกต่างกันตรงที่ว่าชนเผ่าบาเตาะนั้นจะมีหางยาวกว่าประมาณ1คืบและมีนิสัยที่ชอบกินเนื้อมนุษย์แบสดๆแบบที่ว่าฉีกกินเลยก็ว่าได้

 

สนับสนุนโดย  entaplayทางเข้า

สาเหตุที่น้ำในหลุมอุกกาบาตน้ำที่ตกลงมายังเมืองการันกัส

อุกกาบาตการันกัส

หลายวันหลังจากที่เกิดเหตุทางเจ้าหน้าที่ได้มีการออกมาเตือน เกี่ยวกับคลื่นรังสีที่เป็นอันตราย ซึ่งมันได้ตรงกับรายงานของชาวบ้านแต่นักวิทยาศาสตร์กลุ่มแรกที่ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้มันก็ยังคงไม่สามารถอธิบายได้ถึงลักษณะของสิ่งที่ปรากฎในเหตุการณ์นี้ได้ โดยเฉพาะฟองที่มันได้เกิดขึ้นมาในหลุมอุกกาบาต ซึ่งในปกติอุกกาบาตหรือวัตถุหรือวัตถุใดๆก็ตาม

เมื่อได้เข้าสู่ชั้นบรรยกาศของโลกแล้วจะมีมวลที่ลดน้อยลงและจากนั้นความร้อนที่มันได้เกิดจากการเสียดสีมันก็จะมีอุณหภูมิที่ต่ำลงแต่ทว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้มันกลับต่างออกไป ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ต่างก็ได้ยืนยันว่าอุกกาบาตนี้นี่เองที่ได้เป็นต้นเหตุ

ที่ทำให้น้ำในหลุมร้อนจนถึงจุดเดือด ซึ่งเมื่อได้ทำการวิเคราะห์แล้วจึงได้พบว่าอุกกาบาตนี้มันได้เป็นเพียงอุกกาบาตหินประเภทคอนไดร์ทปกติทั่วไปเท่านั้นและได้เป็น87%ของอุกกาบาตที่ตกลงสู่โลก โดดยมีต้นกำเนิดจากดาวเคราะห์น้อยที่อยู่ในอวกาศสามดวง

ซึ่งดาวเคราะห์น้อยเหล่านั้นได้อยู่ในกลุ่มเดียวกันกับอุกกาบาตที่มันได้เคยตกลงสู่โลกในยุคออร์โดวิเชียนที่ทำให้เกิดการระเบิดและทำให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพ เมื่อ470ล้านปีก่อน ซึ่งอุกกาบาตที่ได้ตกลงมาในการันกัสนี้ถือว่าเป็นอุกกาบาตชนิดเดียวที่ผ่านชั้นบรรยากาศของโลกมาได้โดยที่มวลของมันไม่ได้รับความเสียหายมากเท่าที่มันควรจะเป็นทว่าจากการตรวจสอบด้วย

สเปคโทรกราฟกลับไม่พบข้อมูลเพิ่มเติมที่เกี่ยวกับอาการป่วยปริศนาที่ได้เกิดขึ้นกับชาวบ้านเพราะว่ามันไม่ได้มีการค้นพบในการปนเปื้อนทางด้านชีววิทยาใดๆเลยทั้งสิ้นและยังปล่อยให้เป็นไปตามหลักการของทางนักวิทยาศาสตร์อีกต่อไปเพื่อหาขอสรุปออกมาให้ได้ว่าสาเหตุมันมาจากจุดใด

คำอธิบายถึงสาเหตุ?

