ตำนานตุ๊กตากุมารทอง

สำหรับตุ๊กตากุมารทองนั้นเป็นตุ๊กตาที่มีการปั้นกันมาตั้งแต่ในสมัยโบราณแล้วโดยผู้ที่มีการปั้นตุ๊กตากุมารทองต่างก็มีความเชื่อกันว่าตุ๊กตาตัวนี้จะเป็นที่สิงสถิตของวิญญาณซึ่งวิญญาณนั้นจะเป็นวิญญาณของเด็กและเมื่อนำมาบูชากราบไหว้รวมถึงเลี้ยงดูเหมือนรูปของตนเอง

ก็จะทำให้กุมารนั้นให้คุณกับคนที่เลี้ยงดูเป็นอย่างดีโดยถ้าหากใครเลี้ยงกุมารได้ดีกุมารกินอิ่มนอนหลับก็จะช่วยให้คนในครอบครัวนั้นประสบกับความสุขมีเงินทองไหลมาเทมาแต่ถ้าหากใครเลี้ยงกุมารไม่ดีให้อดมื้อกินมื้อก็จะทำให้คนที่เลี้ยงกุมารนั้นไม่ประสบความสำเร็จ

สำหรับรูปแบบของกุมารทองในปัจจุบันนั้นเรามักจะเห็นได้ว่ารูปปั้นของกุมารทองนั้นมีหลายแบบแต่ส่วนใหญ่แล้วก็จะมีการปั้นให้เป็นเด็กหน้าตาน่ารักโดยจะมีการใส่จงกระเบนมีสีสันสวยงามส่วนตัวเสื้อนั้นไม่ใส่แต่จะใส่เป็น 2 วันที่สำคัญทรงผมที่ไว้ก็จะเป็นทรงผมจุก

ซึ่งกุมารจะมีสองตัวนั่นก็คือกุมารเงินและกุมารทองโดยความเชื่อนี้หากใครมีการเลี้ยงกุมารเงินและกุมารทองไว้ก็จะช่วยให้มีทรัพย์สมบัติมากมายมีทรัพย์สินร่ำรวยเพราะกุมารจะช่วยเรียกทรัพย์เข้าบ้านให้นั่นเองแต่การเลี้ยงดูกุมารนั้นจะต้องมีการซื้อหาเสื้อผ้ามาถวายรวมถึงซื้อของเล่นมาถวายให้กับกุมารและที่สำคัญก็ต้องมีอาหารถวายกุมาร

และเมื่อเราจะเดินทางไปที่ไหนก็จะต้องมีการบอกกล่าวกุมารให้รีบรับทราบและชวนกุมารให้เดินทางไปกับเราด้วยหากเรามีการท่องเที่ยวหรือไปที่ไหน สำหรับความเชื่อของกุมารทองนั้นมีมาตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์โดยว่ากันว่าความเชื่อนี้มาจากนวนิยายเรื่องขุนช้างขุนแผนซึ่งในนวนิยายนั้นจะเห็นว่าผู้ที่สร้างกุมารทองขึ้นมานั่นก็คือขุนแผน

โดยขุนแผนนั้นได้ฆ่าภรรยาของตนเองจนเสียชีวิตเพราะเขาจับได้ว่าภรรยาของเขานั้นจะลอบฆ่าเขาซึ่งภรรยาของเขาขนาดนั้นกำลังท้องลูกของคุณแผนอยู่เมื่อคุณแผนฆ่าภรรยาทิ้งก็ได้มีการผ่าท้องของภรรยาออกแล้วนำศพของทารกออกมาสร้างเป็นตุ๊กตาที่ชื่อว่ากุมารเงินกุมารทองนั่นเอง

สำหรับในสมัยโบราณนั้นจะมีการนำศพของเด็กทารกที่ตายท้องกลมจากมารดามาทำเป็นกุมารทองกุมารเงินโดยจะใช้วิธีการนำทองคำมาปิดที่ตัวให้เป็นสีทองเหลืองอร่ามแต่ปัจจุบันนั้นไม่สามารถทำได้เพราะถือว่าเป็นสิ่งผิดกฎหมาย

ดังนั้นวิธีการที่คนส่วนใหญ่สร้างกุมารเงินกุมารทองเข้ามาก็คือจะมีการทำพิธีปลุกเสกจากอาจารย์โดยจะนำรูปปั้นของเด็กมาทาสีให้เกิดความสวยงามและบางกรณีอาจจะมีการนำเศษกระดูกของเด็กมาผสมในปูนปั้นก่อนที่จะมีการปั้นรูปปั้นเด็กขึ้นมาก็ได้สำหรับเรื่องของกุมารทองนั้นปัจจุบันนี้ยังคงมีการนับถือกันอยู่

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  สูตรหวยยี่กี ruay

เรื่องราวเกี่ยวกับภาพยนตร์

ภาพยนตร์ หรือ หนัง คือการบันทึกภาพด้วยฟิล์มแล้วนำภาพนั้นออกมาฉายให้เป็นภาพเคลื่อนไหว ภาพที่บนฟิล์มหลังจากผ่านกระบวนการถ่ายทำแล้วจะถูกนำให้มาแสดงอาการเคลื่อนไหวและมีการเปลี่ยนแปลทีละน้อยๆ

ตามเรื่องราวที่ได้รับการถ่ายทำและตัดต่อมาจะทำให้เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในหนังต้องใช้นักแสดงจำนวนมากและฉากประกอบ นักแสดงจะต้องสื่ออารมณ์นั้นออกมาให้สมจริงที่สุด ตัวละครนั้นทีมสร้างหนังจะเป็นคนคิดบทขึ้นมาที่เกิดจากการจินตนาการของทีมสร้าง

