เขรมแดงยึดครองอำนาจประเทศที่ไม่มีข่าวออก

สมัยเขรมแดงยึดครองอำนาจและมีการทรมานที่ถูกปิดข่าวมาอย่างช้านาน

เขรมแดงนั้นมีข้ออ้างหรือยัดข้อหาร้ายแรงให้กับชาวเขรมผู้ที่น่าสงสารการกระทำที่ไม่ถูกอกถูกใจพรรคเขรมแดงนั้นลวนแล้วแต่เป็นเส้นทางที่นำพาไปสู่ความพิการหรือความตายได้อย่างง่ายดายเหลือเกินมีคนแขนขาพิการหรือคนดอยโอกาสจำนวนมหาสารที่ตกเป็นเหยื่อของการทารุณกรรมเขรมแดงชนิดที่ว่าคนที่ทำทารุณหรือสังหารพวกเขานั้นสามารถทำลงไปได้อย่างไรทั้งๆที่มีสายเลือด กัมพูชา เช่นเดียวกันทั้งสิ้นเมื่อเห็นว่าไม่อาจหาประโยช์จากผู้ดูอยู่

โอกาสเหล่านั้นได้เต็มที่ซึ่งที่ช่วยตัดปัญหาก็คือ การตีให้ตายหรือไม่ก็ส่งกระสุนสังหารปิดชีพแต่ความสนุกสนานเลยเถิดของทหารเขรมแดงนั้นไม่มีขอบเขตจำกัดเสมอพวกเขามีสิทธิ์ที่จะเลือกวิธีตายให้กับคนต่างๆ

ที่ไม่ใช่พวกพองหรือพลพรรคเขรมแดงได้เสมอดังนั้นการทรมานด้วยวิธีที่หลากหลายจึงเป็นทางเลือกพิเศษที่เขรมแดงวัยรุ่นชอบเสียงร้อนโหยหวนจากโรงทรมารในแต่ละคืนแต่ละวันนั้นจึงเป็นทั้งความสุกข์ทรมานของผู้ถูกกระทำในเวลาเดียวกันหฤหรรษ์สุดประมานของผู้ทรมานที่มักจะสันหาวิธีการสร้างความสุขแบบสาดิษฐ์ในขณะเดียวกันข่าวการทรมานแบบนี้ก็ไม่ได้ค่อยลอดออกมาสู้เลยตาของชาวโลกในช่วงเวลาแห่งการทรมานนับจากปีคริสตศักราช1975ถึงปีคริสตศักราช1978จนต่อถึงช่วงต้นมกราคม1979อีกไม่กี่วัน

เพราะหลังจากนั้นเขรมแดงก้ได้หมดอำนาจลง  เนื่องจาก ญวน ได้บุกข้ายึดพื้นที่จนถึงกลางกรุงพนมเปญ เรื่องราวการทรมานสาหัสสากันในช่วงเขรมแดงเรืองอำนาจนั้นส่วนใหญ่ มันจะได้จากผู้คนที่หลบหนีออกมาจากทางชายแดนและบางส่วนถูกนำไปเป็นสารคดีหรือนำเอาไปสร้างภาพยนตร์สะท้อนความเป็นจริงจนเป็นที่รู้จักกันทั่วโลกในเวลาต่อมาแต่เรื่องแบบนี้ไม่มีทางที่จะออกมาจากปากหรือการ แถลงการของเขรมแดงอย่างเด็ดขาด

เพราะความจริงประเภคนี้เป็นเรื่องที่เขรมแดงต้องการที่จะปิดปากให้มันเงียบมากที่สุดรวมทั้งถ้ามีโอกาสทางเวทีโลกเมื่อไหร่ก็จะแถลงการปัดป้องเป็นพัลวันในเวลาเดียวกันก็จะแว้งกัดคนที่นำเรื่องการทรมานแบบนี้ขึ้นเป็นประเด็ดสักถามบนเวทีโลกด้วยนั่นหมายถึงช่วงเวลา4ปีเต็มๆที่เขรมแดงเรืองอำนาจนั้นประชาชนชาวเขรมผู้บริสุทธิ์ทั้งหลายต่างก็ถูกทรมานทั้งร่างกายและจิตใจกันอย่างหนัก

ไม่ต่างจากที่ยุค นาซี ได้เรืองอำนาจในสมันสงครามโลกครั้งที่2ที่มีชาวยู ในยูโรปเป็นเป้าหมายทิศดีของ เขียวสัมพัน ดั่งที่ได้ก่นเอาไว้ข้างต้นนั้นเป็นเรื่องที่สมควรอยู่ในทิศดีนิยายคาตกรรมสยองขวัญที่ยึดเอาทิศดีแบบนั้นเป็นสาเหตุของการสังหารในนิยายเท่านั้นแต่เมื่อต้องการให้เป็นไปตามทิศดีที่ต้องการความอย่างจริงจังขึ้นมานั้นกับเป้นสิ่งที่ค้านกับวิถีการดำเนินชีวิตของผู้คนอย่างร้ายแรงและ พล พต   ก็สนองต่อณโยบายอย่างเต็มที่

