ทรัพย์สมบัติของทหารญี่ปุ่นในช่างสงครามโลก

ทรัพย์สมบัติของประเทศญี่ปุ่นในยุคสงครามโลกครั้งที่2มันมีอยู่จริงๆในจังหวัดกาญจนบุรีของเมืองไทยจริงหรือไม่ คือ พวกเราต้องการจะกล่าวว่าประเด็นนี้มันจริงหรือไม่ ซึ่งพวกเราก็ไม่ได้สนใจอะไรเยอะมากแต่ว่าพวกเราได้ทดลองไปพบข้อมูลที่ลึกๆมาในความเป็นจริงแล้วนั้นเรื่องมันเคยถูกเอ๋ยถึงเป็นข่าวใหญ่มโหฬาร เมื่อราวๆปี2530 ปลายจนกระทั่งในช่วงเวลานี้เลย

เนื่องจากว่าตามในข้อมูลเบื้องต้นเขาได้พูดว่าในช่วงที่สงครามโลกครั้งที่2กำลังจะจบลงในที่ประเทศญี่ปุ่นกำลังจะยอมแพ้เขาได้มีทรัพย์สมบัติก้อนในที่สุดเก็บเอาไว้แล้วก็ทรัพย์สมบัติก้อนสุดท้ายนั้นเขาได้นำเอาไปฝังเอาไว้ที่ไหนก็ตามในจังหวัดกาญจนบุรีที่มันมีแม่น้ำและก็มีเทือกเขาแล้วก็มีเส้นทางรถไฟที่ญี่ปุ่นสร้างเอาไว้สร้างผ่านซึ่งจากการวิเคาระห์ข้อมูลเบื้องต้น

ที่ตรงนี้เขาได้กล่าวว่ามีจำนวนอยู่10กว่าถ้ำร่วมกันที่คาดว่าขุมทองคำนั้นมันคงจะมีอยู่ในประเทศไทยแล้วก็ถ้ำที่คาดกาณ์ว่ามันจะมีโอกาสมากที่สุดซึ่งก็คือถ้ำลิเจียนั้นเอง สำหรับเรื่องของทรัพย์สมบัติในยุคสงครามโลกครั้งที่2ที่เขาคาดว่ามันคงจะอยู่ที่ไหนสักที่หนึ่งของจังหวัดกาญจนบุรีในประเทศไทย

พวกเรานั้นเราจำเป็นต้องย้อนกลับไปในครั้งยุคของสงครามโลกครั้งที่2โดยตามข้อมูลเอาไว้เขายังได้บอกเอาไว้ว่าในเวลาขนาดนั้นเมืองไทยก็ได้ร่วมประสานมือเป็นแนวร่วมกับทหารญี่ปุ่น ร่วมสงครามโลกครั้งที่2ญี่ปุ่นในเวลานั้น

เขาก็ได้มีแนวความคิดที่ที่จะสร้างรางรถไฟที่จะลำเรียงอาวุธและก็รวมถึงกำลังพลผ่านเข้ามาที่เมืองไทยเพื่อจะเข้าไปบุกประเทศพม่าประเทศอินเดียตอนนั้นทางประเทศญี่ปุ่นก็ได้ยืมเงินจำนวน4ล้านบาทไทยในขณะนั้นและได้ขอกำลังพลของเมืองไทยให้ไปช่วยเหลือกันสร้างสะพานนั้นขึ้นมาให้สำเร็จแล้วก็ชื่อของสะพานนั้น

ก็คือสะพานสายมรณะนั้นเองโดยสะพานทางเดนรถไฟสายมรณะนี้มันได้เป็นสะพานรถไฟฟที่มีความสำคัญในการรบที่สำคัญของประเทศญี่ปุ่นในสมัยนั้นที่เขาได้คาดคะเนกันว่าถ้าเกิดพวกเขานั้นสามารถที่สร้างมันเสร็จได้พวกเขาก็สามารถที่จะบุกเข้าไปตีประเทศต่างๆกันได้อย่างสบายแล้วก็บุกเข้ายึดประเทศพวกนั้นได้

โดยที่เสียกำลังพลต่ำที่สุดแล้วก็ได้สำเร็จประโยชน์สูงที่สุดนั่นเองแต่ว่าในช่วงของที่เป็นสำหรับสะพานสายมรณะที่พวกเราได้กล่าวถึงอยู่นี้เขากลับสร้างมันไม่เสร็จเพราะเหตุว่าเนื่องมาจากขณะนั้นประเทศญี่ปุ่นนั้นได้อยู่ในช่วงที่กำลังพลไกลจะหมดแล้วนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  entaplay

การค้นพบมอธแมนที่ซิคาโกและมนุษย์แคระที่ไม่สามารถอธิบายได้

มอธแมนที่ซิคาโก

ตลอดปี2017ได้มีผู้คนมากกว่า50คนที่อยู่ในเมืองซิคาโกที่ได้พบสิ่งปริศนาที่บินได้ ซึ่งได้เชื่อกันว่ามันได้เป็นมอธแมนสิ่งนั้นได้มีลักษณะที่เหมือนกันกับมนุษย์ได้มีปีกสีดำขนาดใหญ่มีขาเป็นกล้ามเนื้อมีหางยาวและที่ดวงตาเรืองแสงเป็นสีแดง

ซึ่งหนึ่งในการพบเจอนั้นก็ได้มีผู้ที่สามารถบันทึกภาพของมันไว้ได้ด้วยความบังเอิญในขณะที่ช่างภาพกำลังถ่ายภาพหุ่นไฟเบอร์ที่ตั้งอยู่ในเมืองซิคาโกบางคนได้กล่าวว่าสิ่งที่เหมือนมนุษย์มีปีกนั้นได้บินโฉบไปมาด้วยความเงียบแต่ในขณะที่บางคนกลับบอกว่าพวกมันได้ส่งเสียงที่แหลมและดังเหมือนเสียงรถเบรคลักษณะของมันก็จะมีความสูงวประมาณ2.1เมตร