หนังต่างๆบนโลกตอนนี้เป็นที่นิยมมากมีหนังมากมายที่สนุกและมีจินตนาการยังมีทั้งอารมณ์เศร้าอีกทั้งหนังที่ทำให้หัวใจรู้สึกเต้นแรง ภาพยนตร์นั้นเป็นที่ชื่นชอบทุกวัย หนังที่สนุกนั้นคนแสดงจะสื่อออกมาให้มีความสมจริงที่สุด ปัจจุบันหนังหรือภาพยนตร์นั้น

ได้มีงบในการสร้างที่สูงมากและก็ได้รับรายได้กลับมามากเช่นกัน รวมทั้งภาพยนตร์ที่ถูกสร้างมาจากการ์ตูนหรือที่เรียกว่าแอนิเมชั่นที่ถูกสร้างขึ้นมานั้นเพราะคนที่อยากดูมีมากรวมถึงเจาะกลุ่มคนที่ยังไม่เคยดูเพราะเรื่องแบบนี้จะมีเนื้อหาที่ค่อนข้างสนุกที่เข้าถึงทุกวัยทำให้ดูง่าย

หรืออาจะมีภาพยนตร์ที่มีภาคเยอะๆที่ทำให้คนดูอยากจะดูในตอนต่อไปที่มีเนื้อหาอยากให้เราติดตามแต่การสร้างภาพยนตร์นั้นต้องใช้เวลาในการถ่ายทำที่ค่อนข้างจะนานแต่คนดูก็รอที่จะได้ชมเหมือนกันยังมีหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่ทุกคนชื่นชอบทำมาในรูปแบบภาพยนตร์ทำให้คนชอบที่จะดูหนังหรือติดตามภาพยนตร์นั้นๆ

ยังแฝงเนื้อหาความดีที่ทำให้คนดูทุกคนชอบเนื้อหาและสนุกกับหนังที่ตัวเองได้ดู ภาพยนตร์ ในอดีตจะเป็นการเรียงภาพติดๆกันที่เรียกว่าภาพติดตาและเมื่อนำเอาภาพเหล่านั้นมาฉายให้เร็วขึ้นก็จะเห็นเป็นหนังที่ความเร็วตาที่ตามทันนั้นเองถ้าหากภายในระยะเวลาดังกล่าวมีอีกภาพมาแทนที่ สมองจะเชื่อมโยงภาพที่เห็นเชื่อมให้เข้ากัน

หรือในกรณีที่ภาพแต่ละอันตาที่ตามทันนั้นเองถ้าหากภายในระยะเวลาดังกล่าวมีอีกภาพมาแทนที่ เรียงต่อกันในระยะเวลาสั้นๆภาพแบบนี้จะเป็นภาพเคลื่อนไหวที่ต่อเนื่องและเป็นธรรมชาติในที่สุด ภาพยนตร์ในปัจจุบันนี้ได้มีแบบ 3 ดีและ 4 ดี เป็นภาพยนตร์ที่สมจริงมากขึ้นไปอีก

ภาพยนตร์แบบ 3 ดี นั้น เวลาจะดูในโรงภาพยนตร์จะต้องใส่แว่นตาที่ถูกทำมาแบบพิเศษเวลาดูก็จะเห็นเป็นภาพออกมาอยู่นอกจอเวลาเราดูจะทำให้คนดูได้สนุกกับการดูหนังขึ้นไปอีกขั้นภาพแบบนี้จะสมจริงมากเหมือนกับออกมาอยู่นอกจอ

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ทาง เข้า dewabet

ผีดุที่ค่ายลูกเสือ

สำหรับเรื่องราวที่เราจะนำเอามาเล่าดังต่อไปนี้ได้เป็นเรื่องราวของค่ายลูกเสือแห่งหนึ่งเราขอไม่กล่าวถึงสถานที่โรงเรียนแล้วกันที่บริเวณนี้ก็ได้มีวัดแห่งหนึ่งที่ได้ถูกบริจาคโดยตายายคู่หนึ่งอยู่แล้วก็ใกล้ๆกับวัดนั้นมันก็จะมีค่ายลูกเสืออยู่

ซึ่งในแต่ละปีนั้นก็จะมีเหล่าลูกเสือตัวเล็กตัวน้อยมาเข้าค่ายกันแล้วมันก็ได้มีอยู่ปีหนึ่งที่ได้เกิดเด็กหายเสร็จแล้วมันก็เลยมีข่าวลือกันว่าเด็กคนนั้นได้จมน้ำหายไปช่วงเวลานั้นชาวบ้านต่างได้ตามหาเด็กค้นหาเด็กงมเด็กจนกระทั่งนำเอาเครื่องสูบน้ำไปสูบที่บริเวณบ่อน้ำใกล้เคียงเพื่อที่จะหาศพเด็ก

นอกจากนี้ในปัจจุบันนี้ศพๆนั้นก็ได้รับการค้นพบเรื่องเล่าที่มันได้มีความน่ากลัวไปกล่าวนี้ในขณะที่เขาสูบน้ำและระดับน้ำมันก็ลดลงเหลือเพียงระดับเข่าแล้วศพของเด้กก็ดถูกค้นพบขึ้นมาแต่ว่าศพนี้กับได้มีชีวิตขึ้นมาลุกขึ้นมาหัวเราะอย่างบ้าคลั่งเสร็จแล้วก็ได้วิ่งหนีเข้าไปในป่าแล้วก็ไม่มีใครได้พบกับศพเด้กคนนั้นอีกเลย

