ตำนานความรักของเจ้าแม่เขาสามมุก 

      สำหรับตำนานความรักของเจ้าแม่เขาสามมุกนั้นเกิดขึ้นที่จังหวัดชลบุรีซึ่งเรื่องราวความรักในครั้งนั้นเกิดขึ้นในช่วงสมัยตอนปลายอยุธยาสำหรับศาลเจ้าแม่เขาสามมุกถ้าหากใครเคยไปเที่ยวที่จังหวัดชลบุรีหรือผ่านไปเส้นทางนั้นแล้วจะเห็นว่าตรงบริเวณเชิงเขาจะมีการตั้งศาลไว้ 1 ศาล

ซึ่งป้ายหน้าศาลนั้นจะเขียนไว้ว่าศาลเจ้าแม่สามมุขโดยมีเรื่องเล่าจากชาวบ้านที่มีการเล่าสืบต่อกันมาว่าในสมัยก่อนนั้นมีผู้ชายคนหนึ่งชื่อว่าแสนเขาเป็นลูกชายของกำนันของหมู่บ้านแห่งนั้น อยู่มาวันหนึ่งขณะที่แสนกำลังวิ่งเล่นว่าวอยู่กับเพื่อนๆ

อยู่นั้นเองปรากฏว่าว่าวของแสงนั้นไปตกลงอยู่ที่หน้าหญิงสาวคนหนึ่งเธอชื่อว่ามุกซึ่งมุกนั้นเป็นหญิงสาวที่มีรูปร่างหน้าตาสวยสดงดงามแต่ครอบครัวของสามมุกนั้นเป็นครอบครัวที่มีฐานะยากจนแตกต่างจากกับครอบครัวของแสนที่มีฐานะร่ำรวยและมีพ่อเป็นถึงกำนันของหมู่บ้าน  ส่วนเด็กสาวที่ชื่อสามมุกนั้นเป็นเด็กกำพร้าซึ่งปัจจุบันนั้นอาศัยอยู่กับยาย

หลังจากพี่นายแสนได้เห็นหน้าของนางสาวสามมุกทั้งคู่ก็รู้สึกรักแรกพบหลังจากนั้นทั้งคู่ก็สนิทสนมกันเรื่อยมามีอยู่มาวันหนึ่งทั้งคู่ได้ไปบริเวณที่หน้าผาและทำการอธิษฐานถึงความรักของทั้งคู่โดยมีการสาบานกันเอาไว้ว่าหากคนใดคนหนึ่งผิดคำสาบานคนที่ผิดคำสาบานนั้นจะต้องโดดหน้าผาตายอยู่ที่สุดแห่งนี้ซึ่งทั้งคู่นั้นสาบานว่าจะมีการครองรักกันตราบชั่วนิรันดร์

โดยในวันที่มีการสาบานกันนั้นนายแสงได้มอบแหวนวงหนึ่งให้กับสามมุกเพื่อเอาไว้เป็นแหวนแทนใจและเป็นการยืนยันคำมั่นในรักแท้แต่หลังจากที่พ่อของนายแสนรู้เรื่องนี้เข้าก็ไม่พอใจจัดการให้นายแสนไปแต่งงานกับผู้หญิงคนอื่นซึ่งเมื่อสามมุกรู้เรื่องจึงไปร่วมงานแต่งงานและเห็นนายแสนกำลังเข้าพิธีแต่งงานกับหญิงอื่น

สามมุขเสียใจมากถอดแหวนคืนแสนไปหลังจากนั้นก็วิ่งไปที่หน้าผาและกระโดดหน้าผาที่เคยสาบานรักกันไว้เป็นเหตุให้ สามมุขนั้นตายส่วนทางด้านนายแสนนั้นก็ได้วิ่งตามสามมุกออกมาและเมื่อมาถึงก็พบว่าสามมุกนั้นกระโดดหน้าผาตายเสียแล้วเสียใจมาก

จึงกระโดดหน้าผาตามสามมุกไปและก็ตายทั้งคู่ชาวบ้านต่างก็รู้เรื่องราวและพากันสาปแช่งพ่อของนายแสนที่ขัดขวางความรักของคนทั้งคู่จนเป็นสาเหตุให้คนทั้งคู่นั้นฆ่าตัวตายด้วยความเสียใจกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นพ่อของนายแสนจึงได้นำข้าวของเครื่องใช้ต่างๆมาไว้ภายในถ้ำตรงบริเวณหน้าผาซึ่งทางลูกชายของตนเองและสามมุกกระโดดลงมาฆ่าตัวตาย

หวังว่าสิ่งของเหล่านั้นจะเอาไว้ให้กับวิญญาณของคนทั้งคู่ได้ใช้และมีการตั้งหน้าผาบริเวณนี้ว่าเขาสามมุขซึ่งหน้าผาแห่งนี้จะอยู่ติดกับชายหาดบางแสนนั่นเองและนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาส่งหน้าผาสามมุขนี้ก็จะเป็นที่ที่คนที่มีความรักมาอธิษฐานเรื่องความรักและขอพรและก็สุขสมหวังกันนั้นเป็นต้นมารวมถึงถ้าหากชาวบ้านแถวนั้นจะออกทะเลไปหาปลาก็มักจะมาขอพรที่ศาลเจ้าแม่สามมุกกันทุกครั้งเพื่อป้องกันอันตรายทางทะเล

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนัน

ตำนานผีหอ 5  ของมหาวิทยาลัยสงขลาศรีนครินทร์จังหวัดปัตตานี 

           สำหรับตำนานของมหาวิทยาลัยสงขลาศรีนครินทร์ที่เรากำลังจะพูดถึงนี้เป็นหอพักหญิงที่แต่เดิมนั้นเคยเป็นโรงแรมมาก่อนหลังจากนั้นก็มีการดัดแปลงโรงแรมดังกล่าวมาเป็นหอพักเอาไว้ให้นักศึกษามหาวิทยาลัยได้เข้ามาพักขณะที่เดินทางมาเรียนที่จังหวัดปัตตานีแห่งนี้สำหรับลักษณะของหอพักแห่งนี้นั้นหากใครที่ได้เดินทางเข้ามาเห็นในภายในบริเวณหอพักแห่งนี้

