ผีสิงห้างร้าง จ.กาญจนบุรี

ซึ่งเรื่องราวที่ห้างร้างที่กาญจนบุรีได้มีวัยรุ่นได้แอบเข้าไปเสพยากันเป็นจำนวนมากเลยอีกทั้งยังได้เป็นสถานที่ที่ล่อลวงหญิงสาวไปข่มขืนกันเป็นจำนวนมากแต่เหตุการณ์สยองขวัญต่างๆที่เกิดขึ้นมามันไม่ได้หนักเท่ากับในครั้งนี้

โดยเหตุการณ์สยองขวัญในครั้งนี้ถูกตีพิมพ์ลงหน้าหนังสือพิมพ์เลยเป็นเรื่องของสองผัวเมียที่มาทะเลาะกันยังที่ห้างสรรพสินค้าแห่งนี้มีปาดเสียงกันค่อนข้างที่จะรุนแรงแล้วไม่สามารถที่จะตกลงกันได้จึงได้ตัดสินใจฆ่ากันตายไปภายในสถานที่แห่งนี้

ลักษณะภายในของสถานที่แห่งนี้มันอาจจะไม่น่ากลัวมากเท่าไหร่แต่ถ้าเราลองเข้าไปข้างในคุณอาจจะต้องหลอนแล้วสติแตกได้

เนื่องจากว่าบรรยากาศข้างในค่อนข้างที่จะมืดและเต็มไปด้วยห้องต่างๆลึกลับอีกมากมายเพราะเนื่องจากว่าในอดีตสถานที่แห่งนี้เป็นห้างสรรพสินค้าก็จะมีการแบ่งห้องเอาไว้เป็นล็อกต่างๆหลายคนที่ได้เข้าไปพิสูจน์ความหลอนในสถานที่แห่งนี้ก็จะพบเรื่องราวแปลกประหลาดมากมายตามมาแต่ยังมีอยู่อีกหนึ่งเรื่องที่เขาได้เล่ากันว่าใครที่เข้าไปลองดีมักจะพบเจอวิญญาณหญิงสาวที่ถูกฆ่าได้ปรากฏกายขึ้นมา

ซึ่งได้เชื่อกันว่าหลังจากอดีตฆาตกรรมหญิงสาวเกิดขึ้นผู้ที่ได้เข้าไปลองดียังสถานที่แห่งนี้ักจะเจอวิญญาณของหญิงสาวผู้นี้ปรากฏให้เห็นในพื้นที่นี้อยู่บ่อยๆก็เห็นเป็นเงาผ่านไปผ่านมาแต่ทุกคนที่ได้เห็นมักจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าจะเห็นผู้หญิงผมยาว

ดังนั้นอีกหนึ่งจุดหลอนของสถานที่แห่งนี้ว่ากันว่าหากใครที่ได้เข้าไปลองดียังสถานที่แห่งนี้แล้วไม่ได้ไปบริเวณชั้นสองจะถือว่าคุณมาไม่ถึง

โดยบริเวณชั้นสองจากข้อมูลตรงนี้ได้เคยมีโรงหนังและสวนสนุกทันทีที่ห้างสรรพสินค้าถูกปิดร้างยังเหลือซากบางอย่างที่ทางห้างนั้นยังเก็บไปไม่หมดมักจะมีพวกที่เข้ามาลองของเข้ามาบริเวณนี้เป็นประจำมักจะได้ยินเสียงเด็กวิ่งอยู่บริเวณรอบชั้นสองนี้

ซึ่งเป็นเสียงวิ่งและเสียงหัวเราะได้ความสนุกสนานราวกับว่าสถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยความสนุกสนานของเด็กๆเลยจนได้ทำให้สถานที่แห่งนี้มักจะมีรายการดังๆมาลองล่าท้าผีมาลองสำรวจสถานที่แห่งนี้อยู่บ่อยครั้งเลยแต่ความหลอนที่แท้จริงของสถานที่แห่งนี้มันไม่ใช่เรื่องเล่าหรือว่าผีอะไรต่างๆเรื่องเล่าสุดสยองขวัญหรือวิญญาณหญิงสาวอาฆาต

นอกจากนี้เราได้จะเข้าไปสำรวจบริเวณห้างที่เขาว่ากันว่าเรื่องหลอนนี้มันจะเป็นอย่างไรและอย่างจะพิสูจน์ดูว่ามันมีเรื่องราวสุดหลอนอยู่สถานที่แห่งนี้จริงหรือไม่

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  เปิดบัญชีคาสิโนขั้นต่ำ100

โรงเรียนหลอนของ จ.อุบลราชธานี

สำหรับเรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่สุดหลอนของรุ่นพี่ปี104มันเป็นเหตุการณ์ที่เขานั้นได้พบเจอมาตั้งแต่อยู่ ม.1 ตั้งแต่เริ่มเข้าโรงเรียนนี้มาเลยตอนนั้นตอนที่เขานั้นอยู่ ม.1 ได้มีเพื่อนคนหนึ่งเขากำลังทำเวรอยู่ในช่วง4โมงเย็นทุกคนต่างก็แบ่งหน้าที่กันว่าใครจะทำอะไร

โดยเพื่อนของเขาคนนี้ได้รับหน้าที่ในการลงไปทิ้งขยะหลังจากที่เพื่อนๆทำเวรกันเสร็จแล้วกวาดขยะกันเสร็จแล้วก็ถึงหน้าที่ของเขาด้วยการนำเอาขยะไปทิ้งนั่นเองหลังจากที่เขานำเอาขยะไปทิ้งเขาก็ไม่ได้สนใจอะไรเพราะว่าในช่วงนั้นมันเย็นแล้วก็คือว่าเพื่อนของเขาจะรอเขาแต่ปรากฏว่าเพื่อนหลังจากที่ทำเวรเสร็จแล้วต่างก็แยกย้ายพากันกลับบ้านเหลือเพียงแค่เขาคนเดียวที่นำเอาขยะไปทิ้งไม่รู้ว่าเพื่อนเขากลับกันไปหมดแล้ว

ซึ่งในระหว่างทางที่เขากำลังนำเอาถังขยะกลับมาที่ห้องปรากฏว่าเขาได้เห็นว่าห้องที่พวกเขานั้นกำลังทำเวรกันมันเหมือนกับว่าจะมีคนอยู่ในห้องเลยแล้วพอเดินเข้าไปใกล้ๆห้องปรากฏว่าสิ่งที่เขาเห็นนั้นมันไม่ใช่ความจริงเลยไม่มีใครอยู่ในห้องเลยแม้แต่คนเดียวเพราะว่าเพื่อนของเขาได้กลับกันได้หมดแล้วแล้วสิ่งที่เพื่อนคนนี้ได้พบเจอนั้นมันคืออะไรกัน

โดยรุ่นพี่คนนี้ก็ขอยืนยันเลยว่าสิ่งที่เพื่อนเขานั้นได้พบเจอเขาเห็นจริงๆว่ามีคนอยู่ในห้องแต่เมื่อไปถึงแล้วกลับกลายเป็นว่าไม่มีใครอยู่ที่ห้องเลย เรื่องที่เขาได้พบเจอในระหว่างเรียนโรงเรียนแห่งนี้มันเป็นเรื่องที่เขาพบเจอมากับตัวเลย

ซึ่งตอนนั้นเขาได้เรียนอยู่ ม.2โดยในตอนนั้นโต๊ะเรียนของเขาในห้องเรียนดันเกินมาหนึ่งชุดพวกเพื่อนๆของเขาและตัวเขาก็ไม่ได้สนใจอะไรก็คงเห็นว่าภาโรงจะมาจัดโต๊ะเกินเอาไว้คิดว่าจะมีเด็กมาเรียนอะไรอย่างนี้จนกระทั่งคุณครูมาถึงแล้วก็ได้ทำการเช็คชื่อของนักเรียนปรากฏว่าคุณครูเช็คชื่อนักเรียนได้49คนแล้วคุณครูก็ได้บอกกับทุกคนว่าคนนับทีละคนและให้นับต่อกันปรากฏว่ารอบแรกนับได้51คน

นอกจากนี้มันก็เลนทำให้คุณครูนั้นเกิดความสงสัยว่าในใบชื่อของครูมันมี49คนพอนับรอบที่สองก็นับได้แค่เพียง50คนในตอนนั้นทุกคนที่อยู่ในห้องต่างก็พากันงงว่ามันเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นมาได้อย่างไง

ซึ่งนับรอบแรกเสียงของเพื่อนในห้องได้สิ้นสุดที่51แต่เสียงรอบสองจบที่50มันเป็นไปไม่ได้ที่จะมีคนนับเกินมาเพราะเนื่องจากว่าในใบรายชื่อที่ครูเช็คชื่อนั้นมีเพียงแค่49คนแล้วเสียงที่50แล้วก็51นั้นเสียงมันมาจากไหน

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  เล่นบาคาร่าออนไลน์ฟรีได้เงินจริง

ตำนานวัดเจ้าชายเอกาทศรถ

สำหรับจังหวัดพระนครศรีอยุธยาหลายคนก็ทราบดีว่าบางวัดก็ยั งมีพระสงฆ์ที่ยังอาศัยจำวัดอยู่และยังมีอีกหลายๆวัดที่เป็นวัดร้างเราสามารถพบเห็นได้อยู่บ่อยครั้ง

สำหรับวัดร้างที่เราจะเล่าให้ฟังในต่อไปนี้นั่นก็คือวัดกระซ้ายถือว่าเป็นวัดที่มีอาถรรพ์มีคนเข้ามาผูกคอตายกันเป็นจำนวนมาก

โดยเรื่องที่เราจะเล่าดังต่อไปนี้โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านกันให้ดีๆและในตอนต้นเราจะขอพูดเรื่องวัดกระซ้ายก่อนว่ามันมีความเป็นมาอย่างไรและมีเรื่องอะไรที่มีความเกี่ยวข้องกับวัดกระซ้ายแห่งนี้ถึงได้ถูกจัดให้อยู่ในอันดับ8เอเชียที่มีความอาถรรพ์

สำหรับวัดกระซ้ายเดิมทีมีชื่อว่า วัดเจ้าชาย เหตุผลที่เรียกกันว่าวัดเจ้าชายตำนานได้กล่าวเอาไว้ว่าวัดแห่งนี้ได้เป็นวัดประจำของพระองค์สมเด็จเอกาทศรถ

ซึ่งพระองค์ได้มีการสนพระทัยในการทำนุบำรุงในการรักษาเป็นอย่างมากจึงได้สร้างวัดแห่งนี้ขึ้นมาแล้วได้รียกชื่อว่า วัดเจ้าชายธรรมราชาหรือจะเรียกสั้นๆว่าวัดเจ้าชายนั่นเองแต่ต่อมาการออกเสียงหรือการเรียกชื่อวัดแห่งนี้ก็แตกออกไปเป็น วัดกระซ้าย

สำหรับสถานที่แห่งนี้ได้สันนิษฐานว่าช่วงที่เสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่2ในปี พ.ศ.2310นี้พื้นที่ของทัพเคยเป็นที่ตั้งทัพของพม่าเพราะเนื่องจากว่าในระหว่างที่กำลังจะบูรณะวัดแห่งนี้ได้มีการขุดแต่งต่างๆกลับพบวัตถุโบราณต่างๆประเภทมีดอาวุธต่างๆสิ่งของที่ถูกค้นพบแหล่งนี้ถือว่าเป็นหลักฐานสำคัญที่สันนิษฐานว่า

สถานที่แห่งนี้เคยเป็นที่ตั้งกองทัพของพม่าในสมัยที่เข้ามาตีกรุงศรีอยุธยาและสืบเนื่องมาจากวัดบริเวณแห่งนี้เป็นจำนวนมากจึงทำให้มีผู้ที่ไม่หวังดีต่างก็ได้พากันมาขุดหาสมบัติในบริเวณพื้นที่แห่งนี้แต่ก็ต้องพบกับอาถรรพ์มากมายกับสถานที่แห่งนี้บางรายหากไม่บ้าก็ถึงขั้นเสียชีวิต

สำหรับเรื่องราวสยองขวัญของวัดกระซ้ายแห่งนี้ชาวบ้านว่ากันว่าสถานที่แห่งนี้มักจะมีผู้ที่เข้ามาผูกคอตายกัน้เป็นจำนวนมากจากคำบอกเล่าของชาวบ้านว่าที่วัดแห่งนี้มีผู้ที่มาผูกคอตายมากกว่า9ศพแล้ว

โดยชาวบ้านว่ากันว่ามันคืออาถรรพ์ของสิ่งศักดิ์สิทธิของถานที่แห่งนี้และดวงวิญญาณที่จะต้องหาตัวตายตัวแทนซึ่งกันและกัน

สำหรับเรื่องสยองขวัญที่ทำให้วัดกระซ้ายแห่งนี้ได้ถูกพูดถึงกันอีกครั้งนั่นก็จะเป็นข่าวที่มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งได้เข้ามาผูกคอตายที่วัดแห่งนี้ข่าวนี้ถือว่าเป็นข่าวที่โด่งดังมากๆออกข่าวหลายสำนักคุณสามารถไปค้นหาอ่านย้อนหลังได้ว่าสิ่งทที่เราได้พูดนั้นมันได้เกิดขึ้นจริงๆหรือเปล่า

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  betbb

ตำนานเทพอพอลโลกับนกฟีนิกซ์

สำหรับตำนานของนกเบนดูมันก็ได้มีบางตำนานของอียิปต์ที่ได้มีเรื่องเล่าแปลกๆก็คือว่านกเบนดูได้กำหนดวขึ้นมาจากการระเบิดหัวออกมาจากเทโพฤทธิ์ออกมาบางตำนานก็บอกว่าได้เกิดมาจากลูกไฟหรือต้นไม้ศักดิ์สิทธิของเทพรา

ซึ่งเทพราในอียิปต์ก็จะมีลักษณะพิเศษเลยก็คือการมายังโลกมนุษย์แล้วก็ลงไปยังโลกใต้พิภพเป็นวันแล้ววันเล่าเหมือนกับวงจรการตายแล้วก็คืนชีพด้วยเหตุนี้เองเจ้านกตัวนี้จึงได้ถูกโยงเอาไปเป็นความอมตะต่อมาได้มีชาวกรีกได้เข้าไปเที่ยวที่อียิปต์พวกนางๆก็คงจะประทับใจกับพวกนกเหล่านี้แล้วก็นำเอากลับไปเขียนเป็นแบบฉบับเป็นนกของตัวเอง

โดยในรูปแบบของการเล่ามันก็จะมีความแตกต่างกันออกไปพอมีคนไปเล่ากันปากต่อปากมันก็จะกลายไปผิดเผือนกันไปและด้วยเหตุนี้เองคนก็เลยได้ใส่จินตนาการของมันเพิ่มเข้าไปๆในตัวนก

จนกระทั่งมันเลยทำให้บางตำนานของกรีกในยุคนั้นได้บอกว่าตัวนกนั้นมันจะมีสีขนตัวม่วงๆและสีม่วงในสมัยนั้นมันเป็นสีที่ค่อนข้างที่จะหาได้ยากและได้ใช้แทนกษัตริย์กับผู้สูงศักดิ์บางก็บอกว่ามีสีเหลือสีส้มสีแดงจนไปถึงสีทองบ้างก็คาดว่ามันน่าจะเชื่อมโยงอะไรกันเกี่ยวกับพวกดวงอาทิตย์พวกดวงอะไรพวกนี้แล้วก็ยังมีสีเขียวสีชมพูออกมาเป็นสายรุ้งเลย

นอกจากนี้ความที่ว่าได้มีคนไปเล่าเรื่องงราวที่แตกต่างกันขนาดนี้สุดท้ายแล้วก็ได้มีคนเขาออกมาสรุปว่าการที่นกฟีนิกซ์นั้นมันมีหลากหลายสีมันก็เกิดขึ้นมาจากขนของเจ้าตัวนกเองประมาณว่าเจ้านกตัวนี้มันมีชีวิตอยู่มากอย่างยาวนานตอนหนุ่มอาจจะมีสีขนอีกสีหนึ่งพอโตขึ้นมามันก็ผลัดสีไปอีกสีหนึ่งพอแก่ตัวก็มีอีกสีหนึ่งมันก็เลนทำให้มันมีสีขนที่สวยงามขึ้นไปอีกไปๆมาๆก็เลยเล่าเรื่องให้นกตัวนี้มีขนเป็นไฟซะเลยเพิ่มความเท่ขึ้นไปอีก

ซึ่งเมื่อนกฟีนิกซ์มันมีความสง่างามอยู่แล้วมันก็เลยตรึงใจในหมู่มวลของมนุษย์มากมายแม้กระทั่งเราอยู่ในยุคปัจจุบันกระทั่งเหล่าพวกเทพเองก็ยังชอบเลยอย่างเช่นเทพอพอลโลแล้วมันก็ได้เกิดมาเป็นตำนานนกฟีนกซ์กับเทพอพอลโล

โดยเขาได้กล่าวเอาไว้ว่าเมื่อเทพอพอลโลได้เห็นถึงความงามของเจ้านกตัวนี้พร้อมกับประทับใจของเสียงร้องและบอกว่ามันสวยก็เลยนำเอามันมาเป็นนกประจำกายข้าเลยแล้วกันก็เลยมาเป็นนกประจำกายเทพอพอลโล

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  สูตรหวยยี่กี หวยดี

ตำนานของเปรตวัดสุศน์สมัยกรุงรัตนโกสินทร์

สำหรับเรื่องราวในตำนานของแร้งวันสระเกศเปรตวัดสุศน์ในสมัยรัชที่3และรัชกาลที่5ก็ยังเกิดโรคระบาดโรคห่าหรือว่าโรคอหิวาตกโรคนี้ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

ซึ่งในคราวนี้โรคห่าหรือว่าโรคอหิวาตกโรคได้มีการระบาดเยอะมากขึ้นกว่าในครั้งก่อนจึงทำให้มีผู้คนได้เสียชีวิตลงไปเป็นจำนวนมากและวัดสระเกศก็ยังคงประสบปัญหากับการเผาศพไม่ทันอีกเช่นเคยแร้งนกแร้งหรือว่าอีแร้งนี่แหละที่เป็นตัวเลือกหนึ่งในการกำจัดศพในสมัยนั้นจึงกลายเป็นคำพูดติดปากในสมัยนั้นมาว่า แร้งวัดสระเกศนั่นเอง

หากมีหารพูดถึงเรื่องแร้งวัดเกศแล้วก็จะไม่ลืมที่จะเล่าเรื่องเปรตวัดสุศน์เช่นเดียวกันสำหรับเรื่องราวของการเกิดเปรตวัดสุศน์หรือว่าตำนานเปรตวัดสุศน์ถ้าพูดถึงเปรตหรือว่าผีเปรตทุกคนคงจะรู้จักกันดีใช่หรือไม่ผีที่มีลักษณะสูงขายาวมือเท่าใบลานปากเท่ารูเข็ม

ซึ่งได้เป็นความเชื้อที่ว่ากันว่าผีเปรตหรือมนุษย์ที่ได้ทำบาปหรือว่าทำกรรมหนักหนาสาหัสเช่นตบตีพ่อแม่ด่าเถียงบิดามารดาหรือว่าด่าครูบาอาจารย์ปากก็จะเท่ารูเข็มตบตีพ่อแม่มือก็จะเท่าใบลา

เมื่อตายไปแล้วก็จะกลายมาเป็นเปรตเพื่อชดใช้กรรมเมื่อยังเป็นมนุษย์อยู่นั่นเองและในการพบเห็นการปรากฎตัวของเปรตนี้ชาวบ้านว่ากันว่ามันเป็นเรื่องของการเข้ามาขอส่วนบุญ

สำหรับเรื่องของตำนานเปรตวัดสุศน์เป็นเรื่องราวที่มีชาวบ้านได้เล่าต่อๆกันมาต้องใช้วิจารณญาณในการอ่านดีๆเรื่องนี้ได้เป็นเรื่องเล่าของตำนานเปรตวัดสุศน์ชาวบ้านว่ากันว่าเคยมีผู้พบเห็นเป็นเปรตสองผัวเมียได้ออกมาหลอกคนแถววัดสุศน์อยู่บ่อยครั้งบ้างก็ว่าคำว่าเปรตวัดสุศน์เป็นคำเรียกประชดพวกมารศาสนาที่ชอบออกมาหลอกชาวบ้านแถวนั้น

บางทีก็ว่ากันว่าผีเปรตวัดสุศน์นี้ที่จริงแล้วมันคือเงาจากเสาชิงช้าเป็นความเชื่อตั้งแต่กรุงรัตนโกสินทร์เกี่ยวกับเรื่องราวของเปรตวัดสุศน์แห่งนี้ที่ได้มีการเล่ากันว่าที่วัดแห่งนี้มักจะชอบมีเปรตปรากฏกายขึ้นในเวลากลางคืนประกอบกับช่วงที่ว่ามีโรคอหิวาตกโรคระบาดในช่วงนั้นด้วย

ซึ่งแท้จริงแล้วเรื่องราวของเปรตวัดสุศน์นั้นก็มาจากภาพวาดในพระอุโบสถ์ของวัดสุศน์นั่นเองเป็นภาพวาดฝาผนังที่เป็นรูปวาดเปรตตนหนึ่งได้นอนพลาดกายอยู่และมีพระสงฆ์ท่านได้ยืนพิจารณาอยู่รูปภาพนี้ถือได้ว่าเป็นรูปภาพที่โด่งดังมากๆในสมัยอดีตแต่การพบเจอเปรตวัดสุศน์นั้นชาวบ้านบางคนเชื่อบางคนก็ไม่เชื่อ

 

สนับสนุนโดย  รวมเว็บหวยออนไลน์

การเรียนรู้จากงานศิลปะดั้งเดิม 

งานศิลปะมีรูปแบบที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นงานประติมากรรมงานปั้นหรือแม้แต่จะเป็นในส่วนของงานที่ผลิตขึ้นมาเพื่อเทิดทูนศาสนาหรือแสดงความจงรักภักดี อย่างไรก็ตามจากอยุธยาสมัยก็มีการพัฒนางานหรือแม้แต่จะเป็นการเรียนรู้งานเก่าที่นำมาพัฒนารูปแบบงานใหม่ๆ

อย่างไรก็ตามนี้จะเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในปัจจุบันผู้คนต่างมีความเชื่อหรือมีแนวคิดต่างๆ ในการทำงานต่างๆเหล่านั้นมาแสดงออก ศิลปะหมายถึงความอิสระในการแสดงออกไม่ว่าจะเป็นทางด้านอารมณ์หรือแม้แต่จะเป็นความเชื่อ

รวมถึงการแสดงความคิดเห็นนี่จึงเป็นเหตุผลที่ในยุคปัจจุบันผลงานเกี่ยวกับ ศิลปะร่วมสมัย ไม่มีการแสดงออกทางความคิดหรือแม้แต่จะเป็นการบ่งบอกถึงความต้องการทางด้านสังคม วันนี้ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยที่ทำให้มีการพัฒนาในส่วนของเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมต่างๆทำให้ผู้คนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีต่างๆมากยิ่งขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์หรืออินเทอร์เน็ตในปัจจุบันที่มีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลาทำให้ผู้คนสามารถเข้าถึงสิ่งต่างๆเหล่านี้ได้การเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยไม่ว่าจะเป็นงานศิลปะหรือแม้แต่จะเป็นในส่วนของทุกคนต่างๆจึงสามารถรับรู้ได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระบบออนไลน์ต่างๆหรือแม้แต่ใช้สมาร์ทโฟนในยุคปัจจุบันที่มีความรวดเร็วที่ทำให้ผู้คนสามารถเข้าถึงการได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

ศิลปะไม่ใช่เพียงแต่งานภาพและเขียนหรือแม้แต่จะเป็นงานปั้นจะเป็นเท่านั้น แต่ยังมีงานปฏิมากรรมงานเสียง หรือแม้แต่เป็นงานแสดงแสงเองก็ตาม การระบายอารมณ์ไม่เพียงแต่การวาดรูปอย่างนั้นมีรูปแบบอีกมากมาย

ซึ่งเรานี่เองมีการพัฒนาต่อเวลาโลกในยุคปัจจุบันที่มีการพัฒนางานศิลปะที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นแม้แต่จะเป็นการเข้าถึงผู้คนได้มากยิ่งขึ้น การบอกเล่าเรื่องราวต่างๆเนื้อหาต่างๆที่มนุษย์มีความต้องการในยุคนั้นๆ ซึ่งอย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่าการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่านงานศิลปะถือว่าเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมอย่างมากในในผู้ที่

ต้องการรับรู้เรื่องราวในอดีต โครงงานศิลปะในแต่ละยุคแต่ละสมัยคือสิ่งที่บ่งบอกได้ว่าในยุคสมัยนั้นๆศิลปินรวมทั้งผู้คนมีกิจกรรมในการใช้ชีวิตอย่างไร หรือต้องการอะไรได้บ้างนี่จะเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ศิลปะเป็นสิ่งที่พัฒนารูปแบบในการใช้ชีวิตของผู้คนโดยส่งต่อความคิดรวมทั้งยังสามารถส่งต่อความเชื่อ

ในแต่ละยุคแต่ละสมัยก็มีการเรียนรู้ไม่ว่าจะเป็นทักษะในการทำงานรวมทั้งยังเป็นในส่วนของการพัฒนากฎทางความคิด ไอ้หนึ่งยุคที่มีความสำคัญก็คือ ยุคคริสเตียน ที่ผู้คนมีความเชื่อเกี่ยวกับพระเยซู หรือว่าศาสนาจนทำให้มีการพัฒนางาน

หรือแม้แต่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบในการใช้ชีวิตโดยแสดงออกงานผู้คนต่างๆสามารถเรียนรู้รูปแบบต่างๆที่ดีมากยิ่งขึ้นอย่างไรก็ตามที่เป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งคือการเรียนรู้รูปแบบงานศิลปะทางเดิม จะทำให้ผู้คนต่างๆได้เรียนรู้สึกกิจกรรมความเชื่อรวมทั้งยังสามารถเข้าถึงศาสนาต่างๆที่ศิลปินหรือนักเขียนต่างๆมีความต้องการได้ 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  คาสิโนออนไลน์ เครดิตฟรี

เกิดอะไรขึ้นบ้างในสงครามโลกครั้งที่2?

เมื่อได้ประกาศสงครามแล้วประเทศที่ได้เป็นอาณานิคมก็จะต้องเข้าสู้สงครามอีกด้วยในแนวรบก็เกิดขึ้นทั้งในแอฟริกาเหนือตะวันออกกลางที่มีประเทศในอาณานิคมของยุโรปมากมาย

ซึ่งสำหรับประเทศต่างเดินมันก็สูงขึ้นมาเพราะอาวุธสมัยใหม่ทั้งรถถังเครื่องบินและก็เรือต้องการทรัพยากรที่มากขึ้นนั่นก็คือน้ำมันนั่นเองที่มีอยู่มากที่สุดในตะวันออกกลาง

ส่วนสาเหตุที่เยอรมันกล้าเข้าบุกโรปแลนด์ทั้งที่รู้ว่านี่จะเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่จะก่อให้เกิดสงครามใหญ่แต่ที่ยังกล้าก็เป็นเพราะว่าเยอรมันได้แอบส่งคนไปเจรจาตกลงกับสหภาพโซเวียตเรียบร้อยแล้วเรียกว่ากติกาสัญญาโมโลตอฟรับเบินทร็อพ

ซึ่งได้มีเนื้อหาว่าทั้งสองประเทศจะไม่รบกันเองโดยได้ตกลงกันว่าต่างคนต่างจะไม่บุกกันเองโดยโวเวียตจะได้ดินแดนโรปแลนด์ไปครึ่งหนึ่งและดินแดนเอสโตเนียรัฐเวสต์เวอร์จิเนียลิททูเวอร์และจะบุกฟินแลนด์ต่อโดยที่เยอรมันจะไม่ก้าวก่ายและโซเวียตเองก็จะไม่ไปยุ่งที่เยอรมันจะเริ่มสงครามกับฝรั่งเศสและอังกฤษเช่นกัน

นอกจากนี้ทางด้านโซเวียตจะไม่ได้เป็นพันธมิตรกันกับเยอรมันแต่เยอรมันนั้นก็เหมือนว่าจะได้ไฟเขียวให้เริ่มสงครามได้เพราะว่าเยอรมันไม่ต้องไปกังวลว่าถ้าเริ่มสงครามแล้วโซเวียตจะไปเข้ากับอังกฤษและฝรั่งเศสและก็จะกลายเป็นว่าเยอรมันจะต้องสู้ศึกสองด้านก็คือด้านตะวันตกและตะวันออก นายอดอล์ฟ ฮิตเลอร์เขารู้ดีว่าจะไม่มีวันจะชนะเลย

ถึงแม้ว่าจะได้ประกาศสงครามกันแล้วสิ่งที่มันจะเกิดขึ้นใน8เดือนแรกของการประกาศสงครามก็ยังไม่ใช่สงครามอย่างเต็มรูปแบบเราได้เรียกช่วงนี้ว่า Phoney War หรือ สงครามลวงคือไม่มีการเผชิญหน้ากันด้วยกำลังทหารขนาดใหญ่อังกฤษยังพยายามที่จะหาวิธีที่จะกันสงครามให้ห่างจากบ้านเกิดให้ได้มากที่สุดเริ่มจากอังกฤษได้ใช้วิธีโปรยใบปลิวโฆษณาชวนเชื่อใส่เยอรมมันบ้างและพยายามที่จะตัดกำลังโดยพยายามที่จะปิดน่านน้ำไม่ให้ประเทศที่เป็นกลางแบบสวีเดนแล้วก็นอร์เวย์ขายทรัพยากรที่สำคัญเช่นแร่เหล็กให้เยอรมันซึ่งสุดทายแล้วก็ล้มเหลวซึ่งนาซีก็ได้ตัดสินใจได้ใช้กองกำลังยึดนอร์เวย์ไปในที่สุด

สงครามหลวงได้จบลงในเดือนพฤษภาคมปี1940กองทัพนาซีได้บุกเบลเยียมเพื่อจะเบิกทางเข้าสู่ฝรั่งเศสซึ่งได้เป็นการบบุกที่รวดเร็วมาก เบลเยียมได้แตกใน18วันและฝรั่งเศสก็ได้พ่ายแพ้ต่อเยอรมันภายในเวลาเพียง6สัปดาห์เท่านั้น

ทั้งนี้เหตุผลหลักๆเลยก็คือความล่าหลังทางยุทโธปกรณ์และความไม่พร้อมที่จะรบของกองทัพฝรั่งเศสเหตุการณ์นี้ถือเป็นจุดสิ้นสุดของความพยายามทางการทูตที่จะหยุดยั้งสงครามอังกฤษได้เปลี่ยนนายกรัฐมนตรีมาเป็น วินสตัน เชอร์ชิล 

ซึ่งได้เป็นฝ่ายที่เห็นด้วยว่าควรจะต้องสู้กับนาซีต่อไปโดยไม่สนว่าฝรั่งเศสนั้นจะแพ้ไปแล้วผิดไปจากรัฐบาลที่แล้วที่แล้วที่พยายามจะหาทางหลีกเลี่ยงสงครามให้ได้มากที่สุดและพยายามจะเจรจาสันธิภาพกับนายอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ด้วย

คอมมิวนิสต์หมายความว่าอย่างไร?

ระบบคอมมิวนิสต์ถ้าสมัยก่อนนั้นได้ออกมาพูดกันแบบนี้ก็ไม่วายที่จะถูกจับได้แต่ว่าเรายังโชคดียังอยู่ในยุคEnlightenmentยุคแห่งปัญญาเราสามารถศึกษาหาความรู้ได้ไม่ต้องกังวลไม่ต้องกลัวว่าใครจะมาจับ

ซึ่งเราจะมาพูดกันในเรื่องของระบอบคอมมิวนิสต์กันเรามาดูกันว่าทำไมในยุคหนึ่งการเป็นคอมมิวนิสต์ทำไมถึงได้น่ากลัวทำไมเขาหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ถึงได้ใช้เป็นเครื่องมือในการป้ายสีคนอื่นได้นี่มันคือเรื่องจริงโรคกลัวคอมมิวนิสต์เป็นกันทั่วโลกกลัวมากสะจนฆ่ากันเองตายกว่าฆ่าคอมมิวนิสต์จริงๆซะอีก

คำว่าคอมมิวนิสต์ว่ากันหยาบๆก็มาจากคำว่าCommunouนี่มาจากภาษาฝรั่งเศสภาษาละตินภาษาอังกฤษก็คือคำพื้นๆในภาษาทางยุโรปของเขาแปลว่ากลุ่มคนการรวมกลุ่มของคนการอยู่ร่วมกันของคนโดยจะมีการแบ่งปันทรัพย์สิน พื้นที่ ทรัพยากรร่วมกัน

ซึ่งในแต่ละกลุ่มก็ไม่จำเป็นจะต้องมีวิธีเหมือนกันก็คือเรียกว่ามันเป็นConceptกว้างๆในการอยู่ร่วมกันดีกว่าอุดมการณ์คอมมิวนิสต์อันแท้ทรูนั้นเป็นอุดมการที่เกี่ยวโยงกับเศรษฐกิจเป็นอย่างมากมีหลักการที่ฟังดูง่ายแต่ที่จริงแล้วAdvanceมากๆนั่นก็คือไม่มีใครเป็นเจ้าของอะไรทั้งสิ้นและทุกคนนั้นได้เป็นเจ้าของทุกอย่าง

สมบัติทุกอย่างเป็นของส่วนรวมทุกคนทำเพื่อส่วนรวมเพราะส่วนรวมคือทุกคนKeywordก็คือการยกเลิกกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลของทุกอย่างเป็นของทุกคนเอาออกมากองรวมกันแล้วทุกคนก็ทำงานมาได้อะไรมาก็มากองรวมกันอีกด้วยเหตุผลและสติปัญญาอันล้ำเหลือของมนุษย์ทรัพย์สินและผลประโยชน์ทั้งหลายก็จะถูกนำมาแบ่งปันกันอย่างเท่าเทียมและทุกคนก็จะมีความสุขไม่มีใครได้เปรียบไม่มีใครเสียเปรียบไม่มีใครต้องอกยากไม่มีใครกอบโกยทรัพยากรไปเก็บเอาไว้มากๆคนเดียวเรียกว่าเป็นสังคมในอุดมคตินั่นเอง

ไอเดียนี้เกิดขึ้นมาจากความเชื่อที่ว่าคนบนโลกมี2ประเภทก็คือ พวกที่ถือครองทรัพยากร หรือ เรียกง่ายๆว่านายทุน หรือพวกที่ใช้แรกงงานหรือเรียกว่า ชนชั้นกรรมาชีพนายทุนเอาเปรียบแรงงานให้แรงงานทำงานหนักแลกเงินเพียงแค่เล็กน้อยนายทุนก็เอาเงินมาต่อเงินแล้วก็รวยเอาๆแรงงานก็หาเช้ากินค่ำไม่เคยได้ลืมตาอ้าปากแล้วก้ตายไป

นอกจากนี้ที่เป็นส่วนฝั่งตรงข้ามกับลัทธิคอมมิวนิสต์นั่นก็คือฝ่ายที่เชื่อในทุนนิยมเสรีและมีการปกครองในแนวประชาธิปไตย

ซึ่งมักจะมาคู่กันอยู่เสมอเพราะถ้าเกิดว่าไม่เป็นประชาธิปไตยมันก็เสรีกันอย่างลำบากจะเสรีได้การปกครองต้องเสรีก่อนและพวกทางทุนนิยมเสรีนี่ก็จะเชื่อกันว่าโลกของการทำงานใครทำงานมากก็ได้มากมือใครยาวก็สาวได้สาวไปความรวยมันไม่ใช่ความผิดความจนก็เช่นกัน

ประวัติศาสตร์คอมมิวนิสต์ของเหมาเจ๋อตง

ประเทศจีนได้ใช้แนวทางในการปฏิวัติอุตสาหกรรมของตัวเองแต่มันก็ยังได้มีปัญหาอยู่นิดนึงคือว่าเหล็กกล้ามันไม่ใช่กระดาษทิชชู่ไงเหล็กกล้านั้นมันจะต้องออกมาจากแร่เหล็กนำเอาไปใส่ในเตาที่มีอุณหภูมิสูงมากๆ

ในระยะเวลาที่ถูกต้องคือเราไม่รู้ว่าเท่าไหร่แต่ว่าไม่ใช่ว่าเราจะใช้เตาเผาถ้วยชายหลังหมู่บ้านได้แต่ว่าไม่ว่ายังไงเราก็จะต้องพยายามใช่ไหมบุคคลจะล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียรนรัฐบาลก็ได้ออกโควต้ากำหนดมาว่าแต่ละหมู๋บ้านในสาธารณรัฐประชาชนจีนนั้นจะต้องผลิตเหล็กกล้าได้คนละเท่าไหร่ท่านประธานก็หารมาเลยว่าในประเทศที่เป็นอุตสาหกรรมแล้วเขาต้องผลิตเหล็กกล้าได้กี่ตันหารกับจำนวนหมู่บ้านในสาธารณรัฐประชาชนจีนก็นั่งแหละจะต้องผลิตออกมาให้ได้ตามนั้นทั้งนี้ ทั้งอุตสาหกรรมเหล็กโอทอปและนารวมจะมีสมาชิกพรรคได้รับการมอบหมายมาให้ดูแลแต่ละหมู่บ้านและกลุ่มปลูกข้าว

นอกจากนี้เรามาดูในเรื่องนารวมกันก่อนนารวมถึงจะได้การตอบรับจากประชาชนค่อนข้างดีแต่เมื่อนำเอามาปฏิบัติจริงๆแล้วก็อุปสรรคที่มักจะพบเสมอในการทำงานกลุ่มนั่นก็คือในที่สุดแล้วคนก็พบว่าจะทำงานหนักหรืออู้งานก็ได้กินข้าวเต็มที่เท่ากันได้วันพักผ่อนเท่ากันได้ส่วนแบ่งของผลิตเท่าๆกันได้นอนบ้านแบบเดียวกันได้ใส่เสื้อผ้าแบบเดียวกันลูกหลานก็ได้รับผลประโยชน์เท่าๆกันแล้วจะทำงานหนักไปทำไมกันเพราะทำไปก็รู้สึกโง่

เพราะว่าคนที่อู้งานทำๆเขี่ยๆก็ได้รับผลตอบแทนเท่าๆกันอย่างนั้นก็ชิลๆดีกกว่านาก็ไม่ใช่ของเราข้าวก็ไม่ใช่ของเราบวกเข้ากับความซวยในช่วงนั้นที่จีนประสบภัยธรรมชาติหนักหน่วงทั้งน้ำท่วมและฝนแล้งจึงทำให้ผลผลิตข้าวได้รับผลกระทบเข้าไปอีกทีนี้พอถึงเวลาที่จะต้องรายงานผลประกอบการคนที่เป็นตัวแทนพรรคที่ได้รับการแต่งตั้งมาดูแลนารวมเหล่านี้ก็เริ่มนอยด์แล้ว

ซึ่งตามนโยบายของพรรคได้ฟันธงออกมาอย่างชัดเจนเลยว่าถ้าผลผลิตไม่ได้ตรงตามเป้าที่ตั้งเอาไว้จะเป็นความผิดของผู้จัดการเหล่านี้แปลว่าผู้จัดการยังทำงานหนักไม่พอและจะโดนทำโทษฟังดูคล้ายๆช่วง7วันอันตรายตอนสงกรานต์เวลาที่รัฐบาลจะกำหนดตัวเลขออกมาว่าจะต้องมีคนตายไม่เกินกี่ศพถ้าตายเกินจะเป็นความผิดของทางผู้ว่า

คราวนี้พอถึงเวลาที่จะต้องรายงานผลประกอบการก็เลยเกิดการตกแต่งบัญชีปริมาณข้าวที่ผลิตได้อย่างยิ่งใหญ่ทุกนารวมผลิตข้าวได้ตามโควต้าหรือเกินโควต้าทุกแห่งเลยรัฐบาลก็ดีใจว่าโครงการได้ผลและจัดการขายข้าวจำนวสนมหาศาลออกไปยังต่างประเทศและข้าวจำนวนมหาศาลที่ว่าคือข้าวเกือบทั้งหมดที่ผลิตได้นั้นแหละส่งออกไปหมดเลยไม่เหลือเอาไว้กินกันในประเทศเลย

 

สนับสนุนโดย  bk8

ตำนานนางเงือกมันมีอยู่จริงบนโลกหรือไม่?

ตำนานของนางเงือกในแต่ละพื้นที่นั้นมันก็จะมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไปแต่หนึ่งอย่างที่เหมือนกันแน่ๆเลยคือความโหดและความดุดร้ายของนางเงือกเหมือนกันทุกที่เลยและตรงส่วนนี้มันคือเรื่องเล่าและตำนานในด้านของความเชื่อของนางเงือกแต่ถ้าในมุมมองของความเป็นจริงและในมุมมองของทางด้านวิทยาศาสตร์ถามว่าเขาได้มีความเชื่อกันมั้ยว่านางเงือกนั้นมีอยู่จริง

ถ้าเอาตามข้อมูลที่เราได้ไปค้นหามาจะใช้คำว่าส่วนมากเชื่อว่านางเงือกนั้นมีอยู่จริงและกันเพราะอย่างที่เราได้พูดถึงกันทุกครั้งเกี่ยวกับสิ่งลี้ลับหรือสิ่งที่ยังไม่สามารถที่จะหาคำตอบในใต้ท้องทะเลได้คือใน ณ ปัจจุบันของเรามนุษย์เราได้สำรวจไปเพียงแค่5-10%ของพื้นที่ทะเลทั้งหมดทั่วโลกได้เพียงแค่นั้นเพราะในยุคปัจจุบันเรา

เราจะต้องยอมรับหนึ่งอย่างว่าไม่ว่าจะเป็นวิธีทยาการหรือสิ่งต่างๆที่มนุษย์เรามีอยู่เราไม่สามารถจะไปสำรวจในพื้นที่ที่เราไปได้ในหลายๆจุดได้ไม่ว่าจะสาเหตุด้วยของยิ่งน้ำลึกเท่าไหร่แรงดันน้ำก็จะยิ่งลึกตามและเรื่องของออกซิเจนยิ่งลึกมากเท่าไหร่ออกซิเจนมันก็จะยิ่งน้อยลงไปตามและนี่ยังไม่รวมถึงพื้นที่เล็กๆน้อยๆที่เรายังไม่สามารถที่จะลงไปทำการสำรวจไปยังจุดต่างๆได้มันเลยยังมีอีกพื้นที่90%ถึง95%ที่เรายังไม่สามารถไปสำรวจได้นั่นเองคุณจะไม่คิดหรือว่าพื้นที่อีกกว่า90ถึง95%นั้นจะไม่มีสิ่งมีชีวิตประหลาดหรือมีสิ่งมีชีวิตตำนานเหล่านั้นอยู่

แต่

สำหรับเรา เราไม่เชื่อแบบนั้นเพราะตามข้อมูลที่เราได้ไปตามหามาไม่ว่าจะเป็นหลักฐานที่ค้นพบคลิปวีดีโอภาพหรือเศษซากต่างๆที่เขาได้ค้นพบกันมันบ่งบอกได้หลายอย่างมากว่าสิ่งเหล่านี้มันน่าจะมีอยู่จริงบนโลกมันไม่ใช่แค่นางเงือกแต่อาจจะเป็นสิ่งมีชีวิตยุคโบราณหรือสิ่งที่มีชีวิตที่คล้ายกับสัตว์ในเทพนิยายหรือในตำนานต่างๆเราได้เชื่อว่ามันได้มีอยู่จริงๆและจากข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับหลักฐานของนางเงือกและเท่าที่เราได้ไปค้นหามาตรงนี้

ส่วนใหญ่เท่าที่ได้ไปดูมาในโลกของอินเตอร์เน็ตเรากล้าพูดเลยว่ามันได้เป็นของปลอมทั้งหมดเลยแต่มันจะมีอยู่บางคลิปมันจะมีอยู่บางอย่างบางภาพที่เรารู้สึกว่ามันไม่น่าจะใช่ของปลอมและมันไม่น่าจะสามารถปลอมขึ้นมาได้

ยกตัวอย่างคลิปวิดีโอที่เขาได้บอกว่าได้มีนักสำรวจทางทะเลกลุ่มหนึ่งได้นั่งเรือดำน้ำและถ่ายวีดีโอโดยรอบๆในที่ที่เขาได้ดำน้ำลงไปเรื่อยแต่ในขณะที่เขาได้ถ่ายคลิปอยู่ปรากฏว่าได้มีสิ่งมีชีวิตประหลาดว่ายเข้ามาตบกระจกเรือดำน้ำของเขาก่อนที่จะว่ายน้ำหนีไปและเขาได้อัดวีดีโอเอาไว้ด้วย

 

สนับสนุนโดย  dewabet