เมื่อระยะเวลาผ่านไปอีกหลายปีก็ได้มีลูกเสืออีกหลายๆกลุ่มเลยได้เข้ามาที่ค่ายลูกเสือแห่งนั้นโดยค่ายลูกเสือแห่งนี้เวลาที่เขาจะพักแรมเขาก็จะกลางเต็นท์ออกนอนลูกเสือแต่ละคนก็จะมีเต็นท์เป็นของตัวเองกางแล้วก็นอนส่วนคนที่ไม่ได้เอาเต็นท์มาก็จะไปขอนอนกับเพื่อนๆคนอื่นๆหรือถึงแม้บางคนมีเต็นท์ก็เกิดอาการกลัวผีหรือว่าจะไปสังสรรค์กับเพื่อนๆเต็นท์คนอื่นๆก็เข้าไปอยู่กันในเต็นท์ของเพื่อนคนเดียวบางเต็นท์อยู่กัน45คนเลยทีเดียว

นอกจากนี้ก็ได้มีอยู่เต็นท์หนึ่งที่ได้มีนักเรียนเล่าว่ามามีเด็กลูกเสือคนหนึ่งได้เปิดเต็นท์เข้ามาและได้ขอเขานอนด้วยว่ากันว่าลูกเสือคนนี้เขาแต่งตัวมาเต็มที่เลยคือแต่ละคนเวลาไปค่ายลูกเสือเขาก็จะมีเครื่องชุดนอนเป็นของตัวเองอยู่แล้วใช่ไหมและในความแปลกอีกอย่างหนึ่งก็คือลูกเสือคนนี้เขามีลักษณะตัวเปียกหัวเปียกตัวเปียกเลย

ดังนั้นรุ้งเช้าเมื่อพวกเขาได้ตื่นขึ้นมาก็ได้พบว่าลูกเสือคนเมื่อคืนนั้นเขาไม่ได้อยู่แล้วเต็นท์ที่เขานอนอยู่นั้นมันเป็นเต็นท์ที่นอนคนเดียวมันคงรีบไปกินข้าวเช้ามั้งในวันต่อมาก็ได้มีกิจกรรมรอบกองไฟก็ได้มีเด็กคนนึงได้มาแจ้งว่ามีเพื่อในแถวได้หายไปสองคนทำให้ค่ายลูกเสือหายกันอยู่พักใหญ่เสร็จแล้วก็เจอตัวนั่งอยู่ที่ริมตลิ่งแต่ว่าหน้าต่าของพวกเขาค่อนข้างที่จะเหม่อลอยเป็นพิเศษ

 

สนับสนุนโดย  ขายหวยออนไลน์

รูปปั่นยักษ์แม่ใหญ่ ลำน้ำแม่กลอง

เมื่อในปี พ.ศ.2551ได้มีชาวบ้านคนหนึ่งเขาได้ฝันว่ามียักษ์ตนหนึ่งรู้สึกหนาวเหลืองเกินให้ใครก็ได้นำขึ้นจากน้ำทีหลังจากนั้นเขาก็ได้นำเอาเรื่องราวเหล่านี้ไปเล่าให้กับชาวบ้านให้คนอื่นๆเขาได้ฟังกันแต่ปรากฏว่าไม่มีใครเชื่อกับความฝันที่เขาฝันเลย

จนกระทั่งเขานั้นได้นำเอาความฝันเหล่านี้ไปปรึกษาพูดคุยกับผู้รู้และรวมไปถึงพระที่อยู่ภายในวัดอีกด้วยหลายๆคนจึงได้สรุปกันว่าเราจะลองจ้างนักดำน้ำมาลองดำดูว่ามันจะเป็นไปตามที่เขานั้นฝันจริงหรือไม่

เมื่อนักดำน้ำได้มาถึงปรากฏว่านักดำน้ำได้ไปพบกับท่อนหินที่มีขนาดใหญ่อยู่กลางคลองจริงๆแต่ก็ไม่สามารถที่จะนำเอาขึ้นมาได้เพราะเนื่องจากว่าก้อนหินดังกล่าวนี้มีขนาดที่ใหญ่แรงของนักดำน้ำที่ลงไปไม่สามารถที่จะช่วยกันยกกันขึ้นมาได้จึงได้ตัดสินใจว่าเราจะนำเอาเรือเครนพอเรือเครนได้มาถึงก็เริ่มทำการยกรูปปันนี้ขึ้นปรากฏว่าเกิดเหตุการณ์ที่มันไม่หน้าจะเกิดขึ้นมาได้

โดยเรือเครนนี้ไม่สามารถที่จะยกรูปปั่นขึ้นมาได้จากน้ำเช่นเดียวกันจึงทำให้ชาวบ้านนี่มันอาจจะเป็นอาถรรพ์หนึ่งที่พวกเขาได้กระทำการโดยที่ไม่มีการขอขมาหรือทำการบวงสรวงอะไรก่อนจากนั้นก็ได้เริ่มพิธีบาสีบวงสรวงในการนำเอารูปปั่นของยักษ์แม่ใหญ่นี้ขึ้นมาจากลำน้ำแม่กลอง

นอกจากนี้หลังจากที่ได้จบพิธีแล้วเรือเครนก็ได้ทำการยกรูปปั่นนี้ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งปรากฏเหตุการณ์ที่น่าทึ่งอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่จบพิธีการบวงสรวงอะไรต่างๆแล้วการยกรูปปั่นยักษ์แม่ใหญ่ขึ้นมาได้อย่างง่ายดายเลยทำให้ชาวบ้านที่ได้พบเห็นเหตุการณ์นั้นถึงกับอึ่งกันเลยว่าเหตุการณ์รอบแรกทำไมถึงยกรูปปั่นยักษ์แม่ใหญ่ขึ้นมาไม่ได้แล้วทำไมรอบนี้ถึงสามารถยกรูปปั่นยกแม่ใหญ่ขึ้นมาได้หรือมันอาจจะเป็นการทำพิธีขอขมาอะไรต่างๆเรียบร้อยไปแล้ว

