เรือมหาสมุดผีสิงที่ยังหาคำตอบไม่ได้

เรือThe Lady Lovibond
สำหรับเรื่องราวของเรือใบลำนี้
เนื่องจากในวันที่13กุมภาพันธ์ในปีประมาณ1778ซึ่งทางด้านกัปตันเรือได้นำเอาเรื
อดังกล่าวนำเอาออกมาฉลองในงานแต่งงานของภรรยาและตัวของเขาเองที่บริเว
ณด้านชายฝั่งที่อยู่ในประเทศอังกฤษ
ซึ่งด้านความเชื่อของเรือดังเดิมมันก็ได้มีอยู่ว่า
ซึ่งใครผู้ใดที่ได้นำพาเอาผู้หญิงขึ้นมาบนเรือดังกล่าวมันก็จะส่งผลให้กับเรือดังกล่าวอย่างแน่นอน
และในความเชื่อของสิ่งนี้นี่เองมันจึงได้มีปรากฎการณ์ที่มันได้เกิดเหตุการณ์ที่ต้อง
ทำให้เรือดังกล่าวนี้เป็นดังอย่างคำโบราณจริงๆ
เมื่อสถานการณ์ที่โหดร้ายมันได้เกิดขึ้น ได้มีต้นหนเรือประจำผู้หนึ่ง
ซึ่งเขาได้เกิดหลงไหลในความสวยของภรรยากัปตันเรือมันจึงได้ทำให้ตัวของเขา
นั้นเกิดอาการมีความอิจฉาริษยาและได้มีความโกรธรวมไปถึงอาการหึงหวงเมียของกัปตันเรือ
และในช่วงเวลาวันนั้นที่ด้านกัปตันเรือพร้อมแขกพวกเขาก็กำลังดื่มกินฉลองกันที่ด้านบนด่านฟ้าของเรือThe Lady Lovibond นอกจากนี้ทางด้านต้นหนเรือก็ได้ขับเรือTheLady Lovibondให้เดินหน้าไปอย่างเร็ว
เมื่อลำเรือเร่งความเร็วไปได้ไม่นานเรือลำนี้ก็ได้ไปพบเจออุบัติเหตุที่ประเทศอังกฤษ
เนื่องจากเหตุการณ์ดังกล่าวนี่ทำให้ผู้คนที่อยู่บนเรือลำนี้ได้เสียชีวิตกันไปทั้งหมด
ภายในระยะเวลาต่อมา เมื่อประมาณวันที่13กุมภาพันธ์
เวลาก็ได้ผ่านเลยไปประมาณททุกๆ15ปี เรือThe Lady Lovibondก็จะออกปรากฎอยู่บนท้องทะเลซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเรือผีสิงที่มันยังคงเป็นเรื่องราวลึกลับที่ยังถูกพูดกันจนถึงทุกวันนี้เรือMary Celeste
สำหรับเรื่องของเรือลำนี้ ได้เกิดขึ้นเมื่อในวันที่5ธันวาคม ในปีประมาณ1872
ได้มีเรือสัญชาติอังกฤษก็ได้มีผุ้คนได้พบเห็นเรือMaryCelesteที่บนลำเรือดังกล่าวนี้ไม่มีแม้แต่คนอยู่บนเรือและเรือก็ยังคงแล่นไปอย่างไม่มีจุดมุ่งหมาย ซึ่งเรือจะแล่มอยู่แถวบริเวณมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ
ทั้งนี้เมื่อในระยะเวลาต่อมาทางด้านทีมงานนักสำรวจก็ได้ทำการออกค้นหาในส่วน
ของเรือMary Celesteจากนั้นเมื่อทีมนักสำรวจได้เข้าไปสำรวจที่ลำเรือเรียบร้อยแต่ก็ต้องตกตะลึ่งเพราะว่าไม่พบใครแม้แต่คนเดียวบนลำเรือดังกล่าวนี้ภายในลำเรือนั้นก็ยังเป็นที่น่าตกใจเป็นอย่างมาก
ซึ่งภายในเรือนั้นมันดูเหมือนว่ามีผู้คนและลูกเรือได้อาศัยอยู่กับบเรือลำนี้อีกทั้งยังได้พร้อมกับสมุดจดบันทึกการเดินเรือที่ได้สูญหายไปหลายแผ่นทั้งนี้สิ่งที่ต้องทำให้ต้องตกใจมากก็คือครั้งสุดท้ายที่ได้จดบันทึกมันได้เป็นวันที่25พฤศจิกายน1872เมื่อ10วันที่แล้วจากเรือดังกล่าวยังได้พบว่าเรือMaryCelesteได้กลางใบแล่นอยู่ในทะเลมาเกือบ100ไมล์เลยทีเดียว

 

สนับสนุนโดย  rb88 ล็อกอิน

เรื่องทหารญี่ปุ่นยึดเอาพื้นที่เมืองกาญจนบุรีเป็นฐานที่มั่น

ในช่วงเวลาประมาณปี2485 ทางประเทศไทยเองก็ได้ต้องอยู่ในท่ามกลางของสงครามโลกครั้งที่สองอย่างที่ปฏิเสธไม่ได้ ซึ่งได้มีจำนวนเหล่าทหารญี่ปุ่นได้บุกเข้ามาได้ประเทศไทยทางด้านของจังหวัดกาญจนบุรี

เนื่องจากว่าจะเข้ายึดเอาพื้นที่ให้เป็นฐานทักเพื่อที่จะทำการโจมตีทางฝั่งของอเมริการวมไปถึงพรรคพันธมิตรที่อยู่ทางด้านภาคพื้นเอเชียที่มันได้มีสภาพพื้นที่ที่มันได้มีป่าทึบมันได้ทำให้เหล่าพวกญี่ปุ่นนั้นได้คิดถึงความปลอดภัยที่เอาไว้เป็นที่หลบซ่อนจากสงครามที่อยู่ฝ่ายตรงข้าม