ประสาทบนยอดเขาภูเขาไฟ

เขากระโดง เป็นยอดเขาที่ได้ตั้งอยู่ใน เขตอำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ 

เขากระโดงไม่ใช่ภูเขาที่ธรรมดาแต่มันเป็นภูเขาไฟที่ดับสนิดมีอายุประมาณราวๆ900,000ปี ซึ่งยังได้พบเห็นร่องรอยปากป่องได้อย่างชัดเจนมีลักษณะเป็นหลุมลึกจากระดับพื้นเล็กน้อยบริเวณนี้จึงได้ถูกพัฒนาให้เป็นแหล่ท่องเที่ยวโดยมีการสร้างทางเดินและสพานแขวนสำหรับเป็นจุดที่ชมภาพมุมสูงของปากป่องภูเขาไฟเอาไว้ด้วยในปัจจุบัน

เขากระโดงถือได้ว่าเป็นสถานที่ที่สำคัญในระดับต้นๆที่นักท่องเที่ยวมักที่จะหาโอกาสเดินทางเข้าไปเที่ยวชมเพราะนอกจากจะมีลักษณะที่พิเศษทางธรณีวิทยายังมีภูมิประเทศสูงเด่นสามารถที่จะมองเห็นตัวเมืองบุรีรัมย์ที่มุมกว้างและบนยอดเขายังเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ซึ่งได้เป็นพระคู่เมืองของจังหวัดบุรีรัมย์ ไม่ไกลไปจากองค์พระได้มีอาคารหลังเล็กๆหนึ่งหลังพื้นที่

ตรงนี้แต่เดิมได้เคยมีปราสาทหินตั้งอยู่ที่เรียกว่า ปราสาทเขากระโดงได้เป็นปราสาทหินทรายหลังเดียวได้ก่อบนฐานศิลาแลงสี่เหลี่ยมจัตุรัสยาวด้านละสี่เมตรปราสาทได้ถูกสร้างขึ้น

เพื่อเป็นศาสตร์สถานแต่ก็ได้หักพังจนได้ทำยากต่อการบูรณ์ในภายหลังยังได้มีการสร้างมนดกขึ้นมาเพื่อใช้เป็นประดิษฐานพระพุทธบาทจำลองที่ได้สร้างขึ้นมาใหม่เมื่อต้นพุทธศตวรรษนานมาแล้วที่นุษย์มักจะมองยอดเขาสูงเฉดฟ้าเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ได้

เป็นจุดเชื่อมต่อโลกมนุษย์กับเหล่าเทพที่สิงสถิตอยู่บนชั้นฟ้ายอดเขาจึงมักถูกกำเนิดเป็นสถานที่ที่สร้างศาสตร์สถานสำหรับจารึกแสวงบุญหรือประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อเพื่อให้ผลแห่งการประติบัตินั้นได้ส่งต่อไปยังเทพเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่พวกเขานั้น

ให้ความเคราพบูชา จากนี้เราจะพามาดูปราสาทหินที่ได้มีความเก่าแก่บนยอดเขาที่มีความล้ำค่าทั้งในแง่ของทางโบราณคดีและสสถาปัตยกรรม ทางหลวงหมายเลข24เป็นถนนอีทานของอีสานใต้ที่เริ่มจากทางแยกต่างระดับสีคิ้วก่อนที่จะไปสิ้นสุดในเขตอุบลราชธานีทางสายนี้เรียกแต่เดิมว่าถนนโชคชัยเดชอุดมโดยตัดผ่านทางจังหวัดที่สำคัญๆ5จังหวัดคือ จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดบุรีรัมย์  จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดศรีสะเกษ และ จังหวัดอุบลราชธานีทีมงานของเรานั้น

ก็ได้พามาที่ถนนเส้นนี้เพราะเห็นว่าสองฝั่งทางที่ถนนตัดผ่านเป็นที่ตั้งของปราสาทหินเก่าแก่หลายแห่งซึ่งโดยส่วนใหญ่จะอยู่ห่างจากถนนสาย24ออกไปไม่มากนักผู้ที่ได้สัญจรผ่านถนนเส้นนี้หากว่าคุณนั้นได้มีความสนใจทางประวัติศาสตร์ด้านราสาทหินมันก็อาจจะใช้เวลาแค่เพียงเล็กน้อยสำหรับการแวะเข้าไปเที่ยวชมศึกษา