มักจะพบมันในช่วงกลางคืนและโดยส่วนมากมักจะปรากฎตัวในบริเวณทะเลสาบมิชิแกนหลังจากที่ได้มีการพบ มอธแมน จึงทำให้ชาวเมืงเกิดความหวาดกลัวที่เชื่อว่ามันอาจจะเป็นลางร้ายเหมือนกับที่ได้เคยเกิดขึ้นในเมืองพอยท์เพลแซนท์รัฐเวสต์เวอร์จิเนียในปี1967 ที่ได้มีมอธแมนปรากฎตัวขึ้นก่อนจะเกิดเหตุการณ์ที่สะพานซิลเวอร์ถล่ม

มนุษย์แคระปริศนา

 ในปี2012ขณะที่ เคนไฟเฟอร์ กำลังได้ทำงานกะดึกอยู่ภายในโรงงานแก๊สที่ตั้งอยู่ในรัฐเทกซัสหางตาของเขาได้เห็นบางสิ่งที่เดินโยกไปมาเขาจึงได้รีบถ่ายภาพเก็บเอาไว้ โดยเป็นภาพที่ได้ปรากฎบางสิ่งมีลักษณะเหมือนเด็กและมีปากที่กว้างดูน่าขนลุกสิ่งปริศนานั้น

ได้หายตัวไปก่อนที่เขาจะเดินเข้าไปใกล้มันอีกทั้งยังได้มีภาพวีดีโอเพิ่มเติมที่มีการเผยแพร่ออกมา ซึ่งเป็นภาพของบางสิ่งที่มีลักษณะคล้ายกับเด็กหรือคนแคระที่ปรากฎอยู่ในประเทศอเจนตินา ก่อนหน้านั้นไม่กี่ปี โดยในช่วงเวลานั้นชาวเมืองในอเจนตินาได้มีรายงานว่าถูกบางสิ่งที่เหมือนเด็กตัวเล็กไล่ทำร้ายคนที่เดินผ่านไปมาบ้างก็ว่าได้ถูกผลักตกจากจักรยานไปจนถึงถูกทำให้สลบทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้มีการแจ้งเตือนให้ชาวเมืองหลีกเลี่ยงในการเดินลำพังในช่วงกลางคืน

จนกระทั่งต่อมาสิ่งมีชีวิตปริศนานั้นได้หายตัวไปจากพื้นที่ทั้งนี้ยังได้มีอาลีโอเชนกาเป็นเป็นซากของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่ถูกพบโดยหญิงชราคนหนึ่งในประเทศรัสเซียปี1996ลักษณะของมันจะมีความยาวประมาณ25ซม.โดยมีลักษณะที่คล้ายกับเด็กที่เกิดก่อนวัยอันควรแต่เบ้าตาของมันได้มีขนาดใหญ่ครึ่งของใบหน้าและที่กระโหลกมีกระดูกแค่เพียง4

ส่วนทั้งที่จริงแล้วกะโหลกของมนุษย์ควรจะมี6ส่วนทางด้านเจ้าหน้าที่ชันสูตรศพได้ทำการตรวจสอบและพบว่ามันไม่ใช่ทั้งมนุษย์และสัตว์แต่เป็นรูปแบบสิ่งมีชีวิตใหม่ โดยเชื่อว่ามันอาจจะเป็นสิ่งที่มาจากนอกโลกอีกทั้งยังได้เชื่อกันว่าสิ่งปริศนานี้ได้ถูกต้องคำสาปและมันมีเหตุการณ์ที่มันไม่สามารถที่จะอธิบายได้เกิดขึ้นและคร่าชีวิตของผู้ที่ได้เข้ามาเกี่ยวข้อง

 

สนับสนุนโดย  next88 สมัคร

ถ้ำน้ำเขาศิวะ 

              สำหรับช่างที่เราจะพูดถึงกันต่อไปนี้ที่มีความเชื่อกันว่าเป็นสถานที่ที่มีการเชื่อมต่อไปยังเมืองบาดาลของพญานาคได้นั้นก็คือถ้ำน้ำเขาศิวะซึ่งอยู่ที่จังหวัดสระแก้ว โดยจะอยู่ในเขตอำเภอคลองหาดและถ้ำแห่งนี้ชาวบ้านได้มีการค้นพบเมื่อปีพุทธศักราช 2519

ซึ่งหลังจากที่มีการขุดพบถ้ำแห่งนี้ชาวบ้านบางคนก็จะเข้ามาหาของภายในถ้ำหรือเมื่อมาหาของป่าภายในบริเวณใกล้ๆถ้ำแห่งนี้และมีผลต่อก็จะมาพักอาศัยหลบแดดหลบฝนอยู่ภายในถ้ำแห่งนี้ว่ากันว่าหลังจากที่มีการค้นพบถ้ำแห่งนี้มายาวนานถึง 8 ปี

อยู่มาวันหนึ่งชาวบ้านบางคนก็ได้เห็นว่ามีสิ่งชีวิตชนิดหนึ่ง มีลำตัวยาวมากๆและมีสีแดงโดยกำลังเล่นน้ำอยู่ซึ่งสัตว์ชนิดนี้ว่ายน้ำเวียนไปทางขวา ซึ่งชาวบ้านเชื่อกันว่าการที่สัตว์ชนิดนั้นว่ายน้ำแล้วเอียงขวานั้นเหมือนกับการที่คนเราเดินเวียนรอบพระอุโบสถดังนั้นชาวบ้านจึงเชื่อกันว่าบริเวณนี้เป็นบริเวณที่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อาศัยอยู่

และแน่นอนว่าสัตว์ที่มีความยาวมากและมีสีแดงแถมยังเล่นน้ำอยู่ภายในบริเวณถ้ำนั้นชาวบ้านต่างก็ร่ำลือกันว่าสิ่งมีชีวิตชนิดนี้คือพญานาคนั่นเอง หลังจากที่มีคนพบเห็นสิ่งมีชีวิตที่คล้ายกับพญานาคชาวบ้านต่างก็เชื่อกันว่านี่คือถ้ำพญานาคจึงได้พากันมาสร้างศาลขึ้นบริเวณที่หน้าปากถ้ำ ตั้งชื่อศาลนี้ว่าศาลปู่นาคาซึ่งอยู่ตรงหน้าปากถ้ำน้ำเขาศิวะนี่เอง