ก็จะรู้ได้ทันทีเลยว่าหอพักแห่งนี้นั้นถูกออกแบบมาเป็นโรงแรมเพื่อให้คนเข้ามาพักอาศัยอย่างแท้จริง สำหรับหอพักหญิงในมหาวิทยาลัยสงขลาศรีนครินทร์มีหลายหอพักด้วยกันแต่มีเพียงหอพักนี้หอพักเดียวเท่านั้นที่มีลิฟท์และเรื่องเล่าตำนานที่กำลังจะพูดถึงเป็นอย่างนี้

ก็เกิดมาจากลิฟท์ตัวนี้นี่เอง ตำนานหอพักผีหอ 5 นี้มีเรื่องเล่ากันว่า ก่อนที่จะมีการปิดเทอมนั้นมีนักศึกษาสาวคนหนึ่งได้เดินเข้าไปในลิฟท์ซึ่งเธออยู่ด้วยตัวคนเดียวแต่ระหว่างที่เธออยู่ในลิฟท์นั้นปรากฏว่าลิฟท์ค้างเธอพยายามร้องเรียกให้คนช่วย

แต่ก็ไม่มีใครได้ยินเสียงของเธอเลย จนกระทั่งเปิดภาคเรียนภารโรงได้เข้ามาเปิดลิฟท์ จะได้พบกับศพของนักศึกษาสาวที่นอนแห้งตายอยู่ภายในลิฟท์ ซึ่งภายในบริเวณเล็กนั้นมีทั้งรอยเลือดอยู่ตรงบริเวณประตูลิฟท์รวมถึงมีรอยเล็บที่เป็นรอยขีดข่วนอยู่ที่บริเวณประตูฤทธิ์ซึ่งลักษณะคล้ายกับว่าหญิงสาวคนดังกล่าวพยายามที่จะช่วยเหลือตัวเองด้วยการพยายามเปิดประตูลิฟท์ให้ได้นั่นเอง

  ซึ่งสภาพร่างกายของเธอนั้นมีลักษณะร่างกายปิดงอ เหมือนกับว่าเธอทรมามานมาก มีเศษเล็บติดอยู่บริเวณประตูลิฟท์รวมถึงและของหญิงสาวนั้นก็ฉีกขาด สภาพศพของเธอนะหน้าตาบูดเบี้ยวดูแล้วน่าจะเสียวยิ่งนักเพราะว่าเธอขาดอากาศหายใจกว่าเธอจะเสียชีวิตนั้นคงทรมานน่าดู ซึ่งว่ากันว่าหากนักศึกษาคนไหนที่มีห้องอยู่ติดกับลิฟท์ตัวดังกล่าวนั้น

ในช่วงเวลากลางดึกมักจะได้ยินเสียงร้องโหยหวนออกมาจากภายในลิฟท์  หรือบางคนก็มักจะเห็นหญิงสาวคนหนึ่งมักจะเดินเข้าๆออกๆภายในลิฟท์โดยที่ตัวดังกล่าวนั้นไม่ได้เปิดเลย และหากใครที่มีอาการป่วยไม่สบายและต้องมานอนพักรักษาตัวอยู่ที่ห้องพยาบาลก็มักจะมีใครคนนึงเป็นเงารางๆมาคอยนั่งเฝ้าไข้

เป็นเพื่อนให้อีกด้วย ซึ่งเรื่องเล่านี้มีการเล่าต่อต่อกันมา ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องเล่าที่นานมาแล้ว หากในปัจจุบันนี้ลิฟท์ตัวดังกล่าวนั้นได้มีการถอดออกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วหลังจากที่มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับการพบเห็นวิญาณของนักศึกษาคนดังกล่าวนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนัน ไฮโล

ตำนานผีดุแยกเจ้าอ้ายเจ้ายี่ 

   

          เจดีย์เจ้าอ้ายเจ้ายี่ถือว่าเป็นโบราณสถานแห่งหนึ่ง สำหรับการพบเจดีย์เจ้าอ้ายเจ้ายี่เป็นเจดีย์ที่เก่าแก่ตั้งแต่สมัยโบราณซึ่งกล่าวถึง เจ้านางสองคนที่ชื่อว่าเจ้าอ้ายพญา และเจ้ายี่พญา ซึ่งสำหรับคำว่าอ้ายแล้ว คือ หนึ่ง ส่วนคำว่ายี่นั้นคือ สองนั้นเอง มีเรื่องราวว่าทั้งคู่นั้นมีเรื่องราวทะเลาะกันจนเป็นเหตุให้มีเรื่องราวน่าเศร้าสลดเกิดขึ้น นั้นก็คือ เมื่อทั้งคู่ทะเลาะกัน

จึงได้ออกมาสู้รบกันเอง และผลจากการสู้รบกันในครั้งนั้น ต่างฝ่ายต่างก็เสียชีวิตด้วยกันทั้งคู่ ไม่มีใครชนะ ซึ่งหลังจากเจ้าอ้ายกับเจ้ายี่เสียชีวิตแล้วก็ทำให้เจ้าสามพระยาซึ่งเป็นน้องคนสุดท้องต้องมาดำรงตำแหน่งรับหน้าที่ดูแลรับผิดชอบกับงานที่ยิ่งใหญ่แทนทั้งสองพระองค์

และเหตุการณ์ครั้งนั้นเองที่ทำให้เจ้าสามพระยาได้ขึ้นครองราชย์กลายมาเป็น พระสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่สอง และพระองค์ใดโปรดเกล้าให้สร้างเจดีย์ทั้ง 2 เจดีย์นี้ขึ้นมา ซึ่งปัจจุบันนี้เจดีย์ทั้ง 2 องค์นี้กลายเป็นโบราณสถานที่ตั้งอยู่บริเวณใจกลางของวัดราชบูรณะ และต่อมาก็ได้มีการสร้างถนนและบริเวณตรงนี้กลายเป็นสี่แยกซึ่งหลังจากนั้นเป็นต้นมาชาวบ้านต่างก็พากันเรียกแยกนี้ว่าแยกเจ้าอ้ายเจ้ายี่ ซึ่งบริเวณสี่แยกเจ้าอ้ายเจ้ายี่นี้ชาวบ้านต่างก็ร่ำลือกันว่าที่บริเวณนี้มีผีที่ดุมาก