ซึ่งจึงได้ทำให้การยกในครั้งนี้เป็นไปได้ออย่างง่ายดายเมื่อสำรวจดูรูปปั่นที่ยกขึ้นมาได้กลับพบว่ารูปปั่นยักษ์แม่ใหญ่นั้นมีเพียงแค่ส่วนตัวในส่วนหัวของยักษ์แม่ใหญ่นั้นไม่มีได้หายไปอย่างไม่มีร่องรอยหลังจากที่ได้ทำการพบเจอส่วนตัวของยักษ์แม่ใหญ่แล้วก็ได้มีการดำค้นหาส่วนหัวอีกครั้งหนึ่ง

ปรากฏว่าส่วนหัวหายเท่าไหร่ก็ไม่พบหลังจากนั้นก็ได้มีการนำเอารูปปั่นยักษ์แม่ใหญ่มาไว้บนศาลาริมคลองไกล้ๆกับที่งมได้นั่นแหละ

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  แทงหวยออนไลน์ไม่มีขั้นต่ำ

ผีสิงห้างร้าง จ.กาญจนบุรี

ซึ่งเรื่องราวที่ห้างร้างที่กาญจนบุรีได้มีวัยรุ่นได้แอบเข้าไปเสพยากันเป็นจำนวนมากเลยอีกทั้งยังได้เป็นสถานที่ที่ล่อลวงหญิงสาวไปข่มขืนกันเป็นจำนวนมากแต่เหตุการณ์สยองขวัญต่างๆที่เกิดขึ้นมามันไม่ได้หนักเท่ากับในครั้งนี้

โดยเหตุการณ์สยองขวัญในครั้งนี้ถูกตีพิมพ์ลงหน้าหนังสือพิมพ์เลยเป็นเรื่องของสองผัวเมียที่มาทะเลาะกันยังที่ห้างสรรพสินค้าแห่งนี้มีปาดเสียงกันค่อนข้างที่จะรุนแรงแล้วไม่สามารถที่จะตกลงกันได้จึงได้ตัดสินใจฆ่ากันตายไปภายในสถานที่แห่งนี้

ลักษณะภายในของสถานที่แห่งนี้มันอาจจะไม่น่ากลัวมากเท่าไหร่แต่ถ้าเราลองเข้าไปข้างในคุณอาจจะต้องหลอนแล้วสติแตกได้

เนื่องจากว่าบรรยากาศข้างในค่อนข้างที่จะมืดและเต็มไปด้วยห้องต่างๆลึกลับอีกมากมายเพราะเนื่องจากว่าในอดีตสถานที่แห่งนี้เป็นห้างสรรพสินค้าก็จะมีการแบ่งห้องเอาไว้เป็นล็อกต่างๆหลายคนที่ได้เข้าไปพิสูจน์ความหลอนในสถานที่แห่งนี้ก็จะพบเรื่องราวแปลกประหลาดมากมายตามมาแต่ยังมีอยู่อีกหนึ่งเรื่องที่เขาได้เล่ากันว่าใครที่เข้าไปลองดีมักจะพบเจอวิญญาณหญิงสาวที่ถูกฆ่าได้ปรากฏกายขึ้นมา

ซึ่งได้เชื่อกันว่าหลังจากอดีตฆาตกรรมหญิงสาวเกิดขึ้นผู้ที่ได้เข้าไปลองดียังสถานที่แห่งนี้ักจะเจอวิญญาณของหญิงสาวผู้นี้ปรากฏให้เห็นในพื้นที่นี้อยู่บ่อยๆก็เห็นเป็นเงาผ่านไปผ่านมาแต่ทุกคนที่ได้เห็นมักจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าจะเห็นผู้หญิงผมยาว

ดังนั้นอีกหนึ่งจุดหลอนของสถานที่แห่งนี้ว่ากันว่าหากใครที่ได้เข้าไปลองดียังสถานที่แห่งนี้แล้วไม่ได้ไปบริเวณชั้นสองจะถือว่าคุณมาไม่ถึง

โดยบริเวณชั้นสองจากข้อมูลตรงนี้ได้เคยมีโรงหนังและสวนสนุกทันทีที่ห้างสรรพสินค้าถูกปิดร้างยังเหลือซากบางอย่างที่ทางห้างนั้นยังเก็บไปไม่หมดมักจะมีพวกที่เข้ามาลองของเข้ามาบริเวณนี้เป็นประจำมักจะได้ยินเสียงเด็กวิ่งอยู่บริเวณรอบชั้นสองนี้

ซึ่งเป็นเสียงวิ่งและเสียงหัวเราะได้ความสนุกสนานราวกับว่าสถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยความสนุกสนานของเด็กๆเลยจนได้ทำให้สถานที่แห่งนี้มักจะมีรายการดังๆมาลองล่าท้าผีมาลองสำรวจสถานที่แห่งนี้อยู่บ่อยครั้งเลยแต่ความหลอนที่แท้จริงของสถานที่แห่งนี้มันไม่ใช่เรื่องเล่าหรือว่าผีอะไรต่างๆเรื่องเล่าสุดสยองขวัญหรือวิญญาณหญิงสาวอาฆาต

นอกจากนี้เราได้จะเข้าไปสำรวจบริเวณห้างที่เขาว่ากันว่าเรื่องหลอนนี้มันจะเป็นอย่างไรและอย่างจะพิสูจน์ดูว่ามันมีเรื่องราวสุดหลอนอยู่สถานที่แห่งนี้จริงหรือไม่