ซึ่งสถานที่แห่งนี้ปัจจุบันนี้ชาวบ้านคนไหนที่เดินทางผ่านไปผ่านมาแถวนี้ต่างก็จะมากราบไหว้ขอพร และมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับภายในถ้ำน้ำเขาศิวะด้วยซึ่งมีเรื่องเล่ากันว่ามีเจ้าหน้าที่ได้มาสำรวจถ้ำแห่งนี้และทางเจ้าหน้าที่นั้นได้ลงไปสำรวจในน้ำที่อยู่ภายในถ้ำน้ำเขาศิวะ เจ้าหน้าที่นั้นมีการดำรงไปภายใต้น้ำภายในถ้ำนั้นและดำไปจนสุดทางซึ่งบริเวณดังกล่าวนั้นเป็นทางตัน น้ำภายในถ้ำแห่งนี้จะค่อนข้างลึกมากเมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึงทางตันก็ขึ้นมาบอกเล่าให้คนอื่นฟังว่าเขานั้น

ได้ดำไปยังจนสุดทางตันและเป็นแหล่งน้ำที่ลึกที่สุด ซึ่งระหว่างที่เขามีการดำไปในใต้น้ำนั้นเขาเห็นสถานที่แห่งหนึ่งมีลักษณะคล้ายกับเมืองบาดาล สำหรับถ้ำน้ำเขาศิวะแห่งนี้นั้นเรียกได้ว่าเป็นถ้ำที่มีความลึกลับซับซ้อนและผู้คนส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยกล้าเข้ามาสำรวจกันมากนักเนื่องจากเกรงว่าจะเป็นที่อยู่ของเหล่าพญานาคทั้งหลายจึงมีความเชื่อกันว่าถ้ำแห่งนี้น่าจะเป็นทางเชื่อมต่อระหว่างเมืองบาดาลกับโลกมนุษย์นั่นเอง 

 

สนับสนุนโดย  rb88 thailand

ตำนานเขาตาม่องล่ายจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 

          ถ้าเราจะมาพูดกันถึงเรื่องสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ที่มีความสวยงามและมีจุดชมวิวอยู่บนเทือกเขาและอย่างที่จะสามารถมองเห็นความงดงามของอ่าวประจวบได้แล้วแล้วก็ ต่างก็ต้องนึกถึงเขาตาม่องล่ายด้วยกันทุกคน และแน่นอนว่าสถานที่แต่ละที่นั้นย่อมมีตำนานเป็นของตัวเองดังนั้นเขาตาม่องล่าย

ก็ย่อมมีตำนานเป็นของเขาเช่นเดียวกัน ด้วยว่ากันว่าตำนานของเขาตาม่องล่ายนี้ได้กลายมาเป็นชื่อภูเขาและเป็นชื่อเกาะแก่งต่างๆ ทั่วทั้งภาคตะวันออกเลยทีเดียวซึ่งตำนานนั้นมีการพูดถึงและเล่าขานกันว่า ตาม่องล่ายนี่คือชื่อชายคนหนึ่งซึ่งเขาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านอ่าวน้อย

เขามีลูกสาวคนหนึ่งเป็นหญิงสาวที่สวยงามมากชื่อว่านางยมโดย ด้วยความงดงามของนางยมโดยนี้เองทำให้มีเจ้าเมืองประจวบนั้นชื่นชอบความงามของนางและมาขอนางแต่งงาน ซึ่งตาม่องล่ายก็ได้ยกลูกสาวให้กับเจ้าเมืองประจวบโดยที่เขานั้นไม่ได้ปรึกษาหรือบอกเล่าเรื่องราวนี้ให้กับนางรำพึงภรรยาของเขารู้เลย ต่อมา ได้มีลูกชายของเจ้ากรุงจีนได้เดินทางล่องเรือสำเภามาค้าขาย

กับคนไทยเมื่อได้คบกับนางยมโดยก็เกิดชอบพอจึงได้มาทำการสู่ขอนางยมโดยกับนางรำพึงผู้เป็นแม่และนางรำพึงนั้นก็ยกให้ ลูกชายของเจ้ากรุงจีนเช่นกันโดยที่นางรำพึงนั้นก็ไม่ได้มีการบอกตาม่องล่ายเช่นเดียวกัน ดังนั้นเมื่อถึงวันที่ต้องยกขันหมากมาสู่ขอนางยมโดยทำให้มีขันหมากนั้นมาจากทางเจ้ากรุงจีนและขันหมากมาจากเจ้าเมืองประจวบ

ซึ่งขันหมากทั้งสองแห่งนั้นก็มาเจอหน้ากัน ทั้งสองฝ่ายต่างก็ตกใจกันมากที่ยกขบวนขันหมากมาเจอหน้ากันแต่อย่างไรก็ตามเรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้เป็นสาเหตุให้ทางตาม่องล่ายและนางรำพึงนั้นเกิดการทะเลาะวิวาทกัน โดยนางรำพึงนั้นด้วยความที่โมโหจึงได้คว้าหมวกไปฟาดใส่ที่ใบหน้าของตาม่องล่ายหมวกนั้นได้ปลิวไป ตกที่บริเวณริมหาดประจวบ

ซึ่งตรงบริเวณนั้นกลายเป็นภูเขาที่มีรูปร่างคล้ายหมวก ทำให้บริเวณนั้นถูกเรียกต่อมาว่าเขาล้อมหมวก ส่วนทางด้านตาม่องล่ายนั้นก็มีความโมโหภรรยาไม่แพ้กันจึงได้คว้ากระบุงขว้างใส่ภรรยาของตนเอง แต่เนื่องจากนางรำพึงนั้นหลบทันจึงทำให้กระบุงนั้นไปตกที่เกาะแห่งหนึ่งซึ่งต่อมามีชื่อเรียกว่าเกาะกระบุงอยู่ที่จังหวัดตราดนั่นเอง และด้วยความโมโหของตาม่องล่ายไม่ได้มีเพียงเท่านี้