การค้นพบปราสาทในเขตอีสานใต้

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาตชคอีสานของประเทศไทยเป็นแหล่งอารยธรรมเก่าแก่มันตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์โดยพบหลักฐานการตั้งชุมชนของมนุษย์มานานหลายพันปีเพราะในพื้นที่มีแม่น้ำสำคัญๆอยู่หลายสายไหลผ่านและที่ลาบลุ่มริมน้ำก็เป็นพื้นที่อันเหมาะสมอันต่อการสร้างชุมชนแหล่งอาศัยในทางภูมิศาสตร์ได้แบ่งภาคอีสานเป็นสองส่วนใหญ่ๆคือ แอ่งสกลนคร และ แอ่งโคราช

โดยใช้แนวภูเขาภูพานเป็นเส้นกำเนิด

ซึ่งทั้งสองส่วนแม้จะอยู่ห่างกันแค่เพียงเขากั้นแต่ความแตกต่างทางภูมิประเทศและทรัพยากรก็ได้ทำให้ผู้คนสองฝั่งมีรายละเอียดทางวัฒนธรรมต่างกันไปด้วย ซึ่งเรื่องนี้มีหลักฐานยืนยันมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์จนแม้เมื่ออารยธรรมจากต่างแดนหลากหลายเข้ามาความแตกต่างนี้ก็ยังมีให้เห็น ในช่วงพุทธศตวรรษที่12เมื่อพุทธศาสตร์สนาแผร่จากอินเดียเข้าสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาชุมชนดั่งเดิมในภูมิภาค

ได้มีการเปลี่ยนแปรงทางสังคมและวัฒนธรรมเกิดเป็นวัฒนธรรมใหม่ที่เรียกว่าทวารวดี

ซึ่งต่อมาได้ขยายตัวข้ามจากภาคกลางสู่แอ่งโคราช และ แอ่งสกลนคร จนมีการผสมผสานกับวัฒนธรรมพื้นถิ่นเดิมกลายมาเป็นวัฒนธรรมทวารวดีแบบท้องถิ่นขึ้นมาขณะที่ช่วงเวลาไกล้เคียงกันนั้นอิทธิพลทางศาสตร์สนาอินเดียก็ยังแผร่เข้าสู่ชุมชนบริเวณสามเลี่ยมปากแม่น้ำโขรงด้วย จึงเกิดลักษณะศิลปะกรรมของทางพุทธสนาแบบฟูนันและฮินดูแบบเจนละ อันเป็นต้นทางของวัฒนธรรมขอม

ซึ่งได้เข้ามามีอิทธิพลในยุคต่อมา และวันนี้เราอยู่ที่จังหวัดอีสานใต้เพื่อมาเล่าถึงศาสตร์สถานเก่าแก่ที่ถูกค้นพบอยู่บนถนนแถวหลวงหมายเลข24 สถาปัตยกรรมโบราณเหล่านี้สร้างขึ้นในวัฒนธรรมขอมเมื่อหลายร้อยปีก่อนแต่ด้วยวัสดุที่แข็งแกร่งทนอย่างศิลาทำให้วันนี้เรายังพบเห็นร่องรอยอันหน้าอัศจรรย์ที่คนรุ่นก่อนเพียงสร้างเอาไว้ พบกันเรื่องราวของปราสาทขอม

หรือ ปราสาทหินที่น่าสนใจ สุรินทร์เป็นหนึ่งในห้าของจังหวัดเขตอีสานใต้ที่ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข24ตัดผ่าน สุรินทร์เป็นชุมชนเก่าแก่โบราณ

ซึ่งพบหลักฐานว่ามีมนุษย์อยู่อาศัยตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายก่อนจะค่อยๆพัฒนาเจริญรุ่งเรืองผ่านยุคสมัยต่างๆมีจนถึงปัจจุบันทั่วจังหวัดสุรินทร์มีรายงานโบราณสถานอยู่เป็นจำนวนมากรวมถึงปราสาทหินซึ่งเป็นเป่าหมายที่สำคัญจากสี่แยกปราสาทบนถนนหมายเลข24เมื่อเราเลี่ยวซ้ายต่อไปราวๆ60กิโลเมตรผ่านเขตอำเภอเมืองถนนจะผาไปถึงปราสาทที่มีชื่อเสียงที่สุดของจังหวัดสุรินทร์นั้นคือ ปราสาทหินศรีขรภูมิ

จากการสำรวจและขุดแต่งนักโบราณคดีพบว่าปราสาท ศรีขรภูมิ สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่17เพื่อเป็นศาสตร์สถานศาสนาฮินดูก่อนพบการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัยอยุธยาตอนปลายราวพุทธศตวรรษที่22ถึง23เพื่อดัดแปรงให้เป็นวัดในพระพุทธศาสนา