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  เปิดบัญชีคาสิโนขั้นต่ำ100

โรงเรียนหลอนของ จ.อุบลราชธานี

สำหรับเรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่สุดหลอนของรุ่นพี่ปี104มันเป็นเหตุการณ์ที่เขานั้นได้พบเจอมาตั้งแต่อยู่ ม.1 ตั้งแต่เริ่มเข้าโรงเรียนนี้มาเลยตอนนั้นตอนที่เขานั้นอยู่ ม.1 ได้มีเพื่อนคนหนึ่งเขากำลังทำเวรอยู่ในช่วง4โมงเย็นทุกคนต่างก็แบ่งหน้าที่กันว่าใครจะทำอะไร

โดยเพื่อนของเขาคนนี้ได้รับหน้าที่ในการลงไปทิ้งขยะหลังจากที่เพื่อนๆทำเวรกันเสร็จแล้วกวาดขยะกันเสร็จแล้วก็ถึงหน้าที่ของเขาด้วยการนำเอาขยะไปทิ้งนั่นเองหลังจากที่เขานำเอาขยะไปทิ้งเขาก็ไม่ได้สนใจอะไรเพราะว่าในช่วงนั้นมันเย็นแล้วก็คือว่าเพื่อนของเขาจะรอเขาแต่ปรากฏว่าเพื่อนหลังจากที่ทำเวรเสร็จแล้วต่างก็แยกย้ายพากันกลับบ้านเหลือเพียงแค่เขาคนเดียวที่นำเอาขยะไปทิ้งไม่รู้ว่าเพื่อนเขากลับกันไปหมดแล้ว

ซึ่งในระหว่างทางที่เขากำลังนำเอาถังขยะกลับมาที่ห้องปรากฏว่าเขาได้เห็นว่าห้องที่พวกเขานั้นกำลังทำเวรกันมันเหมือนกับว่าจะมีคนอยู่ในห้องเลยแล้วพอเดินเข้าไปใกล้ๆห้องปรากฏว่าสิ่งที่เขาเห็นนั้นมันไม่ใช่ความจริงเลยไม่มีใครอยู่ในห้องเลยแม้แต่คนเดียวเพราะว่าเพื่อนของเขาได้กลับกันได้หมดแล้วแล้วสิ่งที่เพื่อนคนนี้ได้พบเจอนั้นมันคืออะไรกัน

โดยรุ่นพี่คนนี้ก็ขอยืนยันเลยว่าสิ่งที่เพื่อนเขานั้นได้พบเจอเขาเห็นจริงๆว่ามีคนอยู่ในห้องแต่เมื่อไปถึงแล้วกลับกลายเป็นว่าไม่มีใครอยู่ที่ห้องเลย เรื่องที่เขาได้พบเจอในระหว่างเรียนโรงเรียนแห่งนี้มันเป็นเรื่องที่เขาพบเจอมากับตัวเลย

ซึ่งตอนนั้นเขาได้เรียนอยู่ ม.2โดยในตอนนั้นโต๊ะเรียนของเขาในห้องเรียนดันเกินมาหนึ่งชุดพวกเพื่อนๆของเขาและตัวเขาก็ไม่ได้สนใจอะไรก็คงเห็นว่าภาโรงจะมาจัดโต๊ะเกินเอาไว้คิดว่าจะมีเด็กมาเรียนอะไรอย่างนี้จนกระทั่งคุณครูมาถึงแล้วก็ได้ทำการเช็คชื่อของนักเรียนปรากฏว่าคุณครูเช็คชื่อนักเรียนได้49คนแล้วคุณครูก็ได้บอกกับทุกคนว่าคนนับทีละคนและให้นับต่อกันปรากฏว่ารอบแรกนับได้51คน

นอกจากนี้มันก็เลนทำให้คุณครูนั้นเกิดความสงสัยว่าในใบชื่อของครูมันมี49คนพอนับรอบที่สองก็นับได้แค่เพียง50คนในตอนนั้นทุกคนที่อยู่ในห้องต่างก็พากันงงว่ามันเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นมาได้อย่างไง

ซึ่งนับรอบแรกเสียงของเพื่อนในห้องได้สิ้นสุดที่51แต่เสียงรอบสองจบที่50มันเป็นไปไม่ได้ที่จะมีคนนับเกินมาเพราะเนื่องจากว่าในใบรายชื่อที่ครูเช็คชื่อนั้นมีเพียงแค่49คนแล้วเสียงที่50แล้วก็51นั้นเสียงมันมาจากไหน

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  เล่นบาคาร่าออนไลน์ฟรีได้เงินจริง

ตำนานวัดเจ้าชายเอกาทศรถ

สำหรับจังหวัดพระนครศรีอยุธยาหลายคนก็ทราบดีว่าบางวัดก็ยั งมีพระสงฆ์ที่ยังอาศัยจำวัดอยู่และยังมีอีกหลายๆวัดที่เป็นวัดร้างเราสามารถพบเห็นได้อยู่บ่อยครั้ง

สำหรับวัดร้างที่เราจะเล่าให้ฟังในต่อไปนี้นั่นก็คือวัดกระซ้ายถือว่าเป็นวัดที่มีอาถรรพ์มีคนเข้ามาผูกคอตายกันเป็นจำนวนมาก

โดยเรื่องที่เราจะเล่าดังต่อไปนี้โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านกันให้ดีๆและในตอนต้นเราจะขอพูดเรื่องวัดกระซ้ายก่อนว่ามันมีความเป็นมาอย่างไรและมีเรื่องอะไรที่มีความเกี่ยวข้องกับวัดกระซ้ายแห่งนี้ถึงได้ถูกจัดให้อยู่ในอันดับ8เอเชียที่มีความอาถรรพ์