เขาไม่ได้โมโหลูกสาวที่คิดว่าลูกสาวของเขานั้นเป็นต้นเหตุของเรื่องราวทั้งหมดจับร่างลูกสาวเขาฉีกออกเป็น 2 ส่วน โดยซีกหนึ่งนั้นกว้างไปทางเจ้าลาย  ไปตกในทะเลกลายเป็นเกาะนมสาวอยู่ที่อำเภอปราณบุรีส่วนอีกซีกหนึ่งนั้น ขว้างไปให้เจ้ากรุงจีน และร่างไปตกในทะเลจังหวัดจันทบุรี กลายเป็นสาวนั่นเอง ทางด้านนางรำพึงนั้นด้วยความกลัวจึงได้วิ่งหนีไป

และไปนอนร้องไห้รำพึงรำพัน ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นและเต็มใจตายเสียชีวิตลงที่นั่น ซึ่งตรงจุดนั้นเรียกว่าเขาแม่รำพึงส่วนตาม่องล่ายเองนั้น เขาเสียใจหนักมากได้ไปนั่งกินเหล้าอยู่ตรงเชิงเขาริมทะเล โดยเขากินเหล้าจนเสียชีวิตหลังจากนั้นที่นั่นก็เรียกว่าเขาตาม่องล่ายนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

 

 

สนับสนุนโดย  entaplay poker

ตำนานภูตป่าหรือแฟรี่มีตัวตนจริงๆอยู่บนโลก

ตำนานภูตป่าหรือแฟรี่มีตัวตนจริงๆอยู่บนโลกและเคยมีคนพบเจอมาแล้วจริงหรือไม่?

สำหรับเรื่องนี้มันก็ได้เป็นอีกหนึ่งตำนานที่น่าสนใจและเราก็เชื่อว่าหลายๆคนก็น่าจะรู้จักกันมาเป็นอย่างดีอยู่แล้วและเราก็ได้ไปหาข้อมูลลงไปลึกๆจริงๆเขาได้บอกว่าในอดีต เมื่อประมาณปี1800-1900เขาได้มีการบันทึกและได้ยืนยันกันอย่างชัดเจนว่าเคยมีการค้นพบ แฟรี่ หรือ ภูตป่า มาแล้วและได้มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ

เวลาที่เราได้พูดถึงตำนาน ภูตป่าหรือภูตจิ๋ว หรือ เจ้าตัวแฟรี่ เราเชื่อว่าหลายๆคนก็คงจะจำภาพในรูปแบบของสิ่งที่มีชีวิตขนาดเล็กที่ได้มีรูปร่างน่าตาเหมือนกับมนุษย์แต่สิ่งที่มีชีวิตเหล่านั้นมีขนาดตัวที่เล็กกว่ามนุษย์หลายสิบเท่ามากมีหูที่แหลมคล้ายกับเผ่าเอล

และที่สำคัญก็คือมีปีนคล้ายกับผีเสื้อหรือแมลงและสามารถบินได้อย่างรวดเร็วจนบางตำนานได้ว่ากันว่าคนธรรมดาไม่สามารถที่จะมองเห็นด้วยตาเปล่าได้

ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะรู้จักภูตป่าหรือแฟรี่กันประมาณนี้แต่ถามว่าบางตำนานของแแฟรี่มันเป็นแบบที่เรารู้แบบนั้นร้อยเปอร์เซนเลยหรือเปล่า ถ้าเอาตามข้อมูลที่เราได้หามาเราต้องขอบอกว่ามันถูกต้องแต่ไม่ได้ถูกต้องครบร้อยเปอร์เซน คือ เราจะต้องขอบอกแบบนี้ก่อนเลยว่าตำนานแฟรี่

มันได้เป็นตำนานที่มันได้มีอยู่ทั่วโลกในรูปแบบของ ภูต ขนาดจิ๋ว ภูตตัวเล็กหรือผีพราย ที่อาศัยอยู่ในป่าวิญญาณที่ได้สิงห์อยู่ในป่าไม้ ซึ่งในแต่ละที่นั้นมันก็จะมีชื่อที่เรียกแตกต่างกันออกไปแต่ส่วนใหญ่ตำนานภูตป่าแฟรี่เหล่านี้จะอยู่ในรูปแบบของมนุษย์ตัวจิ๋วและจะถูกพบเห็นหรือจะถูกพบเจอในพื้นที่ป่าลึกหรือบนภูเขาอย่างเดียวเท่านั้น

ซึ่งถ้าจะให้เรายกตัวอย่างชื่อเช่นชื่อที่เราได้คุ้นหูกันหรือชื่อในตำนานเราก็ได้ไปเจอมาประมาณสามถึงสี่ชื่อก็จะมีFer Sidhe มีPixy มีFairy โดนชื่อทั้งหมดเป็นชื่อของภูตป่าหรือภูตที่มีขนาดจิ๋วทั้งหมดเลย ซึ่งลักษณะทั้งสามตัวนี้ไม่ได้แตกต่างกันมากแต่ข้อแตกต่างของสามตัวนี้มันมีอยู่เล็กน้อยคืออย่าง Pixyกับ Fairy

จะมีลักษณะภูตที่มีนิสัยสนุกสนานร่าเริงและเป็นมิตรต่อมนุษย์ว่ากันว่ามีพลังวิเศษที่สามารถทำให้ผลไม้ที่อยู่ในป่าเจริญเติบโตขึ้นมาได้อย่างรวดเร็วและถ้าเกิดผู้ใดที่มีอาการอ่อนล้าปวดเมื่อยมีอาการป่วยอยู่ได้กินผลไม้ที่เหล่าแฟรี่ได้ทำให้เจริญเติบโตขึ้นนั้นก็จะทำให้อาการปวดเมื่อยหายไปได้อย่างเห็นได้ชัด

 