  ทำให้ผู้คนเกิดความหวาดกลัวจนถึงขนาดที่ต้องไปจ้างหมอผีมาทำพิธีขับไล่วิญญาณออกไปแต่ไม่ว่าจะเชิญหมอผีมากี่คนหรือเชิญมากี่ครั้งก็ตามผู้คนแถวนั้นก็ยังคงเห็นว่ามีวิญญาณผีออกมาอาละวาดอยู่เลย ซึ่งมีชาวบ้านต่างก็มาเล่าถึงประสบการณ์ในการเห็นผีในครั้งนี้ว่าหากใครก็ตามที่มีการขับรถมาผ่านแยกเจ้าอ้ายเจ้ายี่ในช่วงเวลายามค่ำคืนแล้วล่ะก็

ถ้าคุณโชคดีคุณก็จะเห็นผู้ชายตัวสูงใหญ่แต่งกายด้วยชุดนักรบมายืนขวางทางบนถนนไม่ยอมให้คุณขับรถผ่านจากบริเวณนั้นไป และเมื่อคุณหยุดรถเขาก็จะเลือนหายไปต่อหน้าต่อตาของคุณทันที ซึ่งตำนานเรื่องเล่านี้เป็นตำนานที่มีการเล่าขานกันอย่างมายาวนานแต่ในปัจจุบันนี้ไม่ค่อยมีใครพูดถึงตำนานนี้แล้วซึ่งเชื่อว่าวิญญาณเหล่านั้นคงไปผุดไปเกิดกันหมดแล้ว

เพราะปัจจุบันนี้เมื่อเป็นคนรุ่นใหม่จะไม่เคยเห็นวิญญาณที่เคยเห็นกันตรงแยกวัดเจ้าอ้ายเจ้ายี่กันอีกแล้วนั่นเองแต่อย่างไรก็ดีในบริเวณเขตของวัดราชบูรณะนั้นก็ยังมีวิญญาณที่เชื่อกันว่าคอยเฝ้าสมบัติให้กับทางวัดอยู่ เรื่องราวที่น่ากลัวนี้เกิดขึ้นเมื่อเจ้าสามพระยาได้นำทรัพย์สมบัติของเจ้าอ้ายเจ้ายี่นั้นไปฝังไว้ที่กลางบริเวณพื้นที่ของวัดราชบูรณะ

หลังจากนั้นต่อมาในช่วงประมาณปี พ.ศ 2499  มีข่าวว่ามีโจรเข้ามาเพื่อที่จะเข้ามาขุดสมบัติ ซึ่งทางกรมศิลปากรเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจได้มีการทำเอกสารยื่นเรื่องขอเข้าไปตรวจสอบวัดราชบูรณะทันที ซึ่งพบว่าพวกหัวขโมยที่เป็นโจรใจบาปนั้นได้ลักลอบเข้ามาขุดเจาะเข้าไปจนถึงพระปรางค์ด้านใน ได้สมบัติไปมากมายหลายอย่างแต่ไม่ว่าโจรจะเอาไปเท่าไหร่ก็ไม่สามารถเอาไปหมด

ซึ่งทางด้านกรมศิลปากรนั้นก็ได้มีการนำเข้าของเงินทองที่ทางจนขุดเอาไว้แล้วไม่ขนไปหมดนั้นออกมาวางไว้ข้างนอกเพื่อจะนำไปเก็บไว้ในที่ปลอดภัยปรากฏว่าระหว่างที่มีการขนย้ายทรัพย์สมบัตินั้นเกิดฟ้าร้องฟ้าคำรามเสียงดังและ 1 ในทรัพย์สมบัตินั้นมีพระแสงซึ่งเป็นดาบเกิดมีลำแสงสีทองสว่างวูบวาบขึ้น ก็ดีหลังจากที่กรมศิลปากรได้มีการนำทรัพย์สมบัติ

ไปเก็บไว้ในที่ปลอดภัยแล้วก็สามารถรู้ได้ว่าใครที่เข้ามาขโมยทรัพย์สมบัติได้ไปบ้างเนื่องจากว่าคนที่เข้ามาขโมยทรัพย์สมบัตินั้นได้มีอันเป็นไปบางคนก็มีสติฟั่นเฟือนพูดจาไม่รู้เรื่องบางคนก็ชีวิตมีแต่ปัญหาประสบความล้มเหลวซึ่งสาเหตุนั้นก็มาจากที่พวกเขาเขาขโมยทรัพย์สมบัติในเขตของวัดราชบูรณะนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  sagame88

ตำนานประโขลง วัดละมุด

     สำหรับตำนานวัดละมุดนี้ เป็นวัดที่อยู่ ตำบลปากจั่นอยู่ที่ อำเภอนครหลวง ซึ่งอดีตครูใหญ่ที่ดูแลวัดแห่งนี้  ซึ่งท่านได้เล่าถึงตำนานโบราณซึ่งเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยปลายกรุงศรีอยุธยา

ซึ่งได้อ้างถึงพระมหากษัตริย์พระองค์หนึ่งในสมัยกรุงศรีอยุธยาโดยมีการพูดว่าพระมหากษัตริย์พระองค์นั้นได้มาบวชเรียนอยู่ที่วัดแห่งนี้   โดยหวังว่าการมาบวชเรียนที่วัดแห่งนี้จะช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บบางอย่างที่ท่านเป็นอยู่ สถานที่บำบัดจะทำกันในวิหารของวัดแห่งนี้ซึ่งพระองค์ได้ไปเสาะหาหมอยาที่มีฝีมือดี

เพื่อมารักษาพระองค์ที่วัดแห่งนี้ และที่น่ากลัวก็คือ หากหมอ ยาคนไหนไม่สามารถรักษาพระองค์ได้แล้วก็จะต้องถูกพระองค์สำเร็จโทษด้วยการประหารชีวิตเท่านั้น เพราะต้องการรักษาความลับที่พระองค์รักษาโรคภัยไข้เจ็บของพระองค์อยู่ ทำให้ที่วัดแห่งนี้มีหมอยาหลายร้อยชีวิตที่ต้องมาสังเวยชีวิตตายอยู่ที่นี่เพียงเพราะว่าไม่สามารถรักษาอาการของพระมหากษัตริย์องค์นั้นได้