หลังจากสี่วันที่ได้มีการเกิดเหตุการณ์ก็ยังได้มีรายงานเข้ามาว่าชาวบ้านที่ได้มีอาการเจ็บป่วยปริศนาเหล่านั้นพวกชาวบ้านต่างก็ได้มีอาการที่ดีขึ้นแต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันก็ยังไม่มีใครที่จะรับรู้ถึงสาเหตุที่แน่นชัดได้อยุ่ดี ซึ่งข้อสรุปที่หลากหลายข้อที่มันดูเหมือนว่ามันจะเป็นไปได้มันก็ยังคงได้เป็นที่ถกเถียงกันอยู่ตรงที่จุดเกิดเหตุได้พบว่าได้มีสารหนูตกค้าง

อยู่ในบริเวณนั้นจึงได้สันนิษฐานว่าความร้อนจากอุกกาบาตนั่นเองที่มันได้ทำให้น้ำปนเปื้อนกับสารหนูร้อนจนถึงจุดเดือดและได้ปล่อยไอน้ำที่มีสารหนูปนเปื้อนลอยไปตาอวกาศซึ่งชาวบ้านที่มีอาการป่วยต่างเป็นผู้ที่เข้ามาสำรวจหรือได้อยู่ใกล้กับจุดเกิดเหตุทั้งสิ้น

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  ติดต่อ rb88

กองทัพอากาศประจำจุดรอสเวลล์หน่วยที่8ได้ครอบครองจานบิน

หากพูดถึงมนุษย์ต่างดาวหนึ่งในเหตุการณ์สะเทือนโลกและได้เป็นจุดเริ่มต้นของการให้ความสำคัญกับ เอเลียน มากขึ้นในเวลาให้หลัง นั้นก็คือ อุบัติการณ์จานบินตกที่รอสเวลล์ได้มีการอธิบายเหตุการณ์ในครั้งนี้

อย่างหลากหลายทั้งที่เป็นทางการและไม่ได้เป็นทางการ แม้ว่ารัฐบาลสหรัฐจะออกมาประกาศว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเพียงบอลลูนตรวจการณ์ทางทหารของกองทัพบกเท่านั้นแต่ถึงอย่างไรก็ตามคำอธิบายที่มีชื่อเสียงและผู้คนต่างได้ให้ความสำคัญมากที่สุดนั่น

ก็คือวัตถุดังกล่าวเป็นยานอวกาศของสิ่งมีชีวิตของภูมิปัญญาจากนอกโลกและเรื่องราวที่จะพูดต่อจากนี้ไปก็คือ เรื่องราวสุดประหลาดที่เกิดขึ้นที่ไร่แห่งหนึ่งที่เมือง รอสเวลล์ เมื่อวันที่8กรกฎาคม ปี1947 เรืออากาศโทวอเตอร์โฮนท์

ซึ่งได้เป็นฝ่ายประชาสัมพันธุ์ของกองทัพบกสหรัฐแแห่งเมืองรอสเวลล์เขาได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่ากองทักบกได้ครอบครองจานบินลำหนึ่ง ซึ่งได้ตกมายังพื้นโลก เมื่อวันที่4กรกฎาคม ปี 1947 แล้วในเวลาต่อมาได้มีการแก้ข่าวในภายหลังว่าวัตถุที่ตกดังกล่าวนั้นมันได้เป็นเพียงบอลลนูตรวจการเท่านั้นเอง ประมาณเกือบเที่ยวคืนของวันที่ 4กรกฎาคม ปี 1947

ก็ได้มีเจ้าของฟามร์ที่ได้อยู่นอกเมืองรอสเวลล์ก็ได้เห็นปรากฎการณ์ที่แปลกประหลาดอยู่บนท้องฟ้าในคืนที่มีพายุฝนฟ้าคนองมีฟ้าผ่ามีแสงออกมา เจ้าขอไร่ได้กล่าวว่าเขาได้เห็นยานลักษณะสีเทาน้ำเงินได้ถูกฟ้าผ่าแตกออกมาเป็นชิ้นจนได้เสียการทรงตัว

และได้ตกลงสู่ท้ายไร่พร้อมกับมีเสีงที่ดังสนั่นตามมาและ เนื่องจากความกลัวเขาจึงไม่กล้าออกไปดูอีกทั้งยังดึกและมืดมากจนกระทั่งรุ่งเช้าเขาจึงได้ออกเดินทางไปยังที่จุดประหลาดตกและได้พบกับยานสีเทาน้ำเงินได้จอดอยู่บนพื้นในลักษณะตะแคงข้างปีกอีกข้างหนึ่ง