จากนั้นพวกทหารญี่ปุ่นก็ได้นำเอาพวกเชลยที่เหล่าพวกทหารญี่ปุ่นที่จับมาได้นั้นนำตัวมาใช้แรงงานให้มาทำการก่อสร้างทางข้ามแม่น้ำแคว ซึ่งมันจะทำให้รถไฟของญี่ปุ่นนั้นสามารถที่จะทำการขนอาวุธต่างได้อย่างสบายอีกนี้ที่ยังได้มีเรื่องเล่าขานกันมาว่ากล่าวที่พวกทหารญี่ปุ่นจะก่อสร้างทางรถไฟได้สำเร็จนั้น

ก็จะต้องเสียเชลยศึกไปหลายหมื่นคนอีกทั้งยังได้มีคำพูดออกมาว่า สำหรับ1ท่อนไม้หมอนรถไฟก็จะต้องสังเวยชีวิตจำนวน1คนต่อ1หมอนรถไฟ

นอกจากนี้ในช่วงระยะเวลาสมัยนั้นพวกทหารญี่ปุ่นก็ยังได้ยึดเอาพื้นที่ที่มันอยู่กลางป่าของจังหวัดกาญจนบุรีเข้าไว้เป็นที่กองทัพและที่สำคัญว่ามันจะต้องล้ำเข้าไปในอาณาเขตของเหล่าสัตว์ป่าที่มันได้มีระดับความลึกที่ไม่เคยมีใครหรือชาวบ้านคนไหนที่จะกล้าเข้าไปสำรวจยังสถานที่แห่งนั้นเลยและที่ได้รวมไปถึงภายในถ้ำช่องหินที่อยู่ภายในถ้ำ

หรือจะเป็นตามพุ้มไม้ต่างๆซึ่งทั้งหมดนั้นก็ได้ถูกจัดระเบียบทำเป็นที่ป้องกันที่จะต่อต้านพวกข้าศึกในช่วงที่ตะวันตกดินเหล่าทหารญี่ปุ่นทั้งหลายก็ได้แบ่งกำลังกันออกลาดตระเวนโดยระยะพื้นที่โดยรอบอีกทั้งยังได้แบ่งพวกทหารออกตรวจการ10ถึง15คนในทุกๆ15นาที

ซึ่งจะใช้เพื่อการลาดตะเวนในทุกๆคืน วันดีคือดีเหล่าทหารที่ได้ออกไปลาดตระเวนนั้นต่างก็จะกลับมาไม่ครบคนจึงได้ทำให้เหล่าทหารญี่ปุ่นได้คิดว่าเป็นพวกข้าศึกที่แอบเข้ามาฆ่าทหารญี่ปุ่นจากนั้นได้มีการเพิ่มกำลังที่มากขึ้นเป็นอีกเท่าตัวแต่ถึงอย่างไร

ก็ตามพวกทหารนั้นก็ยังหายตัวไปกันทุกคืนจนทำให้ผู้บบันชาการหมดความอดทนพวกเขาก็ได้ออกตามหาพวกทหายของเขาที่ได้หายตัวไปจากนั้นพวกเขาก็ได้ไปเจอถ้ำแห่งหนึ่งจากนั้นเขาก็ได้ส่งทหารเข้าไปดูพวกทหารก็ได้วิ่งหนีตายกัน

ออกมาและได้บอกกันผู้การว่าพวกเขานั้นเจอกับสัตว์ประหลาดจากนั้นผู้การจึงได้สั่งระเบิดถ้ำแห่งนั้นเสียทันใดนั้นเขาก็ได้พบกับงูยักษ์ที่มีขนาดเท่ากับตู่กับข้าวบ้านเราพวกเขาจึงได้ระเบิดเจ้างูยักษ์ตัวนั้นทิ้งสะนอกจากนี้เขาก็ได้เข้าไปดูภายในถ้ำก็ต้องพบกับกระดูกของทหารญี่ปุ่นเป็นพันธ์ชิ้น

 

สนับสนุนโดย  ทางเข้าdewabet

ซากเมืองเก่าโบราณที่จมอยู่ใต้ท้องทะเลมากว่า5,000ปี

เมืองโบราณOlous

นอกจากนี้ด้านสถานที่แห่งนี้ในสมัยก่อนได้มีเมืองเดิมอยู่ที่ชื่อว่าOlous ถึงแม่ว่าเมืองแห่งนี้จะไม่ได้เป็นเมืองมีมีอำนาจและยิ่งใหญ่ในใต้ท้องทะเล แต่เนื่องจากในพื้นที่แห่งนี้นั้น มันก็ยังได้มีความพิเศษอยู่ตรงที่น้ำของทะเลแห่งนี้ ซึ่งมันจะมีน้ำทะเลสีฟ้าใสสวยงามมาก

อีกทั้งยังสามารถที่จะลงไปดำน้ำอยู่เมืองโบราณที่อยู่ใต้น้ำได้เลยทีเดียว และสำหรับเมืองOlousนั้นได้ถูกก่อสร้างขึ้นมาเมื่อประมาณ800ปีก่อน

ซึ่งได้มีประชากรที่ได้อาศัยอยู่ที่นี่จำนวน30,000คน ซึ่งเหตุการณ์ที่มันได้ทำให้เมืองแห่งนี้ได้จมอยู่ในใต้ท้องทะเลนั้น เนื่องจากว่าได้ก่อสร้างบนพื้นที่ที่มีดิบไม่แข็งตัวและยังได้มีดิบที่นิ่มจากนั้นเมืองแห่งนี้ก็ได้เจอกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวมันเลยทำให้เมืองที่แห่งนี้ได้พังถลายลงจมหายลงไปอยู่ใต้ทะเล นอกจากนี้ในปัจจุบันนั้น

มันก็ได้กลายมาเป็นจุดดำน้ำที่เป็นที่นิยมของคนชาวกรีกและเหล่านักชื่นชอบดำน้ำนี้ก็ยังได้พบกับเหรียญเก่าโบราณกันอยู่บ่อยครั้งแค่เจอเหรียญยังไม่หมดแค่เพียงเท่านั้นเมื่อน้ำได้มีการลดระดับลงไปเราก็ยังสามารถที่จะมองเห็นขอบกำแพงที่ได้โพล่ขึ้นเหนือน้ำมาให้เราได้เห็นกันอีกด้วย