นั่นเอง สำหรับร่างของหมอยาที่ถูกฆ่าตายไปนั้นจะถูกนำศพขนย้ายร่างผ่านประตูดังกล่าว และด้วยจำนวนหมอยาที่ตายเป็นซึ่งในสมัยก่อนนั้นความหมายของจำนวนมากมากเรียกว่าโขลง จึงทำให้ประตูวิหารแห่งนั้นถูกตั้งชื่อตามจำนวนศพที่มีการขนย้ายผ่านประตูดังกล่าวนั่นเอง

ซึ่งสรุปแล้วประตูดังกล่าวนั้นถูกเรียกว่าประตูโขงนั่นเองและในสมัยก่อนนั้นประตูโขลงถือว่าเป็นประตูที่ศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างมาก หากในช่วงที่วัดมีงานและมีชาวบ้านมาร่วมงานและเกิดมีใครมักง่ายมาฉี่แถวบริเวณประตูโขลงแล้วก็ ต่างก็จะเจอดีเช่นบางคนก็ฉี่ไม่ออกบางคนก็จะอึไม่ออกหรือบางคนก็อวัยวะเพศบวมเป่งซึ่งเกิดจากการที่บุคคลเหล่านั้นมักง่ายมาลบหลู่ต้องการที่จะมาฉี่ใกล้กับประตูโขลงนั่นเอง

ซึ่งคนที่มีอาการเหล่านี้จะต้องมีการนำดอกไม้ธูปเทียนและมาขอขมาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตรงบริเวณประตูโขลงถึงจะหาย  และแน่นอนว่าตำนานประตูโขลงที่วัดละมุดแห่งนี้เป็นตำนานที่มีการมายาวนานแล้วจนชำนาญนี้เชื่อกันว่าจริงๆแล้วไม่ได้มีเรื่องจริงเกิดขึ้นแต่อย่างใด

แต่ที่ต้องสร้างตำนานแบบนี้ขึ้นมาเนื่องจากว่าผู้คนในสมัยก่อนนั้นมักไม่นิยมเข้าไปฉี่ในห้องน้ำหรือคนที่มีอาการเมาก็มักจะมายืนฉี่แถวประตูวัดอยู่เป็นประจำทำให้เกิดมีกลิ่นเหม็นทางวัดจึงได้มีการสร้างตำนานอันนี้ขึ้นมาเพื่อให้ผู้คนต่างก็เกรงกลัวยำเกรงและไม่กล้าที่จะมาฉี่แถวบริเวณนี้เพื่อกันคนมักง่ายเท่านั้นเอง

 

สนับสนุนโดย  sagame1688

เรื่องเล่าเกี่ยวกับผีพรายน้ำ

ว่ากันว่าผีพรายน้ำนั้นเป็นผีระดับเดียวกันกับผีในกลุ่มนางไม้ซึ่งผีพรายน้ำนั้นก็จะมีความสวยสดงดงามไม่ได้มีความแตกต่างจากนางไม้เลยทีเดียวผีพรายน้ำนั้นว่ากันว่ามักจะเป็นสตรี

ซึ่งหัวข้อนี้ไม่มีผู้ใดสามารถรับรองได้ว่าผีพรายน้ำในความเป็นจริงแล้วมีเฉพาะสตรีสิ่งเดียวหรือมีเพศชายร่วมกันว่าผีพรายน้ำเป็นวิญญาณของผีสตรีที่อยู่ในน้ำซึ่งคนจำนวนไม่น้อยเช้าใจกันว่ามีพรายน้ำนั้นมักจะชอบมาฆ่าเพศชายที่รูปร่างและหน้าตาที่ดูดีและสวยงามไปอยู่ด้วย

การดูเซ่นไหว้ผีพรายน้ำนั้นก็สามารถนำของสำหรับบวงสรวงเช่นเดียวกับที่พวกเราเซ่นไหว้ผีอื่นๆทั่วๆไปที่เป็นพวกของคาวหวานหรือแม้แต่ผลไม้ข้อตกลงแล้วในขณะที่มีคนจมน้ำเสียชีวิตผู้คนมักจะเช้าใจกันว่าผู้ที่จมน้ําเสียชีวิตนั้นถูกผีพรายน้ำนำไปอยู่ด้วย

โดยส่วนมากเช้าใจกันว่าจะมีการโทษทีนึงคะทำให้จมน้ำเสียชีวิต ในอดีตกาลนั้นคนโดยมากมีการบอกต่อๆกันมาว่าจะสามารถเห็นผีพรายน้ำได้ในระยะเวลาหกโมงตอนเช้า , หกโมงเย็น เที่ยงวัน รวมทั้งเที่ยงคืนซึ่งรูปแบบของหญิงสาวที่มองเห็นนั้นชอบสวมเสื้อผ้าสีขาวทั้งยังชุดรวมทั้งลำตัวจะค่อนข้างจะเรืองแสง ว่ากันว่า ผีพรายน้ำชอบถูกใจมาเล่นน้ำอยู่เป็นประจำ

แต่ว่าบางตำนานก็เล่าว่าที่ด้านในจะมีลักษณะตัวซีดเซียวขาวเพราะว่ามีการแช่อยู่ในน้ำเป็นระยะเวลาที่ยาวนานหรือครั้งคราวก็เป็นสีเขียวคล้ำมีเมือกเกาะอยู่ที่ร่างกาย รวมทั้งยังมีกลิ่นเหม็นกระจัดกระจายราวกับกลิ่นปลาเน่าหรือสำเนาซึ่งบางบุคคลก็กล่าวว่าผีพรายนั้นจะมีร่างกายที่มีเกร็ดแต่ว่าบางบุคคลก็กล่าวว่าไม่มี ผีพรายนั้น

มักจะอยู่ในลำคลองหรือในแม่น้ำ ที่จะมีคนเสียชีวิตไม่น้อยเลยทีเดียวโดยเช้าใจกันว่าผีพรายจะเอาร่างของคนตายมาเป็นรางของตนเองผีพรายจัดออกเป็นหลายกลุ่ม อย่างเช่น กลุ่มผีพรายทะเล หรือผีพรายน้ำ เคยมีเรื่องมีราวเล่าว่าผีพรายหญิงนั้นชอบอยู่ในน้ำลึก โดยเหตุนั้นถ้าเกิดคนไหนที่ถูกใจไปเล่นน้ำคนเดียวแล้วเสียชีวิต นั้นก็เพราะเหตุว่าผีพรายน้ำดึงลงไปในน้ำ