สนับสนุนโดย  dewabet

ตำนานแม่มด ฮูดู แห่ง นิวออร์ลีนส์ 

        ตำนานเกี่ยวกับแม่มดหมอผี ที่มีอยู่ที่เมืองนิวออร์ลีนส์   ของประเทศสหรัฐอเมริกา  ซึ่งเมือง นิวออร์ลีนส์ แห่งนี้เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงอย่างมากเกี่ยวกับเรื่องของการบูชาพ่อมดหมอผีหรือพวกลัทธิฮูดูที่เข้ามายึดพื้นที่ตั้งแต่เมื่อ 200 กว่าปีก่อนมาแล้ว

  ซึ่งช่วงเวลานั้นเป็นช่วงที่ทาสชาวแอฟริกันได้พากันอพยพเข้ามาที่เมือง นิวออร์ลีนส์ แห่งนี้และได้นำลัทธิฮูดูเข้ามาด้วย ซึ่งลัทธิ ฮูดู นี้เป็นลัทธิที่มีอายุเก่าแก่มานานกว่า 7000 ปีมาแล้ว

โดยเฉพาะในประเทศแถบสหรัฐอเมริกา  โดยมี หญิงสาวคนหนึ่งที่เธอมีชื่อว่า  Marrie Laveau  ว่ากันว่าเธอนั้นเป็นผู้นำของลัทธิฮูดู เลยก็ว่าได้ เพราะเธอนั้น เป็นคนที่มีความศรัทธาอย่างแรงกล้า เกี่ยวกับคำสาปแช่งและเกี่ยวกับลัทธิฮูดูนี้ 

สำหรับ   Marrie Laveau นั้นมีการเล่าลือกันถึงเรื่องของเธอ ว่าเธอนั้นมีอายุอยู่ในช่วงปีคริสต์ศักราช 1800   โดยมีการเล่ามาจากเพื่อนบ้านของเธอซึ่งมีบ้านที่อยู่ใกล้ๆกับบ้านของ  Marrie Laveau  นั้นต่างก็ออกมาพูดถึง Marrie Laveau กันว่า เธอนั้นสามารถใช้เวทมนตร์ได้ทั้งกับคนและก็สัตว์ เรื่องเล่าเกี่ยวกับวิชาอาคมของ Marrie Laveau นั้น

มีการเล่าเป็นตำนานสืบต่อกันมา จนถึงแม้ว่าปัจจุบัน Marrie Laveau จะเสียชีวิตไปนานแล้ว แต่เรื่องเล่าของเธอก็ยังคงมีการเล่าต่อกันมาอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นตำนานของเมืองนิวออร์ลีนส์ ไปแล้ว และใน ปัจจุบันนี้ได้มีบริษัทจัดทำทัวร์ขึ้นมาเป็นการทำทัวร์เพื่อมาเที่ยวบ้านของ  Marrie Laveau  

และลูกทัวร์สามารถเข้าไปขอพรให้ Marrie Laveau  ช่วยใช้วิชามนต์ดำนั้นสาปแช่งบุคคลที่พวกเขาไม่ชอบได้ด้วย โดยลูกทัวร์ส่วนใหญ่นั้นก็จะเข้าไปในบ้านของเธอเพื่อพากันไปบนบานศาลกล่าวเพื่อขอให้เธอนั้นช่วยเหลือ ด้วยการให้เธอนั้นช่วยสาบศัตรูคู่อริของพวกเขาให้ศัตรูของพวกเขานั้นมีอันเป็นไป แต่คนที่จะขอได้นั้นจะต้องมีการปฏิบัติตามกฎอย่างเคร่งครัด

โดยกฎ ที่ว่าก็คือ คนที่จะขอพรคำสาปแช่งนั้นจะต้อง เคาะโลงศพของ  Marrie Laveau  จำนวน 3 ครั้งหลังจากนั้นก็จะต้องหมุนตัว 3 ครั้งแบบทวนเข็มนาฬิกา  และต้องนำเหล้ารัมมาเซ่นไหว้หลุมศพ  Marrie Laveau พร้อมทั้งผู้ที่ต้องการขอให้  Marrie Laveauช่วยสาปแช่งให้นั้น

จะต้องมีการกระโดดข้ามหลุมฝังศพของ  Marrie Laveauจำนวน 3 รอบอีกด้วย หลังจากกระโดดเสร็จเรียบร้อยแล้วผู้ที่กระโดดจะต้องมีการตะโกนชื่อของ Marrie Laveau ออกมาดังๆและให้บอกว่าถูกประสงค์ว่าต้องการที่จะให้ Marrie Laveauช่วยสาปแช่งใคร ซึ่งมีการเล่าลือกันว่าคำสาปแช่งและการใช้มนต์ดำของ Marrie Laveauนั้น ขลังมากๆ

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  sagame

เสียง The Bloopปริศนาที่ดังมาจากใต้ท้องทะเลที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้

มหาสมุทรนั้นมันได้เป็นพื้นที่กว้างใหญ่และยังไม่ได้มีการเข้าไปทำการสำรวจมากที่สุดบนโลกใบนี้และที่มันได้น่าทึ่งไปกว่านั้นก็คือใน95%ของมหาสมุทรที่ยังไม่ได้ถูกเห็นโดยมนุษย์และมันก็ยังได้เป็นคำถามอยู่เรื่อยมาว่าในท้อที่ของมหาสมุทร

ที่มันยังไม่ถูกสำรวจนั้นมันจะมีอะไรที่ซ่อนอยู่ใต้ท้องทะเลบ้างและ ทางด้านผู้เชียวชาญจำนวนมากก็ได้เชื่อกันว่ามันก็คงจะไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกหากพื้นที่ของผิวน้ำที่มีความกว้างใหญ่นั้นมันจะมีสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่มากๆที่มันยังไม่ได้ถูกค้นพบและเราจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่า

เวลาที่ได้มีการพูดถึงท้องทะเลลึกที่มันยังไม่เคยได้ถูกสำรวจและสิ่งแรกๆที่มีผู้คนพูดถึงนั้นก็คือความเป็นไปได้ที่จะมีสิ่งมีชีวิตในใต้ท้องทะเลที่มันมีความน่ากลัวในตำนานและถึงแม้ว่าในความคิดเช่นนั้นมันจะฟังดูเจ๋งไม่น้อยแต่มันก็ยังน่ากลัวมากอีกเช่นกัน

และในระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาเทคโนโลยีมันได้ช่วยให้มีการตรวจจับและได้พบเข้ากับสิ่งที่ลึกลับที่มันได้อาศัยอยู่ใต้มหาสมุทรและจนถึงทุกวันนี้มันก็ยังไม่มีคนที่จะสามารถสรุปได้อย่างมั่นใจว่ามันเป็นเสียงของอะไรกันแน่นและมันอาจะเป็นเสียงของสัตว์ที่มันได้มีชีวิตอยู่ใต้ท้องทะเลหรือสิ่งที่มันมีชีวิตอะไรกัน

แน่นเสียงจากใต้ทะเลที่ว่ากันว่าลึกลับมากที่สุดเท่าที่มันได้มีการถูกบันทึกมา The Bloopเรามาเริ่มกันด้วยเสียงจากใต้น้ำที่ได้เป็นที่รู้จักกันมากที่และThe Bloopพวกคุณหลายคนก็อาจจะเคยได้ยินกันมาบ้างแล้วแต่ในบางคนก็ยังไม่มีโอกาสที่เคยได้ฟังมัน

ซึ่งมันได้ถูกจับได้จากเครื่องมือตรวจวัดสัญญาณเสียงหรือไฮโดโฟนที่มันได้ถูกติดตั้งลงในทุ่นมหาสมุทรแปซิฟิกและไม่ว่ามันจะเป็นเสียงของอะไรและเสียงของมันก็ได้มีเสียงในความถี่ที่ต่ำมากและมันก็ได้มีความถี่สูงขึ้นมาเรื่อยๆในเวลาแค่เพียงหนึ่งนาทีอีกทั้งยังเป็นเสียงที่ดังมากๆจนไมโคโฟนใต้น้ำ

สามารถจับได้ทั้งที่ต้นเสียงมันได้มาจากที่ที่ห่างไกลถึง3,000ไมล์เวอร์ชั่นทั่วไปที่ทุกคนสามารถที่จะหาฟังกันได้ในอินเตอร์เน็ตและมันก็จะถูกเร่งความเร็วถึง16เท่ามันจึงสามรถทำให้คุณนั้นสามารถได้ยินเสียงของ The Bloopได้ง่ายกว่าในแบบของต้นฉบับที่มันดูเป็นความลึกลับ

และน่าขนลุกมากกว่าหลังจากที่คลิปเสียงนั้นมันได้ถูกเผยแพร่ออกมามันจึงทำให้องค์กรบริหารสมุทรศาสตร์และบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐอเมริกาหรือnoaaค้นหาพื้นที่ที่จุดเกิดเสียงก้ได้พบว่ามันได้อยู่ห่างออกไปจากชายฝั่งของอเมริกาใต้ประมาณ650ไมล์

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  เว็บพนันดีที่สุด

ตำนานของเจตภูต

ซึ่งตรงนี้คนไทยโบราณเขาก็ได้มีความเชื่ออีกอย่างหนึ่งนั่นก็คือในขณะที่เรานอนหลับ ดวงจิตของเราจะออกจากร่างและได้ไปอยู่อีกพบภูหนึ่งก่อนที่เราจะตื่นขึ้นมาอีกทีดวงจิตของเรามันก็จะกลับเข้ามาสู่ร่างแต่ถ้าดงจิตของเรากลับเข้ามาสู่ร่างไม่ทันหรือหาร่างของเราไม่ทันเรา

ก็จะเสียชีวิตไปทันที ซึ่งตรงนี้มันได้เป็นอีกหนึ่งความเชื่อหนึ่งที่คนไทยโบราณเขาได้มีความเชื่อกันและตรงนี้มันอาจจะมีคนตั้งคำถามขึ้นมาอยู่ในใจอยู่หนึ่งคำถามว่า ถ้าดวงจิตของเราออกจากร่างแล้วอยู่ดีๆดวงจิตของเราจะกลับเข้าร่างดวงจิตของเราก็สามารถที่จะกระโดนเข้าร่างกายคนนู้นไปคนนี้ไปโดยที่ไม่มีข้อจำกัดได้เลย ถ้าอย่างั้นแล้วเราก็สามารถที่จะสลับเรื่องกายกับคนนู้นคนนี้โดยที่ไม่มีข้อจำกัดเลยใช่หรือไม่

ซึ่งตรงนี้ข้อมูลเองงเราก็ยังสงสัยอยู่เช่นกันเราเลยโทรไปหาอาจารย์ท่านหนึ่งที่เป็นนักวิทยาศาสตร์แล้วอาจารย์ก็ยังได้บอกกับเรามาอีกว่าเรื่องนี้ทางวิทยาศาสตร์ฟิสิกส์เขาสามารถที่จะหาคำตอบเบื้องต้นได้แล้วและเขากำลังหาคำตอบกันอยู่

ซึ่งตรงจุดนี้เราคงต้องของอธิบายเป็นหลักการนิดนึงแต่เราจะอธิบายให้ได้เข้าใจง่ายที่สุดแล้วกัน คือ ในทางวิทยาศาสตร์สมัยก่อนเขาไม่มีความเชื่อในเรื่องภูผีวิญญาณเขาไม่เชื่อเรื่องอะไรก็แล้วแต่ที่พิสูจน์ไม่ได้แต่ใน ณ ปัจจุบันนี้ทางฟิสิกส์เขามีความต้องการที่จะหาความจริงเกี่ยวกับความเชื่อของคนในด้านความเชื่อของผี

และเรื่องวิญญาณให้ได้ เนื่องจากว่าได้มีคนหลายๆคนอ้างว่าเวลาที่เขาได้นั่งสมาธินานๆเขาจะรู้สึกว่าวิญญาณของเขาหรือยานของเขาเริ่มลอยสูงขึ้นๆเรื่อยๆและเจอกับตัวเองเจอกับสิ่งๆนู้นเจอกับสิ่งๆนี้หรือบางคนมีอาการกึ่งหลับกึ่งตื่นและเห็นตัวเองกำลังนอนอยู่