เกาะโยนากุนิ

สำหรับในพื้นที่ที่อยู่ทางด้านตะวันตกของประเทศญี่ปุ่นนั้นยังได้มีเกาะที่ได้อยู่ใกล้กับบรรดาหมู่เกาะเซ้งกากุ ซึ่งในสถานที่แห่งนี้ถือได้ว่ามันได้เป็นเกาะแห่งยุทธศาสตร์ที่ถือได้ว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุดของประเทศญี่ปุ่นในช่วงที่ประเทศจีนนั้นได้กำลังแสดงอิทธิพลด้านทางทะเลข่มเพื่อนบ้านเป็นพิเศษอีกทั้งในสถานที่แห่งนี้มันก็ยังมีสิ่งที่ชวนตะลึ่งใจอยู่ไม่น้อย

ที่มันสามรรถดึงดูดใจของเหล่านักบรรดาที่ชื่นชอบในการดำน้ำจากทั่วโลกและบุคคลที่ได้มีความสนใจในส่วนของเรื่องลี้ลับให้ได้เข้ามาพิสูจน์ด้วยตนเองว่ามันจะเป็นอย่างไรมันจะเหมือนกับที่เขาได้นำเอามาเล่าสู่กันฟังหรือป่าว

และสำหรับรูปภาพที่ได้เห็นกันอยู่ในตอนนี้นั้น ซึ่งมันก็ได้เป็นโครงสร้างของหินที่มันได้มีขนาดใหญ่ที่มันได้มีรูปลักษณะที่เหมือนกับขันบันไดหรือบางคนเขาก็ได้บอกกันว่ามันดูคล้ายกับพีระมิด ที่นักดำน้ำต่างก็ได้เห็นจากนั้นก็ได้เอ่ยปากออกมาว่ามันไม่น่าจะเป็นสิ่งที่เหล่าธรรมชาตินั้น

สร้างขึ้นมา นอกจากมันอาจจะเป็นคนในสมัยโบราณที่มันได้มีอารยธรรมที่สูงมากๆ สำหรับในโครงสร้างหินเหล่านี้ก็ยังได้มีนักดำน้ำในพื้นที่ได้บังเอิญเข้าไปพบเห็นเมื่อปีประมาณ1986 และจากนั้นมานักธรณีวิทยาด้านท้องทะเลได้ดำเข้าไปสำรวจจากนั้นมาก็ได้ทำแผ่นที่โครงสร้างเหล่านี้ขึ้นมาซึ่งมันต้องใช้ระยะเวลามากถึง10ปีด้วยกัน

เรื่องราวในตำนานใต้น้ำที่หน้าเหลือเชื่อ

Heracleion

สำหรับเมืองHeracleionนั้นได้ห่างออกไปจากทางด้านของทิศตะวันออกเฉียงเหนือของอาเล็กซานเดอร์ ที่ได้เคยเป็นเมืองหลวงของอียิปต์โบราณในสมัยของยุคอาเล็กซานเดอร์ในยุคกรีกโรมันประมาณ32กิโลเมตร ซึ่งสถานที่เมืองแห่งนั้นมันก็เคยเป็นอดีตเมืองท่าเฮราคลีออน

ซึ่งในเมือง เมืองแห่งนี้นั้น เมื่อตอนครั้งในอดีตสถานที่เมืองแห่งนี้มันเคยเป็นเมืองที่มีความเจริญเป็นอย่างมากเมื่อประมาณสมัยยุคของอียิปต์โบราณ นอกจากนี้ด้านเฮโรโดตัสที่ได้เป็นบิดาด้านประวัติศาสตร์ ซึ่งเขาได้มีชีวิตอยู่เมื่อประมาณช่วงศตวรรษช่วงที่5ก่อนคริสตศักราช

จากนั้นเขาก็ยังได้บอกเล่าของเมืองที่เคยรุ่งเรือนแห่งนี้ว่าพระนางเฮเลนกับเจ้าชายปาริสแห่งเมืองทรอย ซึ่งทั้งสองก้ได้เคยเดินทางมาเที่ยวในเมืองแห่งนี้ก่อนที่จะมีสงครามของโคจัน

เนื่องจากนี้ก็ยังได้มีนักภูมิศาสตร์ที่ได้เป็นคนชาวกรีกเขาก็ได้เขียนบันทึกเมืองลับแห่งนี้ด้วยเช่นกันแต่เนื่องว่าในช่วงขณะนั้นก็ยังไม่มีผู้ใดที่จะสามารถค้นพบด้านหักฐานที่จะสามารถจับต้องได้โดยจริง ซึ่งบรรดานักอียิปต์วิทยาในยุคของยุคแรกนั้นก็ยังมั่นใจกันว่า สถานที่เมืองลับที่ว่านี้มันอาจจะเป็นการปรากฎอยู่ภายในพงศาวดารแค่นั้นแะลมันก็ไม่อาจจะมีตัวตนอยู่จริง

ซึ่งด้านเมืองHeracleionที่ได้อยู่ด้านทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของฝั่งอาเล็กซานเดอร์ ซึ่งเมืองดังกล่าวนี้มันได้สูญหายจมทะเลอยู่ที่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เนื่องจากหลักฐานที่ได้มีการพบเห็นจากทีมค้นพบโบราณใต้น้ำที่ได้นำลูกทีมลงไปขุดค้นตั้งแต่ในปีประมาณ ค.ศ.1996

ทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองเนียนอาเล็กซานเดอร์ และมันก็ได้ทำให้เหล่านักวรรณคดีหลายคนนั้นจะต้องเปลี่ยนแนวคิดในครั้งใหญ่ เนื่องจากข้อมูลของทีมสำรวจโบราณคดีที่ได้เข้าไปสำรวจแล้วก็ได้บอกอีกว่าเฮโรโดตัสที่พวกเขาได้เคยบอกเอาไว้นั้นมันได้เป็นความจริง