จมปักลงไปในพื้นจากนั้นเจ้าของไร่ก็ได้นำเอาเรื่องนี้ไปแจ้งให้กับนายอำเภอของเมืองรอสเวลล์ในขณะนั้นและได้ออกข่าวในสถานีวิทยุท้องถิ่นว่าได้เกิดเหตุยานยูเอฟโอตก ที่ไร่จากนั้นนายอำเภอก็ได้นำเอาเรื่องนี้ไปแจ้งให้กับผู้บังคับการบินกองทัพอากาศทางเมืองรอสเวลล์จากนั้นไม่นานมาก็ได้มีการแถลงการณ์ฉบับใหม่ว่าสิ่งที่ถูกฟ้าผ่าและได้ตกลงมาที่ไร่นั้น

มันเป็นบอลลนูตรวจอากาศ ซึ่งมันได้ถูกหุ้มด้วยฟรอยจึงทำให้มันได้มีสีเทาน้ำเงินและมันได้สะท้อนแสงออกมาการรายงานข่าวดังกล่าวได้กลายมาเป็นเรื่องดังและได้มีผู้คนจำนวนมากมายได้พูดถึงการทั้งสหรัฐสำนักข่าวต่างประเทศได้เปิดเผยว่าฝูงบินที่ทิ้งระเบิดที่509หน่วยที่8ของกองทัพอากาศประจำจุดรอสเวลล์ได้ยึดครองจานบินลำหนึ่งที่ฟาร์มสัตว์เลี้ยง

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนัน แทงขั้นต่ํา10บาท

เหตุใดไดโนเสาร์ถึงได้สูญพันธุ์ไปจากโลก?

สำหรับการสูญพันธุ์ครั้งที่4ในยุคไดโนเสาร์ ซึ่งได้เกิดขึ้นมาเมื่อประมาณ201.3ล้านปีก่อน ในยคุไทรแอสซิก-จูแรสซิกหรือในยุคเริ่มต้นของไดโนเสาร์ที่ยังไม่ได้มีไดโนเสาร์ที่ตัวใหญ่ๆหรือไดโดเสาร์ที่ร้อย%จะเป็นยุคเริ่มต้นพวกสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่อยู่ในทะเลเสียมากกว่า

โดยในยุคนี้เขาได้บอกว่ามีสิ่งมีชีวิตสูญพันธุ์ไปกว่า70-75%และตัวเด่นๆที่มันได้สูญพันธุ์ไปเลยนั่นก็คือ คอโนดอนต์  ซึ่งมันจะเป็นสัตว์ที่ดูคล้ายๆกับปลาไหลและมันยังได้มีลักษณะที่เด่นๆเลยก็คือมันมีฟันที่เป็นลักษณะเป็นใบเลื่อยและในการล้างบางครั้งนี้เขาก็ได้คาดการณ์กันว่าเกิดจากการปะถุของภูเขาไฟที่ได้ปล่อยลาวาออกมามากที่สุดในโลก

สูงงกว่าสองถึงสามล้านลูกบาศก์กิโลเมตรจนลาวามันได้ครอบคลุมพื้นที่ยาวไปกว่า11ตารางกิโลเมตรกันเลย หรือถ้าจะให้เราพูดแบบให้เห็นภาพกันก็คือลาวาที่พุ่งออกมาจากภูเขาไฟในปริมาณนั้นได้ครอบคลุมไปหมดหรือมากกว่าทวีป ทวีปหนึ่งกันเลยทีเดียวและที่สำคัญก็คือในการปะทุครั้งนั้นมันได้ทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

ปริมาณมากออกมาจากภูเขาไฟและผลที่ตามมาก็คือมันมีอยู่สองอย่างสำหรับก๊าศคาร์บอนไดออกไซด์มันจะทำให้โลกร้อนขึ้นเนื่องจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มันเป็นก๊าซเรืองกระจกและปริมาณที่มันได้ออกมาขนาดนั้นมันได้มีผลกระทบอยู่อีกอย่างหนึ่งก็คือทำให้ทะเลเกิดภาวะหนึ่งที่เรียกว่า “ทะเลกรด“ ไปทั่วโลก