บางบุคคลว่าผีพรายน้ำชอบอยากได้คนไปอยู่เป็นเพื่อนก็เลยมักมาเอาวิญญาณของผู้ที่มาเล่นน้ำ แล้วก็ศพที่ถูกผีพรายดึงนั้นมักจะจมอยูในน้ำจะไม่ลอยขึ้นมาอย่างกับศพอื่นอื่นทั่วๆไป แบบนี้ก็เพราะอยากได้เอาตัวไปเป็นบริเวณ หรือเอาไปเป็นตัวตายตัวแทน

เพื่อตนเองไปกำเนิดว่ากันว่าพวกเราจะมองเห็นได้ว่ารอบๆที่ผีพรายน้ำอยู่นั้นชอบมีตาน้ำหรือฟองน้ำผุดขึ้นมานานนาน และก็จะมีการกระเพื่อมของน้ำเป็นวงใหญ่ใหญ่ นั้นก็หมายความว่าตรงจุดนั้น ผีพรายน้ำกำลังเล่นน้ำอยู่จำนวนมากคนก็เลยไม่เล่นน้ำกันในเวลากลางคืน และไม่เล่นน้ำตรงที่น้ำลึก

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  bk8 line

เรื่องเล่าหลอนกับห้องที่ชั้นแปด

เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นเรื่องจริงซึ้งเกิดขึ้นเมื่อหลายสิบปีที่แล้วที่มหาลัยแห่งหนึ่งซึ้งตอนนี้ก็น่าจะยังเปิดทำการอยู่ซึ้งเรื่องราวก็มีอยู่ว่าได้มีคุณครูคนหนึ่ง

ซึ้งเขาเป็นคุณครูผู้ชายและเขาก็ได้ทำการทำงานหนักมากเพื่อเตรียมการเรียนการสอนในวันพรุ่งนี้ซึ้งห้องของคุณครูคนนั้นคือห้องซึ้งอยู่ที่ตรงบันไดหนีไฟค่ะซึ้งเขานั้นได้โหมงานหนักมากและเขาก็เป็นโรคหัวใจด้วยช่วงประมาณตอนหนึ่งทุ่มเนื่องจากเขาทำงานหนักเกินไปจึงทำให้เขาหัวใจวายและเสียชีวิตภายในห้องโดยที่ไม่มีใครรู้เลย

เช้าวันต่อมาทุกคนต่างแปลกใจมากที่คุณครูคนนี้ไม่มาสอนนักเรียนเพราะเขาเป็นคนที่แม้ป่วยแต่เขาก็ต้องการที่จะมาสอนนักเรียนให้ได้ดังนั้นทุกคนจึงแปลกใจเป็นอย่างมากหลังจากนั้นทุกคนพากันเดินทางไปที่หอพักของคุณครูซึ้งหลังจากนั้นก็ให้ภารโรงมาเปิดประตูให้และหลังจากนั้นเมื่อเปิดประตูเสร็จทุกคนก็ต้องตกใจมาก

เนื่องจากพบคุณครูนอนตายอยู่ที่พื้น และเรื่องราวที่หลายคนมักจะเจอบ่อยๆช่วงที่คุณครูพึ่งตายไปใหม่ๆเลยนั้นก็คือจะมีรักศึกษาที่ทำงานอยู่ที่ห้องเรียนดึกมากซึ้งได้เคยมีนักศึกษาคนหนึ่งทำงานดึกมากจนสามทุ่มเขาก็กำลังลงลิฟต์กลับบ้าน

ซึ้งหลังจากนั้นเขาก็ลงลิฟต์ไปที่ชั้นแปดและประตูก็เปิดเองซึ้งนักศึกษาคนนั้นเห็นผู้ชายคนหนึ่งยืนก้มหน้าอยู่ตรงลิฟต์ซึ้งนักศึกษาก็ถามว่าจะไปมั้ยแต่เขาก็ยังอยู่กับที่เดิมและไม่ได้ทำอะไรและนักศึกษาก็ลงไปชั้นต่อไปแต่อยู่ลิฟต์ก็หยุดอีกที่อีกชั้นซึ้ง

ซึ้งก็ยังเจอชายคนนั้นอีกและตอนนี้พวกเขาก็เจอกันอีกนักศึกษาเริ่มกลัวแล้วและมันก็เป็นอย่างนั้นเรื่อยๆจนตอนนี้อยู่ที่ชั้นสองและเขาก็คือผู้ชายคนเดิมยืนหันหลังอยู่เหมือนเดิมแต่สิ่งที่ทำให้เขาแทบเป็นบ้านั้นก็คือผู้ชายคนนั้นหันหน้ามาแต่คอแต่เท้ายังอยู่อีกฝั่ง

มีข่าวลือว่านักศึกษาคนนั้นกลายเป็นบ้าตลอดชีวิตเลยค่ะ  ซึ้งมีหลายคนมากที่คิดจะไปท้าทายอย่างเช่นกลุ่มหนึ่งที่ไม่เชื่อเรื่องผีเดินทางไปท้าท้ายซึ้งก็เลือกที่จะไปตอนเช้าเพราะใจหนึ่งก็กลัวใจหนึ่งก็ไม่เชื่อ ซึ้งทุกคนนั้นเดินเข้าไปและไม่มีอะไรเกิดขึ้นทุกคนขึ้นลิฟต์สำรวจทุกอย่างจนไม่มีอะไรผิดปกติหลังจากนั้นทั้งกลุ่มก็พากันเดินเข้าเว็บเพื่อจะลงไปที่ชั้น 1

เพื่อเดินทางไปเรียนต่อหลังจากนั้นพวกเขาก็ได้ลงไปที่ชั้น 8 แล้วจะอยู่ประตูก็เปิดขึ้นมาแล้วไม่มีใครอยู่เลยหลังจากนั้นก็มีลมแรงมากครับผ่านจนผมทุกคนปลิวมีผู้ชายคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่าหรือว่าจะเป็นวิญญาณที่นี่ผู้ชายคนนึงที่เป็นคนตั้งกลุ่มคนแรกที่จะมาทักทายต่าง