เพราะเนื่องจากที่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนแห่งนี้นั้นมันได้มีเมืองท่าจมอยู่ใต้น้ำจริงๆเพียงแต่มันได้จมอยู่ใต้น้ำทะเลเมื่อประมาณ1พันปีก่อนแล้ว ซึ่งทำให้ชาวนักโบราณคดีได้ค้นพบวัตถุโบราณที่มีมูลค่าอยู่มากมายทั้งรูปปั่นของฟาโรห์รูปของหินที่แกะสลักเหรียญทองคำที่มันยังมีรูปร่างที่สมบูรณ์

นอกจากนี้ในสมัยอดีตกาลสถานที่เมืองแห่งนี้นั้นได้มีการดำดงมีอยู่ในสมัยช่วงศตวรรษที่8 เนื่องจากสมัยก่อนนี้เมืองแห่งนี้ยังได้เคยเป็นศูนย์กลางในการค้าขายอย่างสำคัญมากที่สุดด้านทะเลเมดิเตอร์เรเนียนอีกทั้งยังรวมไปถึงเรือต่างๆที่จะต้องแวะเข้ามายังที่เมืองแห่งนี้เพื่อทำการแลกเปลี่ยนสินค้าเอาไว้ในสถานที่แห่งนี้อีกด้วย

ของขลังศักดิ์สิทธิ์

ตับเหล็ก

ตับเหล้กนั้นมันก็คือตับคนที่ได้กลายเป็นเหล็กทางภาคกลางและทางภาคเหนือเรียกกว่าตับทองแดงได้มีตำนานเล่ากันว่าเหตุที่ตับของคนเป็นเหล็กได้นั้นเกิดจากสาเหตุดังนี้

1 วิชาอาคมบางประเภคสามารถส่งผลถึงของผู้เรียนวิชาไปถึง7ชั่วโคตรซึ่งบางวิชานั้นก็จะส่งผลผู้ที่ล้ำเรียนสำเร็จมีตับเหล็กด้วยอาถรรพ์ของวิชานั้นๆด้วยเหตุนี้เองจึงมีความเป็นไปได้สูงว่าบางคนที่ไม่ได้ล้ำเรียนวิชาแต่มีผู้ที่สำเร็จวิชาอาคมนี้ก็อาจจะมีตับเหล็กได้เช่นกันหรือพูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือสืบทอดผ่านทางพันธุกรรมนั่นเอง

2ผู้ที่มีคาถาวิชาอาคมล้ำเรียนวิชาอาคมบางประเภคเพื่อให้ตับของตนเองเป็นเหล็กก็มีตัวอย่าง เช่น วิชาคงกระพันตับเหล็ก อันมีคาถาขึ้นต้นว่า (ตับกูเป็นเหล็กให้ลิ้นกูเป็นทองแดง ให้หนังกูแกร่งยิ่งกว่าหินผา ให้ขนกูแกร่งยิ่งกว่าเพชรกล้า)เป็นต้น

3ผู้ที่กินว่านยาบางชนิดอย่างถูกต้องก็สามารถมีตับเหล็กได้เช่นกัน กล่าวคือว่านต่างที่จะนำมากินนั้นต้องมีการผสมสูตรตามสัดส่วนให้ถูกต้องตามตำราต้องมีการปลุกฤทธิ์ด้วยคาถาก่อนกินทุกครั้งโดยอาศัยเลิกงามยามบังคับและต้องกินว่านภายในสถานที่ที่ถุกต้องจัดเตรียมกับให้ขึ้นพิธีต่างๆมีความเชื่อกันว่าคนที่เกิดมามีตับทองแดงจะฆ่าไม่ตายคงกระพันมหาอุตม์

นอกจากตายเพราะหมดสิ้นอายุไขเองตามธรรมชาติเท่านั้นส่วนการที่จะได้มาครอบครองนั้นจะได้ก็ต่อเมื่อยามเผาศพและเก็บเถ่ากระดูกมาเองนอกจากอยู่ยงคงกระพันแล้วพกติดตัวไว้จะรักษาโรคสุขภาพจะดีแข็งแรงโดยเฉพาะด้านตับนั้นเอง

เดือยไก่ป่า

เชื่อกันว่าเป็นตีนของจ่าฝูงหรือพญาไก่ป่าเถื่อนมีลักษณะยาวยิ่งยาวยิ่งดีดำขับดูน่าเกรงขามด้านอิทธิฤทธิ์เชื่อกันว่านิสัยของไก่ออกหากินด้วยการคุ้ยหากินตื่นเช้าขันเก่งเสียงเราะเหมาะกับอาชีพพ่อค้าแม่ค้านักพูดนักติดต่อธุรกิจวิธีใช้ใช้ควบคู่กับพระคาถาไก่เถื่อนหรือหลวงปู่สุกไก่เถื่อน

โดยมีเรื่องเล่าว่าในขณะจําพรรษาที่วัดราชสิทธารามปรากฏว่าเป็นที่นับถือของชาวบ้านตลอดจนเจ้านายเชื้อพระองค์ต่างพากันไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์ท่านเป็นจำนวนมาก

ซึ่งท่านสามารถเรียกไก่เถื่อนจากป่าเป็นฝูงๆมารับการโปรยทานจากท่านเต็มลานวัดทุกๆวันนั่นเองด้วยเหตุนี้ชาวบ้านสมัยนั้นจึงภากันเรียกท่านว่าพระสังฆราชไก่ เถื่อนส่วนพระคาถามีดังนี้ บโม3จบ พุทรัง ชีวิตัง ยาวะนิพพานัง สะระณังคัจฉานมิฯ (แล้วสวดบนพุทธคุณ 1 จบ) อิติปิโส เวทาสากุ กุสาทาเว ทายะสาตะ ตะสายะทา สาสาทิกุ กุทิสาสา กุตะกุภู ภูกุตะกุ