ส่วนก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่มันออกในปริมาณมากก็มีผลเสียอยู่เหมือนกันโดยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์จะเปลี่ยนสภาพไปเป็นกรดSulfuric Acidมันเลยทำให้มีฝนตกลงมาในหลายพื้นที่จนทำให้สิ่งมีชีวิตไม่สามารถที่จะมีชีวิตอยู่ต่อได้และเกิดการล้มตายเป็นจำนวนมากจนมันได้สูญพันธุ์ไปนั่นเอง และครั้งสุดท้ายนี้มันน่าจะเป็นครั้งที่ใครหลายๆคน

ได้มีความสนใจกันมากที่สุดเกิดขึ้นเมื่อประมาณ66ล้านปีก่อนในยุคของครีเทเชียส-พาลิโอจีน ตามบันทึกเขาได้บอกว่าครั้งนี้ได้มีสิ่งมีชีวิตสูญพันธุ์ไปกว่า75%และในยุคนั้นสัตว์ที่สูญพันธุ์ที่โด่งดังที่สุดในตอนนั้นก็คือพวกไดโนเสาร์ทั้งหลายแต่เหตุการณ์การล้างเผ่าพันธุ์ไดโนเสาร์ที่เกิดขึ้นในอดีตที่ผ่านมาก็มีข้อดีอยู่ในตัวเหมืนกันก็คือพอหลังจากที่ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ไปแล้ว

มันก็ได้มีช่องว่างให้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในยุคสมัยนั้นเข้ามาแทนที่และได้ใช้ชีวิตและมีการดำรงชีวิตได้มาถึงทุกวันนี้และถ้าตามบันทึกได้มีการบอกเอาไว้แบบนี้จริงๆเราของสรุปความหนึ่งอย่างเลยคือถ้าสมมุติว่าในยุคนั้นไม่มีการล้างเผ่าพันธุ์ไดโนเสาร์เป็นไปได้หรือไม่ว่าปัจจุบันอาจจะไม่มีมนุษย์แบบเราอยู่ก็เป็นได้

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนัน ดีที่สุด pantip

รูปภาพของหลุมอุกกาบาตบนดวงจันทร์ที่มีชื่อว่า โคเปอร์นิคัส

แมคมูน 

ซึ่งในปี2009ที่ภายในร้านแมคโดนัลร้างที่นาซาได้ใช้เป็นสถาที่ ในการตรวจสอบเทปแม่เหล็กในภายใต้โครงการที่ได้มีชื่อว่า “แมคมูน”  ซึ่งมันก็ได้ทำให้พบกับรูปภาพ ในยุคแรกของภารกิจสสำรวจบนดวงจันทร์และยังได้เผยให้เห็นถึงภาพในต้นฉบับที่ได้มีความละเอียดสูงและในส่วนบริเวณด้านหลังของเคาน์เตอร์ของร้านแมคโดนัลด์

ซึ่งมันได้ถูกใช้ให้เป็นพื้นที่เก็บม้วนฟิล์มขนาด70มม.อีกทั้งก็ยังได้พบกับรูปภาพของสำเนาที่ได้มาจากอวกาศที่ได้ส่งผ่านมายังโลกกลับมายังที่โลกและนี่มันก็ได้เป็นหนึ่งในภาพที่ได้กู้คืนมาได้โดยได้กล่าวได้ว่าเป็นภาพแรกที่ได้ถ่ายดาวโลกจากบนดวงจันทร์

โดยยานลูนาร์ออร์บิเตอร์1ที่รวมไปถึงรูปภาพของหลุมอุกกาบาตบนดวงจันทร์ที่มีชื่อว่า โเปอร์นิคัส ซึ่งในยุคนั้นมันได้เป็นภาพที่ถูกขนานนามว่า “ภาพแห่งศตวรรษ” 

อพอลโล11

ในวันที่5สิงหาคม ปี2006 ก็ได้มีข้อมูลที่รั่วไหลออกมาจากองค์การนาซาที่ได้มีความเกี่ยวข้องกับการลบเทปวีดีโอต้นฉบับของภารกิจการเข้ามาเหยียบบนดวงจันทร์โครงการอพอลโล11คาดว่าได้มีเทปการบันทึกที่สูญหายไปกว่า200,000ม้วน