ก็มีอยูเช่นกัน เขาเลยคิดว่าเรื่องราวเหล่านี้อาจจะเกี่ยวข้องกับเรื่องวิญญาณภูผีวิญญาณมันก็เป็นได้ เขาเลยมีการศึกษาและวิจัยกันอย่างจริงจังกับเรื่องนี้ ซึ่งการศึกษาและวิจัยทางฟิสิกส์เขาก็จะต้องมีการพิงและจะต้องมีการยึดหลักฟิสิกส์เขาก่อน

โดยหลักของฟิสิกส์จะมีอยู่ประมาณ4-5หลักด้วยกันนั่นก็คือ หลักกลศาสตร์ พลังงานแม่เหล็กไฟฟ้า พลังงานความร้อน พลังงานคลื่น และ พลังงานมิตควอนตัม

ซึ่งหลังจากที่เขาได้วิจัยไปได้ ปรากฎว่าสิ่งที่อยู่ในร่างกายเราที่คลาดว่ามันเป็นไปได้ว่ามันอาจจะเป็นวิญญาณมันน่าจะเป็นพลังงานในรูปแบบของแม่เหล็กไฟฟ้าซึ่งเราก็น่าจะรู้กันดีอยู่แล้วว่าในร่างกายของคนเรามันมีส่วนที่เป็นพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าอยู่นั่นก็คือสมองของเรานั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  bk8

ตำนานเรื่องราวความรักของ ผาชู้ 

             ผาชู้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งในจังหวัดน่านซึ่งมีพื้นที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติศรีน่าน  อำเภอ นาน้อย  ในปัจจุบันหากใครได้ยินคำว่าผาชู้คงจะคิดว่าเป็นผาที่พูดถึงเรื่องของชายหนุ่มหญิงสาวซึ่งแอบมีชู้กันแต่อันที่จริงแล้วคำว่าผาสุกในที่นี้นั้นไม่ได้พูดถึงของการมีชู้แต่อย่างใดแต่เป็นการพูดถึงเรื่องราวความรักซึ่งเป็นรักสามเศร้าระหว่างเจ้าเมืองกับหญิงสาว 2 คน

ซึ่งเรื่องราวความรักของทั้งสามคนนี้ถูกถ่ายทอดและเล่าต่อกันมากลายเป็นตำนานความรักให้คนจังหวัดน่านได้พูดถึงและระลึกถึงกันอยู่เสมอและหากใครก็ตามที่มาเที่ยวที่ผาชู้แห่งนี้ก็มักจะได้รับคำบอกเล่าเกี่ยวกับตำนานความเชื่อของหน้าผาแห่งนี้

ซึ่งตำนานความรักของทั้ง 3 คนนั้นมีเรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อมีเจ้าเมืองคนหนึ่งซึ่งเป็นชายหนุ่มที่มีรูปสมบัติและทรัพย์สมบัติมีความหล่อเหลาเอาการเป็นที่เลื่องลือไปทั่ว ซึ่ง เจ้าเมืองคนนี้ชื่อว่า เจ้าจ๋วง  และถึงแม้เจ้าจ๋วงนั้นจะเป็นชายหนุ่มรูปงามแต่พระองค์ก็มีภรรยาของพระองค์อยู่แล้วที่ว่าเจ้าจันผาอย่างไรก็ตามในครั้งหนึ่งนั้นในขณะที่เจ้าจ๋วงนั้นได้ออกไปประพาสป่า

เพื่อออกไปล่าสัตว์บังเอิญว่า  พระองค์ได้ไปเจอกับหญิงสาวคนหนึ่งที่เธอชื่อว่า  เอื้อง  ซึ่งเอื้อง นั้นเป็นลูกสาวของพรานป่านั่นเองซึ่งพรานป่าคนนี้เป็นคนที่เจ้าจ๋วง ได้มีการตั้งมาเพื่อให้พาไปล่าสัตว์ทำให้ทั้งสองคนทั้ง เอื้อง แป๊ะเจ้าจ๋วง สนิทสนมกันจนในที่สุดก็เกิดการรักใคร่กันจนเกิดการได้เสียกันส่วนทางด้านเจ้าจันผานั้นเมื่อเห็นว่าสามีของตนเองนั้น

ออกมาล่าสัตว์นานเกินไปจะได้ออกมาตามหาจนในที่สุดเราจันผาก็มาพบว่า   สามีของเธอก็คือเจ้าจ๋วง ได้อยู่กินกับสาวคนหนึ่งที่ชื่อว่า เอื้อง ซึ่ง  เมื่อเจ้าจันทราเห็นอย่างนั้นเธอจึงได้มีการบอกให้สามีของเธอเลือกระหว่างตัวเธอกับ เอื้อง ว่าเขานั้นจะเลือกใครแต่เนื่องจากว่าเจ้าจ๋วง รักทั้งสองคนไม่สามารถที่จะเลือกใครได้พระองค์จึงได้ตัดสินใจที่จะกระโดดหน้าผาเพื่อฆ่าตัวตายซึ่งก่อนที่จะกระโดดหน้าผาพระองค์ได้มีการอธิษฐานเกี่ยวกับเรื่องของความรักสามเศร้าของพระองค์ในครั้งนี้

ว่าหากเป็นความรักที่เกิดจากความบริสุทธิ์ใจของทั้ง 3 คนแล้วก็ขอให้ตายไปแล้วเกิดมาเป็นต้นไม้อยู่คู่กับโขดหินหลังจากนั้น  เจ้าจ๋วงก็ได้กระโดดหน้าผาลงมาส่วนทางด้านเจ้าจันผาเมื่อเห็นว่าสามีกระโดดหน้าผาตายคือจึงได้กระโดดหน้าผาฆ่าตัวตายตาม