ตำนานผีกะ 

      ผีกะก็จะเหมือนกันผีปอบ แต่ผีกะเป็นผีของจังหวัดทางภาคเหนือ โดยพวกมันจะเข้าสิงร่างของคน และพวกมันชอบกินของคาว ของดิบสด  สำหรับผีกะนั้นเกิดมาจากคนมีวิชาอาคม เลี้ยงเอาไว้ใช้งาน โดยมักจะเลี้ยงเอาไว้ในหม้อดิน

ซึ่งจะมีผ้ายันสีขาวปิดเอาไว้เพื่อใม่ให้มันออกมาข้างนอก และจะมีการเลี่้ยงด้วยการให้กินไข่ดิบโดยให้กินวันละหนึ่งฟอง  เล่ากันต่อต่อกันมาว่า คนที่ริเริ่มเอาผีกะมาเลี้ยง คือกลุ่มคนที่เป็นนักแสดง พวกลิเก  โดยมีความเชื่อกันว่าหากใครเลี้ยงผีกะเอาไว้ มันจะช่วยเหลือให้คุณ โดยมีการเล่ากันว่าถ้านักแสดงคนไหนหน้าตาขี้เหล่ แต่ถ้าเลี้ยงผีกะเอาไว้พอตอนกลางคืน เหล่าผีกะที่เลี้ยงเอาไว้จะออกมาเลียหน้าทำให้หน้าตาที่ขี้เหล่ สวยขึ้นมาทันที

โดยเชื่อกันว่ายิ่งดึกมากก็จะยิ่งสวยมาก ผีกะมีทั้งข้อดีและข้อเสีย เลี้ยงผีกะดีอาหารการกินอุดมสมบูรณ์เก่งมันก็จะช่วยเหลือแต่ถ้าหากใครเลี้ยงผีกะแล้วปล่อยทิ้งขว้างให้มันอดมันก็จะทำให้คนที่เลี้ยงกลายเป็นกึ่งคนกึ่งผีเพราะว่ามันจะเข้าสิงร่างแล้วนำร่างกายไปกินอาหารคาว  อาหารสด จำเป็นต้องหาหมอผีมาขับไล่ออกไป  ว่ากันว่ามีผีกะชนิดหนึ่งชื่อว่าผีกะดง

พวกมันมักอาศัยอยู่กันเป็นฝูงและมีความว่องไวแต่ความพิเศษของผีกระดงนั้น  คือน้ำลายของมันสามารถที่จะรักษา อาการบาดเจ็บได้ทุกอย่าง ทำให้ผีกะ เป็นผีที่มีความคงกระพัน เคยมีตำนานเล่าถึงผีกะว่ามีหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งมีชายคนรักอยู่แล้วแต่พ่อของฝ่ายหญิงไม่ชอบฝ่ายชายจึงได้ให้ฝ่ายหญิงแต่งงานกับผู้ชายอีกคนซึ่งผู้ชายคนนั้นรู้ว่าเจ้าสาวของตนเองมีคนรักอยู่แล้วก็ได้ให้ลูกน้องมาทำร้ายแฟนเก่าของเจ้าสาว

และนำร่างไปทิ้งเอาไว้ที่กลางป่า ซึ่งชายคนดังกล่าวไม่สามารถเคลื่อนไหวไปไหนได้ขอถูกซ้อมอาการสาหัสซึ่งในระหว่างนั้นเองได้มีฝูงพิกัดจำนวนหนึ่งผ่านมาทางชายคนที่บาดเจ็บหนึ่งในจำนวนผีกะจึงได้ลากร่างของชายคนนั้นไปด้วยเพื่อจะเอาไปกินเป็นอาหารแต่จ่าฝูงของผีกะเห็นว่าใจคนดังกล่าวไม่ได้โวยวายร้องขอชีวิตเลยจึงได้สอบถามเหตุผล

ชายหนุ่มจึงได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง เมื่อผีกะได้ฟังดังนั้นก็เกิดความรู้สึกสงสารจึงได้เสนอว่าหากชายหนุ่มยอมรับผีกะเป็นผีประจำตระกูลก็จะช่วยชุบชีวิตให้กับชายหนุ่มและยังจะทำให้ชายหนุ่มได้สมหวังซึ่งหลังจากที่เขา ตอบตกลงเหล่าบรรดาผีกะต่างก็พากันเลียไปที่ร่างของเขาตรงที่มีบาดแผลหลังจากนั้นแผลก็หายเป็นปกติ และฝูงผีกะก็พาชาวหนุ่มไปบ้านงานแต่ง

และพากันไปช่วยเจ้าสาวออกมาได้ หลังจากนั้นผีกะก็ยกทรัพย์สมบัติให้ ซึ่งนับแต่นั้นมาชายหนุ่มก็ทำตามที่เคยรับปากกับผีกะเอาไว้ด้วยการนับถือผีกะเป็นผีประจำตระกูลนับแต่นั้นเป็นต้นมา 

ตำนานแม่นาคแห่งบ้านพระโขนง

  เรื่องราวความรักความผูกพันระหว่างหญิงสาวคนหนึ่งกับชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งมีความรักกันแต่ถูกพรากจากความตายกลายมาเป็นตำนานเล่าขานต่อๆกันมาจนถึงปัจจุบันสำหรับเรื่องเล่าของตำนานแม่นาคพระโขนงเป็นเรื่องเล่าที่มีมานานมากมายหลายปีก่อนที่หญิงสาวคนหนึ่งและชายหนุ่มคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านพระโขนง

เกิดความรักความผูกพันแต่งงานกันแต่ด้วยหน้าที่ที่ฝ่ายชายต้องเข้ารับราชการทหารจึงทำให้ฝ่ายชายต้องเดินทางไปเป็นทหารเกณฑ์และต้องออกรบในขณะที่ฝ่ายหญิงก็คือแม่นาคตั้งอยู่ที่หมู่บ้านพระโขนงเฝ้ารอคอยสามีให้กลับมาซึ่งระหว่างที่สามีก็คือพ่อมากเดินทางไป – อยู่นั้นแม่นาคก็อยู่ระหว่างของการตั้งท้องพอดีเรื่องราวความรักนี้มีการเล่าต่อๆกันมาถึงการเฝ้ารอคอยสามีของแม่นาคโดยในทุกๆเย็นเธอมักจะไปยืนตรงท่าน้ำ