ประวัติการกำเนิดอาณาจักรอยุธยา

การกำเนิดอาณาจักรอยุธยา

การกำเนิดอาณาจักรอยุธยาที่ได้รับการยินยอมรับกว้างใหญ่ที่สุดนั้น ชี้แจงว่า เมืองไทยซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่กรุงศรีอยุธยาในบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา เจริญรุ่งเรืองขึ้นมาจากอาณาจักรละโว้ (ซึ่งในช่วงเวลานั้นอยู่ใต้การควบคุมของขะแมร์) แล้วก็อาณาจักรทองภูเขาไม่ แหล่งข้อมูลหนึ่งกล่าวว่า กึ่งกลางคริสต์ศตวรรษที่ 14 เนื่องจากภัยโรคระบาดรุกรามสมเด็จพระเจ้าอู่ทองคำก็เลยทรงย้ายราชสำนักลงไปตอนใต้ ยังที่ราบลุ่มอุทกภัยถึงอันอุดมสมบูรณ์ของแม่น้ำเจ้าพระยา บนเกาะที่โอบล้อมด้วยแม่น้ำ ซึ่งในสมัยก่อนเคยเป็นนครท่าเรือเดินสมุทร ชื่อ อโยธยา (Ayothaya) หรือ อโยธยาศรีรามเทพนคร นครใหม่นี้ถูกเรียกว่า กรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยาซึ่งคราวหลังมักเรียกว่า กรุงศรีอยุธยา มีความหมายว่า นครที่ไม่บางทีอาจทำลายได้

พระบริหารเทพธานี ชี้แจงว่า คนไทยเริ่มตั้งรกรากรอบๆตรงกลาง รวมทั้งตอนล่างของบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยามาตั้งแต่พุทธศักราชที่ 18 แล้ว ทั้งเคยเป็นที่ตั้งของเมืองสังขบุรี อโยธยา เสนาราชนคร และก็กัมโพชนครถัดมา ราวปลายพุทธศักราชที่ 19อาณาจักรเขมรและก็จังหวัดสุโขทัยเริ่มเสื่อมอำนาจลง พระผู้เป็นเจ้าอู่ทองคำทรงดำริจะย้ายเมืองรวมทั้งก่อสร้างเมืองประเทศราชมาใหม่โดยส่งภาควิชาช่างก่อสร้างไปยังประเทศอินเดียรวมทั้งได้เลียนแบบฝังเมืองอโยธยามาสร้างและก็ตั้งให้มีชื่อว่า กรุงศรีอยุธยา

แหล่งข้อมูลอื่นกล่าวว่า สมเด็จพระเจ้าอู่ทองคำเป็นพ่อค้าเชื้อสายจีนที่มั่งคั่งจากเพชรบุรี นครริมฝั่งด้านใต้ ผู้ซึ่งย้ายมาสืบเสาะหาโชคลาภในนครอโยธยา ชื่อของนครชี้ถึงอิทธิพลของศาสนาฮินดูในภูมิภาค มีการมั่นใจว่า นครที่นี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับมหากาพย์รามเกียรติ์ ซึ่งดัดแปลงแก้ไขมาจากมหากาพย์รามายณะของฮินดู

การขยายอาณาเขต

เมื่อถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 14 อยุธยาก็ถูกไตร่ตรองว่าเป็น ชาติมหาอำนาจแกร่งที่สุดในอุษาคเนย์แผ่นดินใหญ่ อยุธยาเริ่มครอบครองความยิ่งใหญ่โดยเริ่มจากการเป็นผู้พิชิตอาณาจักรและก็นครรัฐตอนเหนือ อย่างจังหวัดสุโขทัยจังหวัดกำแพงเพชรแล้วก็พิษณุโลก ก่อนจบคริสต์ศตวรรษที่ 15 อยุธยาโจมตีเมืองนครหลวง (อังกอร์) ซึ่งเป็นมหาอำนาจของภูมิภาคในสมัยก่อน อิทธิพลของอังกอร์เบาๆเลือนหายไปจากบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา แล้วก็อยุธยาเปลี่ยนมาเป็นมหาอำนาจใหม่แทน

ย่างไรก็ดี ราชอาณาจักรอยุธยาไม่ได้เป็นเมืองศูนย์รวมเป็นหน่วยเดียวกัน ถ้าเกิดเป็นการปะติดปะต่อกันของขอบเขต (principality) ที่ดูแลตัวเอง รวมทั้งเมืองขึ้นที่สวามิภักดิ์ต่อพระเจ้าอยู่หัวกรุงศรีอยุธยาภายใต้ละแวกใกล้เคียงที่อำนาจ (Circle of Power) หรือระบบบริเวณ (mandala) ตามที่นักวิชาการบางฝ่ายเสนอ เขตแดนกลุ่มนี้บางทีอาจดูแลโดยพระบรมวงศานุวงศ์กรุงศรีอยุธยา หรือผู้ดูแลเขตแดนที่มีกองทัพอิสระของตน