ก็บอกว่าไม่หรอกสงสัยมีคนกดลิฟท์ติดตัวมาถึงก่อนเขาก็เลยเข้าอีกตัวไปแล้วแล้วก็คงเปิดหน้าต่างทิ้งไว้อย่างนั้นแต่เขาหารู้ไม่ว่าจริงๆแล้ว ที่นี่นั้นไม่เคยเปิดหน้าต่างบานหลังจากที่คุณครูคนนั้นเสียชีวิตแล้วถ้าเกิดว่าไม่มีหน้าต่างบานไหนเลยที่เปิดพัดลมที่บ้านมันมาจากไหนกันแน่

 

สนับสนุนโดย  rb88 ทางเข้า

เรื่องของนายจันดีผู้ตายแล้วเกิดใหม่

ตายแล้วไปไหนมันก็ยังได้เป็นคำถามที่มันได้ค้างคาใจมาจนถึงทุกวันนี้ซึ่งก็ยังได้มีผู้คนจำนวนมากที่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อยู่ดังเราจะเห็นได้จากการตีพิมพ์ตามหนังสือพิมพ์ต่างๆออกมาวางจำหน่ายอย่างมากมายอีกทั้งยังมีความคราวทางความคิดที่ได้มีความต่างออกไป

จากกันในหลายแง่หลายมุมแต่ก็ไม่มีใครที่จะหาข้อสรุปและข้อที่แท้จริงของเรื่องเหล่านี้ได้วันนี้เราจะพาทุกคนไปพบกับคำตอบในเหตุผลของคำถามที่ว่าตายแล้วไปไหนซึ่งเราได้มีเรื่องที่เกี่ยวกับนายเดชฤทธิ์ ซึ่งเขาได้เป็นชายคนหนึ่งที่ได้ตายไปแล้ว

และได้กลับมาเกิดใหม่อีกครั้งซึ่งเขาสามารถที่ระลึกถึงชาติกล่าวได้อย่างละเอียดทุกขั้นตอนและเขาก็ยังสามารถเล่าให้กับทีมงานเราได้ฟังอีกว่าชาติก่อนเขาได้มีชื่อว่านายจันดี เกิดอยู่บ้านหาดตำบลเปาะอําเภอบึงบูรพ์ จังหวัดศรีสะเกษ

เมื่อชีวิตของเขานั้นได้เข้าสู่ในวัยฉกรรจ์เขาก็ได้มีเพื่อได้เข้ามาช่วยให้เขานั้นได้ไปทำในสิ่งที่ไม่ดีซึ่งได้ไปขโมยวัวและขโมยควายซึ่งในตอนนั้นเขาได้มีความหารกล้าไม่กลัวใครและด้วยที่เขานั้นได้มีความหลงในคำพูดของเพื่อนก็เลยได้ลองทำดูจากนั้นเขาก็ได้ออกขโมยวัวควายของชาวบ้านเรื่อยมาจนเพื่อนๆ

นับถือว่าให้เป็นหัวหน้าใหญ่มีเพื่อนรอบกายของเขาอยู่หลายคนจึงทำให้ชื่อเสียงของเขานั้นได้มีความโด่งดังและไม่มีใครที่จะกล้าเข้ามาลบหลู่ตัวเขานั้นได้เป็นโจรมาสิบกว่าปีจากนั้นมันก็ได้ทำให้เขาได้รับรู้ว่าตนนั้นได้มีความรู้สึกว่าตัวเองนั้นได้กระทำบาปไปอย่างมาก

จากนั้นมันก็เลยทำให้เขานั้นได้เข้าไปบำเพ็ญศรีอยู่ที่วัดเป็นเวลา3ปีและในช่วงที่เขาได้บำเพ็ญศรีนั้นเขาก็ได้ช่วยหลวงพ่อท่านหนึ่งช่วยสร้างโบสถ์ที่วัดบ้านเสียวเก่าอําเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ จากนั้นเขาก็ได้กลับเข้ามาเยี่ยมลูกเมียและก็ได้คิดที่จะเลิกขโมยวัวควายในคืนวันที่25ธันวาคม ปี2528 นายจันดีก็ได้มีความรู้สึกร้อนทั้งกายและใจ

จนทำให้ตัวเขานั้นนอนไม่หลับแก่ได้นอนดิ้นไปมาอยู่ที่ระเบียงด้านหน้าบ้านจนเกือบเช้าก็ยังนอนไม่หลับพอตกเวลาประมาณเที่ยงคืนก็ได้มีเพื่อนโจรเก่า6คนได้เข้ามาหาโดยจะเข้ามาชวนให้ไปกินเนื้อควายซึ่งเพื่อนก็ยังได้บอกอีกว่าเขาได้ไปขโมยควายมาจากบ้านไกล

จะเอามาฆ่าที่หนองตาลาวจึงได้มาช่วยเพื่อนจันดีเพื่อนเก่าไปกินเนื้อด้วยกันเมื่อนายจันดีเห็นว่าเพื่อนมาชวนก็ไม่เฉลียวใจว่ามันจะมีเหตุร้ายอะไรเกิดขึ้นเพราะเพื่อนทั้ง6คนต่างก็ได้เป็นเพื่อนรักกันทั้งนั้น

 

สนับสนุนมาจาาก  สูตร บาคาร่า bk8

นักมวยที่มีลีลากวนแต่การชกนั้นบอกเลยว่าไม่ธรรมดา

วันนี้เราจะขอแนะนำนักมวยที่มีความกวนมากที่สุดและก็จะจบแบบไม่สวยตอนที่อยู่ด้านบนเวที

Julian Wallace

สำหรับนักมวยอย่างJulian Wallaceที่ได้เป็นนักมวยตัวดำเมี่ยงที่ทั้งมีความโหดดุดันและมีความน่าเกรงขามจึจะทำให้ฝ่ายตรงข้ามนั้นอาจจะเสียความมั่นใจเอาได้ หากได้เห็นรอยสักที่อยู่บนตัวของเขา สำหรับเรื่องราวต่อไปนี้มันได้เกิดขึ้นในวันชั่งน้ำหนัก

ก่อนที่ตัวเขานั้นจะทำการต่อยจริงในรายการต่อสู่ด้านศิลปะในรายการหนึ่ง หลังที่ตัวJulian Wallaceได้ชั่งน้ำหนักเสร็จแล้ว ซึ่งเขาทั้งคู่จะต้องขึ้นมาถ่ายรูปและจ้องลูกตากันนายJulian Wallaceก็ได้กำมัดและไปเทียบที่บนใบหน้าของฝ่ายของผู้ต่อสู้จากนั้นฝ่ายตรงข้ามก็ได้ยิ้มและตัวเขานั้นก็ได้ทำสวนกลับไปบ้างหลังจากนั้นยังไม่พอนายJulian Wallace