ซึ่งจะเป็นสะพานไม้คอยเฝ้ารอมองหาเรือที่ผ่านไปผ่านมาว่าอาจจะมีเรือลำไหนสักลำที่ได้ป่าท้อมากกลับมาสู่บ้านแต่จนแล้วจนเล่าจากวันเป็นเดือนจากเดือนเป็นหลายเดือนหน้าก็ยังไม่กลับมาสักทีจะมาถึงในช่วงที่แม่นากเจ็บท้องที่จะคลอดลูกซึ่งในสมัยโบราณนั้นการคลอดลูกจะกระทำกันที่บ้านเนื่องจากในสมัยโบราณยังไม่มีหมอและยังไม่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยเหมือนเช่นทุกวันนี้

ดังนั้นการคลอดลูกจึงค่อนข้างลำบากแล้วก็เกิดเหตุการณ์ที่เศร้าสลดเกิดขึ้นเมื่อลูกในท้องของแม่นาคยังไม่กลับหัวส่งผลให้การคลอดยากลำบากและในที่สุดด้วยความเจ็บจนไม่สามารถทนได้แม่นาคจึงเสียชีวิตในระหว่างทำคลอดลูกดังจากมีเลือดออกในปริมาณมากจึงทำให้แม่นาคเสียเลือดมากจนช็อคและเสียชีวิตไปซึ่งถ้าหากเป็นในสมัยปัจจุบันนั้นการคลอดลูก

สำหรับเด็กที่ไม่ยอมกลับหัวทางโรงพยาบาลก็จะทำการผ่าคลอดซึ่งจะทำให้ทั้งแม่และเด็กปลอดภัยแต่เนื่องจากสมัยก่อนยังไม่มีเทคโนโลยีอย่างนี้จึงเป็นผลให้แม่นาคต้องเสียชีวิตจากการคลอดลูกชาวบ้านจึงพากันนำศพของแม่นาคไปทำการฝังไว้และเมื่อสงครามสงบ 

พ่อมากจึงได้กลับมาตั้งใจจะมาอยู่กับลูกเมียก็พบว่าแม่น่าเสียชีวิตลงเสร็จแล้ว และเรื่องราวความรักยังไม่จบเพียงเท่านั้นเมื่อแม่นาคยังคงรักในตัวสามีเธอจึงได้เป็นวิญญาณมาใช้ชีวิตอยู่กับสามีจนชาวบ้านรู้ข่าวต่างก็พากันบอกเล่าเรื่องว่าแม่นาคเสียชีวิตให้สามีของเธอฟัง

จึงทำให้เธอโมโหก็เธอเข้าใจว่าชาวบ้านมาพรากสามีของเธอไปจึงมีเหตุการณ์แม่นาคอาละวาดหลอกหลอนชาวบ้านจนต้องให้หลวงพ่อมาช่วยกักขังวิญญาณแม่นาคนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาที่หมู่บ้านพระโขนงจึงได้สงบสุขลงดังเดิม และพ่อมากก็ได้บวชอุทิศบุญกุศลให้แม่นาก

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  sagame

ตำนานของคำชะโนด

 ที่จังหวัดอุดรธานีมีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งที่ชาวบ้านมักจะเดินทางไปเคารพกราบไหว้บูชาองค์พญานาคกันทุกวันซึ่งสถานที่แห่งนั้นคือป่าคำชะโนด

โดยที่ป่าคำชะโนดนี้จะอยู่ในบริเวณพื้นที่วัดนาคินทร์คำชะโนดลักษณะของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้จะมีลักษณะเป็นเกาะซึ่งมีความกว้างประมาณ 20 ไร่และเหตุผลที่มีการเรียกว่าป่าคำชะโนดได้ก็เพราะว่าที่เกาะแห่งนี้จะเต็มไปด้วยต้นคำชะโนดทั้งต้นเล็กต้นใหญ่ขึ้นปกคลุมไปทั่วบริเวณเกาะทั้งหมดและบริเวณรอบเกาะจะเต็มไปด้วยน้ำ 

ซึ่งที่วัดนาคินทร์คำชะโนดแห่งนี้ยังมีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านต่างก็พากันเดินทางมากราบไหว้ขอพรขอโชคลาภซึ่งก็คือศาลเจ้าปู่ศรีสุทโธในปัจจุบันผู้ที่เดินทางมากราบไหว้ศาลเจ้าปู่ศรีสุทโธนั้นส่วนใหญ่จะมากราบไหว้เพื่อขอโชคลาภขอเลขเด็ดไปซื้อหวยซื้อลอตเตอรี่และเจ้าปู่ศรีสุทโธก็ไม่เคยทำให้เราคอหวยผิดหวังเพราะหลายคนที่เดินทางมาขอหวยที่นี่ก็จะได้รับเลขเด็ดกับไปและถูกรางวัลทุกครั้งไปจะมีผู้คนหลั่งไหลมาทำการขอหวยรัฐบาลแก้บนกันทุกวันไม่ขาดสาย

ส่วนตำนานของคำชะโนดนั้นมีการเชื่อกันว่าที่นี่เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นสถานที่ของการเชื่อมต่อไปยังเมืองบาดาลซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของเหล่าพญานาคโดยมีการเชื่อกันว่าหลวงปู่ศรีสุทโธคือหนึ่งในองค์พญานาคที่มีบุญบารมีมากซึ่งหลวงปู่ศรีสุทโธนั้น