โดยภายในเทปเหล่านั้นมันอาจจะมีวีดีโอฟุตเทจของภารกิจแห่งประวัติศาสตร์อยู่เชื่อกันว่าได้มีเทปจำนวนมากที่มันได้ถูกลบไปด้วยความผิดพลาด เนื่องจากว่าได้มีการนำเอาเทปเหล่านั้นเข้ามาใช้ซ้ำ ในช่วงที่ระหว่างที่ขาดแคลนเทปบันทึกข้อมูลใน ช่วงปี 1980

แต่มันน่าแปลกที่ได้มีการพบข้อมูลในการโทรมาตรของภารกิจอพอลโลในห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ทางทะเลของออสเตรเลียแต่ถึงเช่นนั้นมันก็ยังไม่ได้มีการค้นพบวีดีโอทางด้านฝั่งของรัฐเซียก็ไม่เห็นด้วยที่นาซา เก็บเรื่องเทปที่สูญหายเอาไว้เป็นความลับและยังได้มีการเรียกร้องให้มีการตรวจสอบโดยมีเป้าหมายที่จะต้องการความจริงที่เกี่ยวข้องกับการเหยียบบนดวงจันทร์ของอเมริกาที่

ซึ่งได้มีอยู่หลายคนที่เขาได้เชื่อว่า “เป็นเรื่องหลอกหลวง” ต่อมา ทางนาซาเองก็ได้ออกมาแถลงการอย่างเป็นทางการว่า “เทปต้นฉบับในบางส่วนนั้นมันน่าจะยังถูกเก็บเอาไว้ในที่ศูนย์การบินอวกาศก็อดเดิร์ด” แต่พวกเขาก็ยังไม่มีการค้นพบ หรือนำเอาออกมาเผยแพร่ใดๆทั้งสิ้นอีกทั้งทางรัฐเซียก็ยังตั้งข้อสงสัยอีกว่านอกจากเทปที่มันได้สูญหายไปแล้วพวกเขายังได้จับการมีพิรุธของการหายสาบสูญของหินจากดวงจันทร์ที่มีขนาดเกือบ400กิโลกรัมที่ทางนาซาได้นำเอากลับเข้ามายังโลก ในระหว่างภารกิจอพอลโล

 

สนับสนุนโดย  sagame77

ประวัติวังระแงะ เรือนไม้โบราณของเจ้าเมืองนราธิวาสในสมัยโบราณ 

         เคยมีการพูดถึงกันอย่างเดียวคราวในช่วงประมาณปีพ.ศ 2557 เนื่องจากในช่วงเวลานั้นเมื่อประมาณวันที่ 1 กันยายนเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นเมื่อมีบ้านทรงไทยหลังหนึ่งที่ชาวบ้านเรียกกันว่าเรือนเจ้าเมืองระแงะได้พังถล่มลงมาเนื่องจากว่าบ้านหลังดังกล่าวนั้นเป็นอาคารโบราณซึ่งมีการก่อสร้างมานานแล้วหลายร้อยปีซึ่งอาคารหลังดังกล่าวนั้นเป็นอาคารที่มีคุณค่าทางด้านจิตใจของชาวจังหวัดนราธิวาสเลยทีเดียว

สำหรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นนี้เนื่องมาจากว่าบ้านหลังเก่านั้นมีอายุนานมากแล้วและสภาพของตัวเรือนก็มีความซับซ้อนมากเนื่องจากตัวบ้านเองก็สร้างมาจากไม้เมื่อหลายปีเข้าด้วยความเก่าแก่และมีอายุยาวนานก็ทำให้บ้านนั้นพังถล่มลงมาได้รับความเสียหายเพราะมีการปล่อยทิ้งร้างไม่มีใครมาบูรณะซ่อมแซมนั่นเองสำหรับประวัติความเป็นมาของเรือนไม้โบราณหรือที่เราเรียกกันว่าวังระแงะนี้นั้นในอดีตนั้น