ก็ยังได้หัวของเขานั้นไปชนกับหัวของผู้ท้าชิงแต่ถึงอย่างไรก็ตามทางด้านผู้ท้าชิงก็ได้แต่ยิ้มและไม่ได้โต้ตอบอะไรทั้งสิ้นหลังจากนั้นJulian Wallaceเขาก็ได้เดินออกไป หลังจากที่ได้ทำการชั่งน้ำหนักแล้วเปรียบมวยกันเสร็จแล้วก็ได้มาถึงวันชกมวยจริงทั้งคู่ก็ได้ชกกัน

ภายในเวลาแค่เพียง21วินาทีทำให้ด้านฝ่ายผู้ท้าชิงก็ได้เดินหน้าต่อยแบบไม่หยุดยั้งหลังจากนั้นมาจึงได้ทำให้นายJulian Wallaceน๊อกลงไปในที่สุดหลังจากนั้นก็ยังได้เป็นวีดีโอที่มีคนเข้าไปดูมากที่สุดประมาณ43ล้านครั้ง จึงทำให้Julian Wallaceได้เป็นที่จำของคนทั้งโลกอีกว่า ถึงแม้ว่าตัวเขานั้นจะมีรอยสักมากแค่ไหนมันก็ไม่ได้ทำให้เก่งไปตลอด

Usman Ahmed

สำหรับUsman Ahmedนั้นเขาได้เป็นนักมวยอาชีพเชื้อสายปากีสถานที่เขานั้นได้เกิดอยู่ที่ประเทศอังกฤษ ทั้งนี้ก็ยังมีผู้คนมากมายต่างก็ยังจำตัวเขาได้ในฐานะเป็นนักมวย ที่ตัวของเขานั้นก็ได้มีท่าทางที่สุดกกวนมากที่สุดก่อนที่ตัวของเขานั้นจะทำการขึ้นชกและต้องบอกเลยว่ามันเป็นท่าที่กวนที่มันสามารถเรียกเสียงคนที่อยู่ข้างสนามได้เป็นอย่างมาก

หากจะกล่าวถึงในเรื่องของการชกและสถิติของนายUsman Ahmedต้องบอกเลยว่าไม่ธรรมดากันเลยทีเดียวสำหรับสถิตินายUsman Ahmedในปัจจุบันที่ได้ขึ้นอยู่ด้านบนหน้าเว็บไซต์ ซึ่งนายUsman Ahmedได้ชนะ8ครั้ง แพ้9ครั้ง และ เสมอ 2ครั้ง และลีลาในการชกของเขาเป็นมวยบ๊อกเซอร์ที่มันได้เป็นมวยที่ชกเป็นจังหวะมากกว่าการชกไปมีจังหวะ

ก่อนที่ตัวเขานั้นจะขึ้นเวทีและเขานั้นจะมีลีลาที่สุดกวนมากแค่ไหนแต่ในการชกจริงตัวของนายUsman Ahmedนั้นเขาก็ไม่ได้มีลีลาที่กวนแต่อย่างไรซึ่งในการชกนั้นมันเป็นอะไรที่ตัวของเขานั้นจะมีสมาธิมาพอสมควรเป็นอย่างมาก

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  rb88 เข้าสู่ระบบ

เรื่องราววัดเจดีย์ กับ หลวงพ่อทองและไอไข่

ความเชื่อและความศรัทธาของคนที่ได้อาศัยอยู่ในแต่ละพื้นที่ก็ได้มีอยู่หลากหลายรูปแบบที่มีความแตกต่างกันออกไปแต่ในทุกๆความเชื่อนั้นมันก็จะมีประวัติในความเป็นมาที่ไม่ต่างไปจาก ไอไข่วัดเจดีย์ ที่หลายคนต่างก็ได้ให้ความเคารพและความศรัทธา

โดยเฉพาะในเรื่องของการขอโชคลาภ รูปไม้ที่ได้ถูกแกะสลักเด็กชายอายุประมาณ9-10ขวบได้ตั้งอยู่ในศาลาในวันเจดีย์ และยังได้เชื่อกันอีกว่าเขานั้นได้เป็นวิญญาณที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ได้มาสถิตอยู่ที่วัดแห่งนี้ให้ได้เป็นที่เคารพแลละสักการะของชาวบ้านตั้งแต่พื้นที่ที่ใกล้วัดไปจนถึงจังหวัดในแถบภาคใต้

จากในการศรัทธานั้นที่ได้มีความเชื่อกันว่าขอได้ไหว้รับ ซึ่งในสถานที่แห่งนี้ก็ได้ถูกบันทึกเอาไว้ที่ยังได้เป็นสถานที่วัดร้างได้ชื่อว่า วัดเจดีย์ จากนั้นพอในสมัยที่ยุคที่ได้มีความเจริญขึ้นพวกก็ได้เข้ามาถางหญ้ากันทำนาทำสวนทำไร่

จากนั้นมันก็ได้พบสถานที่แห่งนี้ว่ามันได้เป็นวัดเก่าจากนั้นพอได้เข้าไปตรวจสอบแล้วมันได้เป็นวัดในสมัยกรุงศรีอยุธยาส่วนใหญ่ โดยมีตำนานเหล่าว่า ในอดีตเจ้าอาวาสนั้นก็คือ หลวงพ่อทอง ซึ่งท่านก็ได้มีลูกศิษย์วัดอยู่สองคนคนหนึ่งชื่อนายเหมีอนและอีกหนึ่งก็ไม่ทราบชื่อแต่ในภายหลังมานั้นพวกเขาก็ได้เรียกกันว่าไอไข่

ซึ่งหลวงพ่อทองนั้นได้เป็นสหายรุ่นราวเดียวกันกับหลวงปู่ทวด พอหลวงปู่ทวดขึ้นอยุธยาเขาก้ได้นำเอาเด็กมาฝากไว้ภายหลังต่อมาวัดก้ได้เริ่มร้างไปเรื่อยๆจากนั้นชาวบ้านก็ยังคงนึกถึงไอไข่ ซึ่งเขาน่าจะมีความเกี่ยวข้องอะไรกับวัดแห่งนี้ซึ่งเมื่อก่อนเขาไม่ได้เรียกไอไข่เขาจะเรียกว่าเด็กวัดเฉยๆ