จะมีพระมเหสีคือองค์แม่ศรีปทุมมานาคราชเทวี โดยในตำนานเล่าว่าพญานาคที่ชื่อพญานาคราชปู่ศรีสุทโธ  ได้เกิดความเข้าใจผิดกับเจ้าพ่อสุวรรณนาคจึงทำให้เกิดการทะเลาะต่อสู้กันซึ่งมีผลกระทบพื้นโลกสะเทือนเรื่องนี้จึงรู้ไปถึงพระอินทร์ที่อยู่บนสวรรค์ดังนั้นพระอินทร์จึงได้เสด็จลงมาและให้โอวาทจนนาคทั้งสองหยุดต่อสู้กันและให้นาคทั้งสองนั้นต่าง

ก็สร้างแม่น้ำคนละสายชื่อว่าแม่น้ำโขงและแม่น้ำน่านในปัจจุบันนั่นเองซึ่งเงื่อนไขที่พระอินทร์ให้กับหน้าทั้งสองคนในการสร้างแม่น้ำแข่งกันนั่นก็คือหากพญานาคต้นไหนสร้างแม่น้ำเสร็จก่อนแม่น้ำสายนั้นก็จะมีปลาบึกลงไปอยู่ด้วยซึ่งผลปรากฏว่าพญานาคราชปู่ศรีสุทโธสร้างแม่น้ำโขงเสร็จก่อนดังนั้นในปัจจุบันจึงพบว่าในแม่น้ำโขงจะมีปลาบึกอาศัยอยู่

และเมื่อพญานาคล่าศรีสุทโธเป็นฝ่ายชนะพระองค์จึงได้ทรงทูลขอกับพระอินทร์ว่าอยากจะให้มีทางเชื่อมต่อระหว่างมนุษย์กับเมืองบาดาลเอาไว้ 3 จุดโดยทั้ง 3 จุดนั้นได้แก่ธาตุหลวงนครซึ่งอยู่ที่เวียงจันทน์ และสถานที่ที่สองก็คือที่หนองคันแท  ส่วนอีกที่ก็คือพี่คําชะโนดนี่เองนั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมชาวบ้านจึงเชื่อกันว่าที่คำชะโนดคือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่พญานาคราชปู่ศรีสุทโธมักจะเดินทางมาอยู่ที่นี่เป็นประจำ ที่ป่าคำชะโนดนี้

จะมีรูปปั้นพญานาคอยู่มากมายและในวันสำคัญสำคัญก็จะมีนางรำมารำถวายหลวงปู่ศรีสุทโธเมื่อไหร่ที่มีการจัดงานก็จะมีผู้คนเป็นจำนวนมากต่างหลายเดินทางเข้ามากราบไหว้เคารพบูชาหลวงปู่ศรีสุทโธกันอย่างไม่ขาดสายซึ่งหลวงปู่ศรีสุทโธจัดว่าเป็นพยานาคชั้นดีเป็นพญานาคชั้นเทพที่คุ้มครองเหล่ามนุษย์ 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  BK8

14 ตุลาคมวันมหาวิปโยค

    หากจะพูดถึงเหตุการณ์ที่นักศึกษาพากันร่วมออกมาเดินชุมนุมตามท้องถนน เมื่อนานมาแล้ว เชื่อว่าหลายคนคงยังจำเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่ และเป็นเหตุการณ์ของประวัติศาสต์ชาติไทยในครั้งนั้นได้ นั้นก็คือ 

เหตุการณ์ 14 ตุลาคมหรือเหตุการณ์ที่เราเรียกว่าเป็นวันมหาวิปโยคเป็นเหตุการณ์ที่นักศึกษาต่างพากันรวมตัวร่วมกับประชาชนในประเทศไทยโดยมีจำนวนทั้งสิ้นมากกว่า ห้าแสน คน เอ็งทุกคนมารวมตัวกันเพื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญจากรัฐบาลจอมเผด็จการ ซึ่งในช่วงนั้นเป็นช่วงของรัฐบาลจอมพลถนอมกิตติขจรที่นำไปสู่การใช้กำลังของรัฐบาล เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม  ปี พ.ศ 2516

โดยมีกลุ่มผู้เสียชีวิต ทั้งหมด 77 รายและบาดเจ็บรวมทั้งสิ้น 857 ราย และยังมีสูญหายอีกเป็นจำนวนมาก การเริ่มมาจากที่จอมพลถนอมกิตติขจร การรัฐประหารตัวเองเมื่อวันที่ 17 เดือนพฤศจิกายน ปีพ.ศ. 2514

ซึ่งบรรดานักศึกษาและประชาชนได้มองว่าเป็นการสืบทอดอำนาจของตนเอง จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ แต่ยังมีการยืดอายุราชการทหารของตนเองให้ดำรงตำแหน่ง การทหารสูงสุดออกไป ประกอบกับข่าวทุจริตในวงการราชการ จึงสร้างความไม่พอใจให้จับกลุ่มประชาชนและนักศึกษาเป็นอย่างมาก หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 6 เดือนตุลาคม 

มีผู้ร่วมลงชื่อประมาณ 100 คน เธอเรียกร้องขอให้มีรัฐธรรมนูญ ซึ่งผู้ร่วมลงนามนี้ประกอบด้วยบุคคลหลากหลายอาชีพ เช่นนักวิชาการ นักการเมือง นักคิด นักเขียน และกลุ่มนิสิตนักศึกษาเป็นต้น จากนั้นบุคคลเหล่านี้ราว 20 คนนำโดยนายธีรยุทธ บุญมี ได้พากันเดินออกแตกใบปลิวตามสถานที่ต่างๆในกรุงเทพฯ อาทิแถวประตูน้ำ สยามสแควร์

และอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ แต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาลเข้าทำการจับกุมโดยจับกุมได้ทั้งหมดประมาณ 13 คน จึงถูกเรียกขานว่าเป็น 13 ขบถรัฐธรรมนูญ ในครั้งนี้เองที่สร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนและนักศึกษาเป็นอย่างมาก จึงนำไปสู่การชุมนุมครั้งยิ่งใหญ่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และเป็นจุดเริ่มต้นของการชุมนุม และการเดินขบวนครั้งใหญ่ในวันที่ 13 เดือนตุลาคม