ว่ากันว่าเป็นบ้านของพระยาภูผาภักดี   ศรีสุวรรณประเทศวิเศษวงษาซึ่งท่านถือว่าเป็นเจ้าเมืองผู้ปกครองเมืองของจังหวัดนราธิวาสและท่านยังเป็นเจ้าองค์สุดท้ายที่ปกครองในสมัยมณฑลรัฐปัตตานีซึ่งในปัจจุบันนั้นเราเรียกมณฑลรัฐปัตตานีนี้ว่าจังหวัดปัตตานีนั่นเองโดยสมัยนั้นถือว่าตรงกับสมัยของรัชกาลที่ 5 ถ้าคำนวณอายุของบ้านหลัง

ดังกล่าวนั้นก็มีอายุยาวนานมากกว่า 100 กว่าปีมาแล้วสำหรับวังโบราณแห่งนี้มีการสร้างออกมาอย่างใหญ่โตและสวยงามมีการประดับตกแต่งตัวเรือนด้วยศิลปะลวดลาย เอาไว้อย่างสวยงามเป็นสถานที่ที่ชาวจังหวัดนราธิวาสนั้นให้ความเคารพนับถือและเป็นสถานที่ศึกษาของศิลปะสมัยโบราณแต่อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าจะมีความสวยงามแปลกตาอย่างไรก็แล้วแต่แต่เมื่อมีอายุนานเข้าก็ทำให้ความสวยงามนั้นถูกพังลงและทำให้บ้านนั้นถูกทำลายลงมา

เนื่องจากว่าบ้านหลังดังกล่าวนั้นไม่มีคนมาเดี๋ยวราหรือบูรณะซ่อมแซมเป็นเวลานานกว่าเกิน 30 ปีมาแล้วเนื่องจากลูกหลานของเจ้าเมืองระแงะนั้นต่างก็พากันแยกย้ายไปอยู่อาศัยที่อื่นที่สำคัญวังระแงะนั้นเป็นพื้นที่ที่มีพื้นที่กว้างขวางใหญ่โตหากจะบูรณะซ่อมแซมก็จะต้องใช้เงินและงบประมาณเป็นจำนวนมากซึ่งลูกหลานของเจ้าเมืองระแงะนั้นไม่สามารถที่จะหาเงินในปริมาณที่มากพอ

ที่จะมาบูรณะซ่อมแซมได้จึงปล่อยให้วังระแงะนั้นทิ้งล้างเอาไว้จนเป็นที่นาของการพังทลายของวังระแงะขึ้นเนื่องจากว่าจังหวัดนราธิวาสนั้นปรากฏในเรื่องของพายุลมพายุฝนอยู่บ่อยครั้งเมื่อนานวันเข้าก็ทำให้ไม้ที่นำมาสร้างวังระแงะนั้นผุกร่อนลง จนในที่สุด วังระแงะก็พังทลายลงมา

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนันออนไลน์

ประวัติหลวงพ่อโสธร

        หลวงพ่อโสธรเป็นพระพุทธรูปที่อยู่คู่บ้านคู่เมืองกับชาวจังหวัดฉะเชิงเทรามาอย่างยาวนานซึ่งผู้คนต่างเดินทางไปกราบไหว้ขอพรหลวงพ่อโสธรกันเป็นจำนวนมากโดยที่วัดจะมีการจำลองหลวงพ่อโสธรไว้ในศาลาเพื่อให้ชาวบ้านได้เข้าไปกราบไหว้

และบนบานศาลกล่าวขอให้หลวงพ่อโสธรช่วยเหลือซึ่งหากใครที่บนหลวงพ่อแล้วได้สมดั่งใจปรารถนาก็จะเดินทางกลับมาแก้บนกับหลวงพ่อซึ่งสิ่งของที่แก้บนกับหลวงพ่อนั้นก็จะเป็นไข่ต้มซึ่งเป็นสิ่งที่หลวงพ่อชอบมากรวมถึงการรำไทย

ซึ่งจะมีนางรำคอยบริการอยู่ที่บริเวณหน้าศาลากลางเพื่อที่หากใครต้องการที่จะต้องการรำแก้บนก็สามารถที่จะจ้างนางรำให้รำแก้บนให้ได้เลยโดยมีค่าใช้จ่ายระบุไว้เป็นป้ายกระดานบอกราคาว่าต้องการที่จะให้นางรำไหว้ชุดเล็กหรือชุดใหญ่นั่นเองส่วนประวัติความเป็นมาของหลวงพ่อโสธรนั้นเชื่อว่าหลายคนอาจจะเคยได้ยินกันมาบ้างแล้ววันนี้เราจะมาทวนประวัติของท่านให้หลายคนได้รู้จักกันหลวงพ่อโสธรนั้นมีการเล่าเรื่องต่อๆกันมาว่าเป็นพระพุทธรูปที่ลอยมาตามน้ำของแม่น้ำเจ้าพระยา

ซึ่งในครั้งที่มีการลอยมานั้นมีคนเห็นว่ามีพระพุทธรูปลอยมาถึง 3 รูปด้วยกันแต่ละรูปก็จะมีการลอยแล้วแยกย้ายกันไปคนละวัดโดยหลวงพ่อโสธรนั้นได้ลอยมาติดแม่น้ำตรงแม่น้ำบางปะกงบริเวณหน้าวัดโสธรวรารามวรวิหารซื้อหลวงพ่อโสธรนั้น

ตั้งแต่มีการถูกอัญเชิญขึ้นจากแม่น้ำมาไว้ที่วัดโสธรวรารามวรวิหารนี้ก็มีอายุมาถึง 249 ปีแล้วสำหรับประวัติความเชื่อของหลวงพ่อโสธรนั้นเชื่อกันว่าเป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องการมาช่วยปัดเป่าทุกข์ให้กับประชาชนในจังหวัดฉะเชิงเทรา

ซึ่งก่อนที่จะสามารถอัญเชิญหลวงพ่อขึ้นมาจากน้ำได้นั้นได้มีการอุ้มแล้วก็ทางใช้เชือกดึงแต่ก็ไม่สามารถนำพระพุทธรูปขึ้นมาได้จนต้องมีการทำพิธีอัญเชิญจึงสามารถอัญเชิญพระพุทธรูปขึ้นมาไว้ประดิษฐานไว้ที่วัดแห่งนี้ได้นั่นเองและตั้งแต่ที่มีการนำพระพุทธรูปมาไว้ที่วัดแห่งนี้มีหลายคนได้มาขอพรแล้วก็สามารถได้รับสิ่งที่ขอดั่งใจหมาย

ซึ่งก่อนหน้านี้เคยมีเรื่องเล่าว่าหลวงพ่อโสธรศักดิ์สิทธิ์มากขนาดที่สามารถที่จะรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้กับชาวบ้านได้โดยในครั้งนั้นเกิดโรคระบาดขึ้นมีเรื่องของข้าวยากหมากแพงและฝนไม่ตกต้องตามฤดู ผู้คนและสัตว์ต่างก็พากันล้มตายมีครอบครัวหนึ่งที่ติดโรคระบาดนี้ได้มาขอให้หลวงพ่อโสธรช่วยด้วยการมากราบไหว้และบนบานศาลกล่าวหลังจากที่ไหว้ขอพรเรียบร้อย

แล้วก็นำเอาขี้ธูปกับดอกไม้แห้งที่ได้มีการบูชาหลวงพ่อโสธรรวมถึงหยดน้ำตาเทียนในอ่างน้ำมนต์โดยเอาทั้ง 3 อย่างนี้มาต้มน้ำแล้วกินดั่งว่าเป็นยาสมุนไพร แล้วเรื่องน่าอัศจรรย์ใจก็เกิดขึ้นโรคติดต่อที่ครอบครัวนี้เป็นการได้หายจนหมดสิ้น

จึงทำให้มีการเล่าลือถึงความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อกันเป็นอย่างมากโดยมีการมาแก้บนจนหลวงพ่อนั้นมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนก็จะมาบนขอให้หลวงพ่อช่วยและแทบไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่ไม่ประสบความสำเร็จ

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  เว็บพนัน ถูกกฎหมาย