ซึ่งเด็กคนนี้จะต้องมีอะไรสักอย่างหนึ่งที่ตราตรึงอยู่ในใจ จากนั้นทางด้านของเจ้าอาวาสยังได้ดังอีกว่าเราไม่อาจจะที่จะสามารถที่จะรู้ได้ว่า หลวงพ่อทอง ได้มรณะภาพไปเมื่อครั้งใดและชื่อของไอไข่นั้นมันได้มีชีวิตอยู่ถึงไหนกันและยังได้เล่าต่อๆกันมาอีกว่า หลังจากที่หลวงพ่อทองได้มรณะภาพไปแล้วไอไข่ก็ได้เดินลงไปที่สระน้ำที่ได้อยู่หน้าวัด

และก็ไม่ได้ขึ้นมาให้ใครได้เห็นอีกเลยแต่ในวันดีคืนดีก็ได้มองเห็นเด็กที่กำลังวิ่งเล่นกันอยุ่ในวัดและยังได้ปรากฎร่างเด็กออกมาให้เห็นและยังได้มีเสียงของเด็กส่งเสียงให้เราได้ยินและเหตุการณ์ดังกล่าวนี้ก็ยังได้มีให้เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน

 

สนับสนุนโดย  next88 ดีไหม

ซากเมืองเก่าโบราณที่จมอยู่ใต้ท้องทะเลมากว่า5,000ปี

เมืองโบราณOlous

นอกจากนี้ด้านสถานที่แห่งนี้ในสมัยก่อนได้มีเมืองเดิมอยู่ที่ชื่อว่าOlous ถึงแม่ว่าเมืองแห่งนี้จะไม่ได้เป็นเมืองมีมีอำนาจและยิ่งใหญ่ในใต้ท้องทะเล แต่เนื่องจากในพื้นที่แห่งนี้นั้น มันก็ยังได้มีความพิเศษอยู่ตรงที่น้ำของทะเลแห่งนี้ ซึ่งมันจะมีน้ำทะเลสีฟ้าใสสวยงามมาก

อีกทั้งยังสามารถที่จะลงไปดำน้ำอยู่เมืองโบราณที่อยู่ใต้น้ำได้เลยทีเดียว และสำหรับเมืองOlousนั้นได้ถูกก่อสร้างขึ้นมาเมื่อประมาณ800ปีก่อน

ซึ่งได้มีประชากรที่ได้อาศัยอยู่ที่นี่จำนวน30,000คน ซึ่งเหตุการณ์ที่มันได้ทำให้เมืองแห่งนี้ได้จมอยู่ในใต้ท้องทะเลนั้น เนื่องจากว่าได้ก่อสร้างบนพื้นที่ที่มีดิบไม่แข็งตัวและยังได้มีดิบที่นิ่มจากนั้นเมืองแห่งนี้ก็ได้เจอกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวมันเลยทำให้เมืองที่แห่งนี้ได้พังถลายลงจมหายลงไปอยู่ใต้ทะเล นอกจากนี้ในปัจจุบันนั้น

มันก็ได้กลายมาเป็นจุดดำน้ำที่เป็นที่นิยมของคนชาวกรีกและเหล่านักชื่นชอบดำน้ำนี้ก็ยังได้พบกับเหรียญเก่าโบราณกันอยู่บ่อยครั้งแค่เจอเหรียญยังไม่หมดแค่เพียงเท่านั้นเมื่อน้ำได้มีการลดระดับลงไปเราก็ยังสามารถที่จะมองเห็นขอบกำแพงที่ได้โพล่ขึ้นเหนือน้ำมาให้เราได้เห็นกันอีกด้วย

เกาะโยนากุนิ

สำหรับในพื้นที่ที่อยู่ทางด้านตะวันตกของประเทศญี่ปุ่นนั้นยังได้มีเกาะที่ได้อยู่ใกล้กับบรรดาหมู่เกาะเซ้งกากุ ซึ่งในสถานที่แห่งนี้ถือได้ว่ามันได้เป็นเกาะแห่งยุทธศาสตร์ที่ถือได้ว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุดของประเทศญี่ปุ่นในช่วงที่ประเทศจีนนั้นได้กำลังแสดงอิทธิพลด้านทางทะเลข่มเพื่อนบ้านเป็นพิเศษอีกทั้งในสถานที่แห่งนี้มันก็ยังมีสิ่งที่ชวนตะลึ่งใจอยู่ไม่น้อย

ที่มันสามรรถดึงดูดใจของเหล่านักบรรดาที่ชื่นชอบในการดำน้ำจากทั่วโลกและบุคคลที่ได้มีความสนใจในส่วนของเรื่องลี้ลับให้ได้เข้ามาพิสูจน์ด้วยตนเองว่ามันจะเป็นอย่างไรมันจะเหมือนกับที่เขาได้นำเอามาเล่าสู่กันฟังหรือป่าว

และสำหรับรูปภาพที่ได้เห็นกันอยู่ในตอนนี้นั้น ซึ่งมันก็ได้เป็นโครงสร้างของหินที่มันได้มีขนาดใหญ่ที่มันได้มีรูปลักษณะที่เหมือนกับขันบันไดหรือบางคนเขาก็ได้บอกกันว่ามันดูคล้ายกับพีระมิด ที่นักดำน้ำต่างก็ได้เห็นจากนั้นก็ได้เอ่ยปากออกมาว่ามันไม่น่าจะเป็นสิ่งที่เหล่าธรรมชาตินั้น

สร้างขึ้นมา นอกจากมันอาจจะเป็นคนในสมัยโบราณที่มันได้มีอารยธรรมที่สูงมากๆ สำหรับในโครงสร้างหินเหล่านี้ก็ยังได้มีนักดำน้ำในพื้นที่ได้บังเอิญเข้าไปพบเห็นเมื่อปีประมาณ1986 และจากนั้นมานักธรณีวิทยาด้านท้องทะเลได้ดำเข้าไปสำรวจจากนั้นมาก็ได้ทำแผ่นที่โครงสร้างเหล่านี้ขึ้นมาซึ่งมันต้องใช้ระยะเวลามากถึง10ปีด้วยกัน