โดยมีแกนนำเป็นนักศึกษาและมีประชาชนเข้าร่วมด้วยเป็นจำนวนมาก ระหว่างนั้นแกนนำนักศึกษาได้เข้าพบเจรจากับรัฐบาล เพียงพอที่จะสลายตัว แต่ด้วยอุปสรรคทางการสื่อสาร จึงเกิดการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้ร่วมชุมนุม ตรงบริเวณถนนราชวิถีตัดกับถนนพระราม 5 ไปเช้าวันเสาร์ที่ 14 เดือนตุลาคมซึ่งเหตุการณ์ปะทะกันดังกล่าวนี้บานปลายจนเป็นเหตุการณ์จราจล

และลุกลามไปยังท้องสนามหลวง รวมถึงไปมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และถนนราชดำเนินตลอดสายรวมถึงพื้นที่ใกล้เคียง เอามาในเวลาหัวค่ำสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ได้ประกาศว่าจอมพลถนอมขอลาออกจากตำแหน่ง

และมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายสัญญา  ธรรมศักดิ์ อธิการบดีของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี จอมพลถนอม , จอมพลประภาส และพันเอกณรงค์ เดินทางออกประเทศซึ่งหลังจากนั้นเหตุการณ์จึงได้สงบลง

5 อับดับข้อมูบที่เกี่ยวข้องกับแก๊งยากูซ่าที่คุณไม่เคยรู้มาก่อน

จำนวนยากูซ่าที่ในประเทศญี่ปุ่น  

ในช่วงปี1960จำนวนยากูซ่าในประเทศญี่ปุ่นได้มีการเติบโตขึ้นเป็นอย่างมากและจากรายการกรมตำรวจได้บอกว่าก็ได้มีจำนวนยากูซ่าเพิ่มสูงถึง184,000คน ซึ่งจะคิดเป็นสครึ่งหนึ่งของจำนวนตำรวจของประเทศญี่ปุ่นและเมื่อในปี2015ที่พึ่งได้ผ่านมาจากผลสำรวจก็ได้พบว่าได้มีจำนวนยากูซ่าที่ยังคงหลงเหลืออยู่เพียง53,000คน เท่านั้น

แก๊งยากูซ่าในปัจจุบัน  ก็อย่างที่ได้กล่าวออกไปแล้วว่ายากูซ่าที่ได้มีในปัจจุบันได้มีจำนวน53,000คน ซึ่งเราจะสามารถที่จะแบ่งแก๊งยากูซ่าได้เป็น3แก๊งใหญ่ได้แก่ แก๊งยามากุชิ – กุมิ ได้มีจำนวนสมาชิกประมาณ23,400คน หรือ เกือบๆครึ่งหนึ่งของยากูซ่าทั้งหมด แก๊งซุมิโยชิ – กาอิ ได้เป็นแก๊งผู้ที่มีอิทธพลในแทบโอซากาและได้มีจำนวนสมาชิดประมาณ8,500คน และ แก๊งอินางงาวะ – กาอิ ที่ได้มีอิทธพลในแทบโตเกียวและโยโกฮาม่านอกจากนี้ก็ยังมีจำนวนสมาชิก6,600คน

รอยสักและยากูซ่า ก็ได้ถือว่าเป็นของคู่กันซึ่งรอยสักนั้นได้ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของความแข็งแกร่งของพวกเขาเพราะในการสักนั้นจะต้องเป็นการสักด้วยเหล็กหรือไม้ไผ่แบดั่งเดิมเท่านั้นและก็จะไม่ยินยิมดที่จะให้ใช้เครื่องสักสมัยใหม่โดยเด็ดขาดและซึ่งด้วยการสักด้วยวิธีดั่งเดิมนี้จะใช้เวลาสักนานกว่ามีขั้นตอนมากกว่าและได้มีความเจ็บปวดที่มากกว่านอกจากนี้คนที่อยู่ในประเทศญี่ปุ่นจะพยายามที่จะหลีกเลี่ยงในการสักเพราะอาจจะทำให้คนอื่นได้เข้าใจผิดว่าพวกเขานั้นเป็นสมาชิดของแก๊งยากูซ่า

การตัดนิ้วแทนการคำขอโทษ  ในการตัดนิ้วเพื่อที่แสดงการขอโทษก็ถือว่าได้เป็นอีกหนึ่งประเพณีของยากูซ่าที่ไดเปฏิบัติและสืบทอดกันมา ซึ่งพวกเขาก็ได้เรียกชื่อนี้ว่า ประเทณียูบิซึเนะ ซึ่งด้วยวิธีการก็คือเมื่อคุณได้กระทำในความผิดในครั้งแรกคุณก็จะต้องถูกตัดนิ้วก้อยยที่ข้างซ้าน 1 ข้อ และได้ห่อมันด้วยกระดษาจากนั้นจะต้องนำเอามันไปส่งให้กับหัวหน้าของคุณเพื่อที่จะได้เป็นการแสดงสำนึกผิดและยังเป็นการที่จะขอให้หัวหน้ายกโทษให้กับคุณ

หน้าที่ของยากูซ่า  ยากูซ่านั้นได้มีความเกี่ยวพันกับอาชญากรรมที่หลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของยาเสพติด การค้ามนุษย์ การฟอกเงิน การค้าอาวุธ หรือ การปล่อยเงินกู้ และ นอกจากนี้ ยากูซ่านั้นก็ยังมีทีมที่คอยจับตาคนดังจกแวดวงต่างๆและคอยเก็บข้อมูลของพวกเขาเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอและเมื่อไหร่ก็ตามที่แก๊งยากูซ่าต้องการที่จะรีบไถ่เงินพวกเขาก็จะได้นำเอาข้อมูลจากเหล่านนี้เอาออกมาข่มขู่และถ้าหากว่าเหยื่อนนั้นไม่ยอมทำตามข้อมูลดำมืดของพวกเขาก็จะถูกเผบแพร่ออกไปสู่สาธารณะชน