สำหรับวัดกระซ้ายเดิมทีมีชื่อว่า วัดเจ้าชาย เหตุผลที่เรียกกันว่าวัดเจ้าชายตำนานได้กล่าวเอาไว้ว่าวัดแห่งนี้ได้เป็นวัดประจำของพระองค์สมเด็จเอกาทศรถ

ซึ่งพระองค์ได้มีการสนพระทัยในการทำนุบำรุงในการรักษาเป็นอย่างมากจึงได้สร้างวัดแห่งนี้ขึ้นมาแล้วได้รียกชื่อว่า วัดเจ้าชายธรรมราชาหรือจะเรียกสั้นๆว่าวัดเจ้าชายนั่นเองแต่ต่อมาการออกเสียงหรือการเรียกชื่อวัดแห่งนี้ก็แตกออกไปเป็น วัดกระซ้าย

สำหรับสถานที่แห่งนี้ได้สันนิษฐานว่าช่วงที่เสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่2ในปี พ.ศ.2310นี้พื้นที่ของทัพเคยเป็นที่ตั้งทัพของพม่าเพราะเนื่องจากว่าในระหว่างที่กำลังจะบูรณะวัดแห่งนี้ได้มีการขุดแต่งต่างๆกลับพบวัตถุโบราณต่างๆประเภทมีดอาวุธต่างๆสิ่งของที่ถูกค้นพบแหล่งนี้ถือว่าเป็นหลักฐานสำคัญที่สันนิษฐานว่า

สถานที่แห่งนี้เคยเป็นที่ตั้งกองทัพของพม่าในสมัยที่เข้ามาตีกรุงศรีอยุธยาและสืบเนื่องมาจากวัดบริเวณแห่งนี้เป็นจำนวนมากจึงทำให้มีผู้ที่ไม่หวังดีต่างก็ได้พากันมาขุดหาสมบัติในบริเวณพื้นที่แห่งนี้แต่ก็ต้องพบกับอาถรรพ์มากมายกับสถานที่แห่งนี้บางรายหากไม่บ้าก็ถึงขั้นเสียชีวิต

สำหรับเรื่องราวสยองขวัญของวัดกระซ้ายแห่งนี้ชาวบ้านว่ากันว่าสถานที่แห่งนี้มักจะมีผู้ที่เข้ามาผูกคอตายกัน้เป็นจำนวนมากจากคำบอกเล่าของชาวบ้านว่าที่วัดแห่งนี้มีผู้ที่มาผูกคอตายมากกว่า9ศพแล้ว

โดยชาวบ้านว่ากันว่ามันคืออาถรรพ์ของสิ่งศักดิ์สิทธิของถานที่แห่งนี้และดวงวิญญาณที่จะต้องหาตัวตายตัวแทนซึ่งกันและกัน

สำหรับเรื่องสยองขวัญที่ทำให้วัดกระซ้ายแห่งนี้ได้ถูกพูดถึงกันอีกครั้งนั่นก็จะเป็นข่าวที่มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งได้เข้ามาผูกคอตายที่วัดแห่งนี้ข่าวนี้ถือว่าเป็นข่าวที่โด่งดังมากๆออกข่าวหลายสำนักคุณสามารถไปค้นหาอ่านย้อนหลังได้ว่าสิ่งทที่เราได้พูดนั้นมันได้เกิดขึ้นจริงๆหรือเปล่า

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  betbb

ตำนานเทพอพอลโลกับนกฟีนิกซ์

สำหรับตำนานของนกเบนดูมันก็ได้มีบางตำนานของอียิปต์ที่ได้มีเรื่องเล่าแปลกๆก็คือว่านกเบนดูได้กำหนดวขึ้นมาจากการระเบิดหัวออกมาจากเทโพฤทธิ์ออกมาบางตำนานก็บอกว่าได้เกิดมาจากลูกไฟหรือต้นไม้ศักดิ์สิทธิของเทพรา

ซึ่งเทพราในอียิปต์ก็จะมีลักษณะพิเศษเลยก็คือการมายังโลกมนุษย์แล้วก็ลงไปยังโลกใต้พิภพเป็นวันแล้ววันเล่าเหมือนกับวงจรการตายแล้วก็คืนชีพด้วยเหตุนี้เองเจ้านกตัวนี้จึงได้ถูกโยงเอาไปเป็นความอมตะต่อมาได้มีชาวกรีกได้เข้าไปเที่ยวที่อียิปต์พวกนางๆก็คงจะประทับใจกับพวกนกเหล่านี้แล้วก็นำเอากลับไปเขียนเป็นแบบฉบับเป็นนกของตัวเอง

โดยในรูปแบบของการเล่ามันก็จะมีความแตกต่างกันออกไปพอมีคนไปเล่ากันปากต่อปากมันก็จะกลายไปผิดเผือนกันไปและด้วยเหตุนี้เองคนก็เลยได้ใส่จินตนาการของมันเพิ่มเข้าไปๆในตัวนก

จนกระทั่งมันเลยทำให้บางตำนานของกรีกในยุคนั้นได้บอกว่าตัวนกนั้นมันจะมีสีขนตัวม่วงๆและสีม่วงในสมัยนั้นมันเป็นสีที่ค่อนข้างที่จะหาได้ยากและได้ใช้แทนกษัตริย์กับผู้สูงศักดิ์บางก็บอกว่ามีสีเหลือสีส้มสีแดงจนไปถึงสีทองบ้างก็คาดว่ามันน่าจะเชื่อมโยงอะไรกันเกี่ยวกับพวกดวงอาทิตย์พวกดวงอะไรพวกนี้แล้วก็ยังมีสีเขียวสีชมพูออกมาเป็นสายรุ้งเลย

นอกจากนี้ความที่ว่าได้มีคนไปเล่าเรื่องงราวที่แตกต่างกันขนาดนี้สุดท้ายแล้วก็ได้มีคนเขาออกมาสรุปว่าการที่นกฟีนิกซ์นั้นมันมีหลากหลายสีมันก็เกิดขึ้นมาจากขนของเจ้าตัวนกเองประมาณว่าเจ้านกตัวนี้มันมีชีวิตอยู่มากอย่างยาวนานตอนหนุ่มอาจจะมีสีขนอีกสีหนึ่งพอโตขึ้นมามันก็ผลัดสีไปอีกสีหนึ่งพอแก่ตัวก็มีอีกสีหนึ่งมันก็เลนทำให้มันมีสีขนที่สวยงามขึ้นไปอีกไปๆมาๆก็เลยเล่าเรื่องให้นกตัวนี้มีขนเป็นไฟซะเลยเพิ่มความเท่ขึ้นไปอีก

ซึ่งเมื่อนกฟีนิกซ์มันมีความสง่างามอยู่แล้วมันก็เลยตรึงใจในหมู่มวลของมนุษย์มากมายแม้กระทั่งเราอยู่ในยุคปัจจุบันกระทั่งเหล่าพวกเทพเองก็ยังชอบเลยอย่างเช่นเทพอพอลโลแล้วมันก็ได้เกิดมาเป็นตำนานนกฟีนกซ์กับเทพอพอลโล

โดยเขาได้กล่าวเอาไว้ว่าเมื่อเทพอพอลโลได้เห็นถึงความงามของเจ้านกตัวนี้พร้อมกับประทับใจของเสียงร้องและบอกว่ามันสวยก็เลยนำเอามันมาเป็นนกประจำกายข้าเลยแล้วกันก็เลยมาเป็นนกประจำกายเทพอพอลโล

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  สูตรหวยยี่กี หวยดี

ตำนานของเปรตวัดสุศน์สมัยกรุงรัตนโกสินทร์

สำหรับเรื่องราวในตำนานของแร้งวันสระเกศเปรตวัดสุศน์ในสมัยรัชที่3และรัชกาลที่5ก็ยังเกิดโรคระบาดโรคห่าหรือว่าโรคอหิวาตกโรคนี้ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

ซึ่งในคราวนี้โรคห่าหรือว่าโรคอหิวาตกโรคได้มีการระบาดเยอะมากขึ้นกว่าในครั้งก่อนจึงทำให้มีผู้คนได้เสียชีวิตลงไปเป็นจำนวนมากและวัดสระเกศก็ยังคงประสบปัญหากับการเผาศพไม่ทันอีกเช่นเคยแร้งนกแร้งหรือว่าอีแร้งนี่แหละที่เป็นตัวเลือกหนึ่งในการกำจัดศพในสมัยนั้นจึงกลายเป็นคำพูดติดปากในสมัยนั้นมาว่า แร้งวัดสระเกศนั่นเอง

หากมีหารพูดถึงเรื่องแร้งวัดเกศแล้วก็จะไม่ลืมที่จะเล่าเรื่องเปรตวัดสุศน์เช่นเดียวกันสำหรับเรื่องราวของการเกิดเปรตวัดสุศน์หรือว่าตำนานเปรตวัดสุศน์ถ้าพูดถึงเปรตหรือว่าผีเปรตทุกคนคงจะรู้จักกันดีใช่หรือไม่ผีที่มีลักษณะสูงขายาวมือเท่าใบลานปากเท่ารูเข็ม

ซึ่งได้เป็นความเชื้อที่ว่ากันว่าผีเปรตหรือมนุษย์ที่ได้ทำบาปหรือว่าทำกรรมหนักหนาสาหัสเช่นตบตีพ่อแม่ด่าเถียงบิดามารดาหรือว่าด่าครูบาอาจารย์ปากก็จะเท่ารูเข็มตบตีพ่อแม่มือก็จะเท่าใบลา

เมื่อตายไปแล้วก็จะกลายมาเป็นเปรตเพื่อชดใช้กรรมเมื่อยังเป็นมนุษย์อยู่นั่นเองและในการพบเห็นการปรากฎตัวของเปรตนี้ชาวบ้านว่ากันว่ามันเป็นเรื่องของการเข้ามาขอส่วนบุญ

สำหรับเรื่องของตำนานเปรตวัดสุศน์เป็นเรื่องราวที่มีชาวบ้านได้เล่าต่อๆกันมาต้องใช้วิจารณญาณในการอ่านดีๆเรื่องนี้ได้เป็นเรื่องเล่าของตำนานเปรตวัดสุศน์ชาวบ้านว่ากันว่าเคยมีผู้พบเห็นเป็นเปรตสองผัวเมียได้ออกมาหลอกคนแถววัดสุศน์อยู่บ่อยครั้งบ้างก็ว่าคำว่าเปรตวัดสุศน์เป็นคำเรียกประชดพวกมารศาสนาที่ชอบออกมาหลอกชาวบ้านแถวนั้น

บางทีก็ว่ากันว่าผีเปรตวัดสุศน์นี้ที่จริงแล้วมันคือเงาจากเสาชิงช้าเป็นความเชื่อตั้งแต่กรุงรัตนโกสินทร์เกี่ยวกับเรื่องราวของเปรตวัดสุศน์แห่งนี้ที่ได้มีการเล่ากันว่าที่วัดแห่งนี้มักจะชอบมีเปรตปรากฏกายขึ้นในเวลากลางคืนประกอบกับช่วงที่ว่ามีโรคอหิวาตกโรคระบาดในช่วงนั้นด้วย

ซึ่งแท้จริงแล้วเรื่องราวของเปรตวัดสุศน์นั้นก็มาจากภาพวาดในพระอุโบสถ์ของวัดสุศน์นั่นเองเป็นภาพวาดฝาผนังที่เป็นรูปวาดเปรตตนหนึ่งได้นอนพลาดกายอยู่และมีพระสงฆ์ท่านได้ยืนพิจารณาอยู่รูปภาพนี้ถือได้ว่าเป็นรูปภาพที่โด่งดังมากๆในสมัยอดีตแต่การพบเจอเปรตวัดสุศน์นั้นชาวบ้านบางคนเชื่อบางคนก็ไม่เชื่อ

 

สนับสนุนโดย  รวมเว็บหวยออนไลน์

การเรียนรู้จากงานศิลปะดั้งเดิม 

งานศิลปะมีรูปแบบที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นงานประติมากรรมงานปั้นหรือแม้แต่จะเป็นในส่วนของงานที่ผลิตขึ้นมาเพื่อเทิดทูนศาสนาหรือแสดงความจงรักภักดี อย่างไรก็ตามจากอยุธยาสมัยก็มีการพัฒนางานหรือแม้แต่จะเป็นการเรียนรู้งานเก่าที่นำมาพัฒนารูปแบบงานใหม่ๆ

อย่างไรก็ตามนี้จะเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในปัจจุบันผู้คนต่างมีความเชื่อหรือมีแนวคิดต่างๆ ในการทำงานต่างๆเหล่านั้นมาแสดงออก ศิลปะหมายถึงความอิสระในการแสดงออกไม่ว่าจะเป็นทางด้านอารมณ์หรือแม้แต่จะเป็นความเชื่อ

รวมถึงการแสดงความคิดเห็นนี่จึงเป็นเหตุผลที่ในยุคปัจจุบันผลงานเกี่ยวกับ ศิลปะร่วมสมัย ไม่มีการแสดงออกทางความคิดหรือแม้แต่จะเป็นการบ่งบอกถึงความต้องการทางด้านสังคม วันนี้ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยที่ทำให้มีการพัฒนาในส่วนของเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมต่างๆทำให้ผู้คนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีต่างๆมากยิ่งขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์หรืออินเทอร์เน็ตในปัจจุบันที่มีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลาทำให้ผู้คนสามารถเข้าถึงสิ่งต่างๆเหล่านี้ได้การเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยไม่ว่าจะเป็นงานศิลปะหรือแม้แต่จะเป็นในส่วนของทุกคนต่างๆจึงสามารถรับรู้ได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระบบออนไลน์ต่างๆหรือแม้แต่ใช้สมาร์ทโฟนในยุคปัจจุบันที่มีความรวดเร็วที่ทำให้ผู้คนสามารถเข้าถึงการได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

ศิลปะไม่ใช่เพียงแต่งานภาพและเขียนหรือแม้แต่จะเป็นงานปั้นจะเป็นเท่านั้น แต่ยังมีงานปฏิมากรรมงานเสียง หรือแม้แต่เป็นงานแสดงแสงเองก็ตาม การระบายอารมณ์ไม่เพียงแต่การวาดรูปอย่างนั้นมีรูปแบบอีกมากมาย

ซึ่งเรานี่เองมีการพัฒนาต่อเวลาโลกในยุคปัจจุบันที่มีการพัฒนางานศิลปะที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นแม้แต่จะเป็นการเข้าถึงผู้คนได้มากยิ่งขึ้น การบอกเล่าเรื่องราวต่างๆเนื้อหาต่างๆที่มนุษย์มีความต้องการในยุคนั้นๆ ซึ่งอย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่าการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่านงานศิลปะถือว่าเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมอย่างมากในในผู้ที่

ต้องการรับรู้เรื่องราวในอดีต โครงงานศิลปะในแต่ละยุคแต่ละสมัยคือสิ่งที่บ่งบอกได้ว่าในยุคสมัยนั้นๆศิลปินรวมทั้งผู้คนมีกิจกรรมในการใช้ชีวิตอย่างไร หรือต้องการอะไรได้บ้างนี่จะเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ศิลปะเป็นสิ่งที่พัฒนารูปแบบในการใช้ชีวิตของผู้คนโดยส่งต่อความคิดรวมทั้งยังสามารถส่งต่อความเชื่อ

ในแต่ละยุคแต่ละสมัยก็มีการเรียนรู้ไม่ว่าจะเป็นทักษะในการทำงานรวมทั้งยังเป็นในส่วนของการพัฒนากฎทางความคิด ไอ้หนึ่งยุคที่มีความสำคัญก็คือ ยุคคริสเตียน ที่ผู้คนมีความเชื่อเกี่ยวกับพระเยซู หรือว่าศาสนาจนทำให้มีการพัฒนางาน

หรือแม้แต่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบในการใช้ชีวิตโดยแสดงออกงานผู้คนต่างๆสามารถเรียนรู้รูปแบบต่างๆที่ดีมากยิ่งขึ้นอย่างไรก็ตามที่เป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งคือการเรียนรู้รูปแบบงานศิลปะทางเดิม จะทำให้ผู้คนต่างๆได้เรียนรู้สึกกิจกรรมความเชื่อรวมทั้งยังสามารถเข้าถึงศาสนาต่างๆที่ศิลปินหรือนักเขียนต่างๆมีความต้องการได้ 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  คาสิโนออนไลน์ เครดิตฟรี