และทางด้านของสาวเอื้องนั้นไม่เห็นว่าทั้งคู่จะโดดหน้าผาเธอจึงกระโดดหน้าผาตามไปด้วยอีกคนนึงจนทำให้ต่อมานั้นกลายมาเป็นเรื่องของชื่อต้นไม้ที่อยู่กับหน้าผาดังกล่าวโดยมีการพูดถึงต้นไม้ว่าสำหรับต้นสนนั้นก็คือ เจ้าจ๋วง นั่นเองและเจ้าจันทรานั้นเมื่อตายไปแล้วเธอได้กลายเป็นต้นจันผาในขณะที่นางสาวเอื้องนั้นกลายมาเป็นดอกกล้วยไม้

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนัน ถูกกฎหมาย ใน ประเทศไทย

ตำนานความรักของเจ้าแม่เขาสามมุก 

      สำหรับตำนานความรักของเจ้าแม่เขาสามมุกนั้นเกิดขึ้นที่จังหวัดชลบุรีซึ่งเรื่องราวความรักในครั้งนั้นเกิดขึ้นในช่วงสมัยตอนปลายอยุธยาสำหรับศาลเจ้าแม่เขาสามมุกถ้าหากใครเคยไปเที่ยวที่จังหวัดชลบุรีหรือผ่านไปเส้นทางนั้นแล้วจะเห็นว่าตรงบริเวณเชิงเขาจะมีการตั้งศาลไว้ 1 ศาล

ซึ่งป้ายหน้าศาลนั้นจะเขียนไว้ว่าศาลเจ้าแม่สามมุขโดยมีเรื่องเล่าจากชาวบ้านที่มีการเล่าสืบต่อกันมาว่าในสมัยก่อนนั้นมีผู้ชายคนหนึ่งชื่อว่าแสนเขาเป็นลูกชายของกำนันของหมู่บ้านแห่งนั้น อยู่มาวันหนึ่งขณะที่แสนกำลังวิ่งเล่นว่าวอยู่กับเพื่อนๆ

อยู่นั้นเองปรากฏว่าว่าวของแสงนั้นไปตกลงอยู่ที่หน้าหญิงสาวคนหนึ่งเธอชื่อว่ามุกซึ่งมุกนั้นเป็นหญิงสาวที่มีรูปร่างหน้าตาสวยสดงดงามแต่ครอบครัวของสามมุกนั้นเป็นครอบครัวที่มีฐานะยากจนแตกต่างจากกับครอบครัวของแสนที่มีฐานะร่ำรวยและมีพ่อเป็นถึงกำนันของหมู่บ้าน  ส่วนเด็กสาวที่ชื่อสามมุกนั้นเป็นเด็กกำพร้าซึ่งปัจจุบันนั้นอาศัยอยู่กับยาย

หลังจากพี่นายแสนได้เห็นหน้าของนางสาวสามมุกทั้งคู่ก็รู้สึกรักแรกพบหลังจากนั้นทั้งคู่ก็สนิทสนมกันเรื่อยมามีอยู่มาวันหนึ่งทั้งคู่ได้ไปบริเวณที่หน้าผาและทำการอธิษฐานถึงความรักของทั้งคู่โดยมีการสาบานกันเอาไว้ว่าหากคนใดคนหนึ่งผิดคำสาบานคนที่ผิดคำสาบานนั้นจะต้องโดดหน้าผาตายอยู่ที่สุดแห่งนี้ซึ่งทั้งคู่นั้นสาบานว่าจะมีการครองรักกันตราบชั่วนิรันดร์

โดยในวันที่มีการสาบานกันนั้นนายแสงได้มอบแหวนวงหนึ่งให้กับสามมุกเพื่อเอาไว้เป็นแหวนแทนใจและเป็นการยืนยันคำมั่นในรักแท้แต่หลังจากที่พ่อของนายแสนรู้เรื่องนี้เข้าก็ไม่พอใจจัดการให้นายแสนไปแต่งงานกับผู้หญิงคนอื่นซึ่งเมื่อสามมุกรู้เรื่องจึงไปร่วมงานแต่งงานและเห็นนายแสนกำลังเข้าพิธีแต่งงานกับหญิงอื่น

สามมุขเสียใจมากถอดแหวนคืนแสนไปหลังจากนั้นก็วิ่งไปที่หน้าผาและกระโดดหน้าผาที่เคยสาบานรักกันไว้เป็นเหตุให้ สามมุขนั้นตายส่วนทางด้านนายแสนนั้นก็ได้วิ่งตามสามมุกออกมาและเมื่อมาถึงก็พบว่าสามมุกนั้นกระโดดหน้าผาตายเสียแล้วเสียใจมาก

จึงกระโดดหน้าผาตามสามมุกไปและก็ตายทั้งคู่ชาวบ้านต่างก็รู้เรื่องราวและพากันสาปแช่งพ่อของนายแสนที่ขัดขวางความรักของคนทั้งคู่จนเป็นสาเหตุให้คนทั้งคู่นั้นฆ่าตัวตายด้วยความเสียใจกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นพ่อของนายแสนจึงได้นำข้าวของเครื่องใช้ต่างๆมาไว้ภายในถ้ำตรงบริเวณหน้าผาซึ่งทางลูกชายของตนเองและสามมุกกระโดดลงมาฆ่าตัวตาย

หวังว่าสิ่งของเหล่านั้นจะเอาไว้ให้กับวิญญาณของคนทั้งคู่ได้ใช้และมีการตั้งหน้าผาบริเวณนี้ว่าเขาสามมุขซึ่งหน้าผาแห่งนี้จะอยู่ติดกับชายหาดบางแสนนั่นเองและนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาส่งหน้าผาสามมุขนี้ก็จะเป็นที่ที่คนที่มีความรักมาอธิษฐานเรื่องความรักและขอพรและก็สุขสมหวังกันนั้นเป็นต้นมารวมถึงถ้าหากชาวบ้านแถวนั้นจะออกทะเลไปหาปลาก็มักจะมาขอพรที่ศาลเจ้าแม่สามมุกกันทุกครั้งเพื่อป้องกันอันตรายทางทะเล

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนัน